การจัดซื้อชุดตรวจ ATK
จาก‘สปสช.’สู่กระทรวงสาธารณสุข
เห็นข้อถกเถียงกันผ่านสื่อต่างๆ ของคณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข ภายใต้คณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนซึ่งเป็นตัวแทนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับแพทย์ชนบทฝ่ายหนึ่ง กับกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีหน่วยงานที่เป็นจำเลยหลักของสังคมคือ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ รพ.ราชวิถี อีกฝ่ายหนึ่ง ในการจัดหาชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS CoV-2 (เชื้อก่อโรค COVID-19) แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (COVID-19 Antigen self-test kit หรือ ATK) แล้วข้าพเจ้าไม่สบายใจ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความตั้งใจดีที่จะทำงานเพื่อสุขภาพของประชาชนคนไทยทั้งคู่ จึงตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อให้เห็นมุมมองของคนนอกต่อปัญหาการจัดซื้อ ATK ดังกล่าว ดังนี้
ข้าพเจ้าเคยเขียนบทความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2562 หน้า 15 ชื่อ การจัดซื้อกลุ่มยาราคาแพงจาก สปสช. สู่กระทรวงสาธารณสุข โดยในบทความดังกล่าวได้อธิบายให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในการจัดซื้อกลุ่มยาราคาแพงซึ่งเดิมเคยดำเนินการโดย สปสช. ซึ่งข้าพเจ้าเคยเขียนบทความคัดค้านการจัดซื้อยาของ สปสช. เรื่อง การบริหารจัดการกลุ่มยาราคาแพงของ สปสช. ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 26 เมษายน 2559 แต่เมื่อบทความที่ข้าพเจ้าเขียนไม่ได้รับการตอบสนอง ข้าพเจ้าจึงได้ทำหนังสือร้องเรียน เรื่อง การจัดซื้อยารวมระดับประเทศของ สปสช. คัดค้านการดำเนินการจัดซื้อยารวมระดับประเทศของ สปสช. ส่งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานบอร์ด สปสช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของ สปสช. โดยประเด็นที่ข้าพเจ้ามองว่าการจัดซื้อยารวมระดับประเทศของ สปสช.น่าจะไม่ถูกต้องแยกออกได้เป็น 2 ประเด็น คือ
1.ประเด็นเรื่องอำนาจดำเนินการ
ในขณะที่ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ โรงพยาบาลเป็นผู้จัดซื้อจัดหาเองแต่กลุ่มยาราคาแพงหรือยาโรคเรื้อรัง สปสช. กลับดำเนินการจัดซื้อเองโดยมอบให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ส่งยาให้กับโรงพยาบาล คำถามคือ สปสช.ใช้ระเบียบข้อใดในการจัดซื้อ สปสช. ดำเนินการโดยไม่มีอำนาจจัดซื้อจัดจ้างใช่หรือไม่
2.ประเด็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของ สปสช. ซึ่งจัดซื้อโดยวิธีต่อรองราคากับบริษัทที่ผลิตยาต้นแบบแล้วให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ส่งมอบยาให้กับโรงพยาบาลที่เป็นผู้ใช้ยาให้กับผู้ป่วย ในกรณีที่ยาราคาแพงดังกล่าวหมดสิทธิบัตรยาแล้ว มีการนำยาตัวเดียวกันมาจำหน่ายในประเทศไทย (ยาเลียนแบบ) ทำให้มีการแข่งขันราคาได้ การเลือกต่อรองราคากับบางบริษัท ผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อรัฐหรือไม่
จากข้อร้องเรียนของข้าพเจ้าดังกล่าว สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจึงทักท้วงไปยัง สปสช. ว่าไม่มีอำนาจในการจัดหายา จนในที่สุดกระทรวงสาธารณสุขจึงได้มอบอำนาจให้โรงพยาบาลราชวิถี เป็นตัวแทนของโรงพยาบาลทั้งประเทศ (เพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่ใช่หน่วยบริการ) ดำเนินการจัดซื้อยาราคาแพงแทน สปสช. ซึ่งนำไปสู่ข่าวในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 หน้า 7 ดังนี้ 3.87 หมื่นรายเข้าถึง “ยาจำเป็น” เซฟ 8.56 พันล้าน สูงสุดรอบ 8 ปี โดยเนื้อหาของข่าวสรุปได้ว่า นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ ได้เปิดเผยว่าในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินการตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มอบหมายให้โรงพยาบาลราชวิถีเป็นแม่ข่ายดำเนินการบริหารจัดการยา และเวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อสนับสนุนแก่หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในระหว่างปีงบประมาณ 2553-2560 ซึ่งดำเนินการโดย สปสช. ประหยัดเงินงบประมาณ 44,430.84 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุขประหยัดเงินงบประมาณได้ถึง 8,567.48 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่ายาที่ประหยัดมากกว่าปีที่ผ่านมาทั้งหมด
คราวนี้มาดูการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ที่มีข้อถกเถียงเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ถ้าเปิดดูเอกสาร “หมอเกรียงศักดิ์” ไทม์ไลน์จัดซื้อชุดตรวจโควิด ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2564 หน้า 2 จะเห็นว่าเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงขึ้นทุกขณะในประเทศไทย จำเป็นต้องหาชุดตรวจ ATK สำหรับประชาชนโดยเร่งด่วน จากการเชิญบริษัทผู้ผลิต/นำเข้าชุดตรวจ ATK จำนวน 10 บริษัท มาเพื่อต่อรองราคาพบว่ามีความหลากหลายทั้งราคารวมถึงคุณภาพของชุดตรวจ ผลสุดท้ายในการประชุมเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 คณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขได้เชิญเฉพาะบริษัทที่ผ่านการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานของ WHO จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท Abbott และบริษัท เอ็มพี กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด มาเพื่อต่อรองราคา รวมถึงสอบถามความพร้อมในการส่งมอบชุดตรวจโดยเร่งด่วนเพื่อทันกับการใช้งานในการตรวจคัดกรองเชิงรุกในประเทศ ผลจากการเจรจาพบว่าบริษัท เอ็มพี กรุ๊ป ซึ่งมีชุดตรวจชนิด Standard Q เสนอราคาต่ำสุด โดยราคาชุดตรวจอยู่ที่ 120 บาท รวมค่าขนส่งจากบริษัทถึงหน่วยบริการ
และมีปริมาณสินค้าพร้อมส่งได้ครบถ้วนตามจำนวนที่ต้องการไม่เกิน 10 ล้านชิ้น ภายในไม่เกิน 2 สัปดาห์
วันที่ 22 กรกฎาคม 2564 สปสช.ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สปสช.9.69/14620 ไปยัง รพ.ราชวิถี สำเนาเรียน องค์การเภสัชกรรม แจ้งแผนความต้องการยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ (เพิ่มเติม) ปีงบประมาณ 2564 กรณีชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS CoV-2 (เชื้อก่อโรค COVID-19) แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (COVID-19 Antigen self-test kit หรือชุดตรวจ ATK) จำนวนเบื้องต้น 8.5 ล้านชุด ภายใต้วงเงิน 1,014 ล้านบาท เป็นกรณีเร่งด่วนเพื่อทันต่อการวินิจฉัยคัดกรองการติดเชื้อ COVID-19 ภายในวันที่ 3 สิงหาคม 2564
ในส่วนของการดำเนินการจัดซื้อของกระทรวงสาธารณสุข ข้าพเจ้าขออิงข้อมูลจาก หมอแฉวุ่น ล็อบบี้ซื้อเอทีเค อภ.โต้ล็อกสเปก ในมติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2564 หน้า 6 ซึ่ง นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม และทีมงานได้ร่วมกันแถลงชี้แจงประเด็นมาตรฐานการพิจารณาชุดตรวจ Antigen self-test kit (ATK) และกระบวนการจัดซื้อ ดังนี้
มาตรฐานของชุดตรวจ ATK นพ.ไพศาลกล่าวว่า อย.ดูใน 2 ส่วนทั้งเอกสารและการใช้จริง โดยตัวอย่างชุดตรวจไม่ว่าบริษัทไหนเอามาก็ต้องทดสอบ ส่วนของชุดตรวจ ATK จะทดสอบ 3 อย่าง คือ ความไวเชิงวินิจฉัยต้องมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 90 ความจำเพาะต้องมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 98 และความไม่จำเพาะต้องน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 10 จะเป็นตัวสำคัญ กรณีชุดตรวจผลิตโดย SARS-CoV-2 Antigen Rapid Test ของ Beijing Lepu Medical Technology Co., Ltd. จากสาธารณรัฐประชาชนจีน อย.อนุญาตทั้งใช้ด้วยตนเอง และบุคลากรทางการแพทย์ อยู่ที่ลำดับที่ 4 และ 21 ตามลำดับ นอกจากได้ อย.ไทยแล้ว ยังได้รับรองมาตรฐาน CE จากยุโรปวางตลาดได้ในหลายประเทศ ทั้งเยอรมนี ออสเตรีย โรมาเนีย เป็นต้น นอกจากนี้ ผลการตรวจทางคลินิก โดยคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ได้ผลความไวเท่ากับร้อยละ 90 มีความจำเพาะร้อยละ 100 และความไวจำเพาะเท่ากับร้อยละ 0 เมื่อเทียบกับการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR)
กรณีองค์การอาหารและยา หรือ FDA สหรัฐอเมริกา เรียกคืนชุดตรวจของ Lepu Medical Technology ที่ต้องเรียกคืนนั้นให้เหตุผลว่าอาจเกิดเรื่องของความเสี่ยงในการได้ผลลวง เนื่องจากไม่มีการอนุญาตขึ้นทะเบียน และวางจำหน่าย แต่ไม่มีรายงานการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในการใช้ แต่ให้เลิกและหยุดใช้ เนื่องจากมีความเชื่อว่ามีความเสี่ยงสูงในผลของชุดตรวจ เหมือนกับผลิตภัณฑ์ไม่ได้ อย.ไทย เช่น ฟ้าทะลายโจรไม่ได้รับอนุญาต เราก็เชื่อมั่นว่าไม่มีประสิทธิภาพมีการปนเปื้อนได้ ชุดตรวจก็เช่นกันหากไม่ได้รับอนุญาตคือไม่ได้รับการประเมินจากหน่วยงานรับผิดชอบของประเทศนั้นๆ เป็นเหตุผลในการเรียกคืน และสื่อสารความเสี่ยง
การจัดหาชุดตรวจ ATK นพ.วิฑูรย์กล่าวว่า อภ.ได้รับมอบหมายจากโรงพยาบาลราชวิถี ให้จัดหาชุดตรวจ ATK ด้วยตนเอง 8.5 ล้านชุด ตามโครงการพิเศษของ สปสช.อย่างเร่งด่วน การเสนอราคามี 19 บริษัท ส่งจดหมายเชิญ 24 บริษัท ตรวจสอบคุณสมบัติพบเปิดซองได้ 16 บริษัท แข่งขันโดยสมบูรณ์มีการบันทึกวิดีโอตลอดการประมูล และได้ของบริษัท ออสท์แลนด์ฯ เสนอราคาต่ำสุด เป็นผลิตภัณฑ์ SARS-CoV-2 Antigen Rapid Test ของ Beijing Lepu Medical Technology Co., Ltd. จากจีน บริษัท ออสท์แลนด์ฯ มีคุณสมบัติตามกำหนดทุกอย่าง เสนอราคาต่ำสุดตามวงเงินที่ สปสช.ตั้งไว้ ประหยัดงบประมาณได้ 400 ล้านบาท ชุดตรวจราคาเหลือ 70 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ATK นี้ผลิตโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีน และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์รายใหญ่ ได้รับการรับรองมาตรฐานยุโรป และขึ้นทะเบียนในหลายประเทศอาทิ เยอรมนี อิตาลี เบลเยียม โปแลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น
การล็อกสเปกหรือไม่ในการจัดซื้อ นางศิรินุช ชีวันพิศาลนุกูล รองผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า รพ.ราชวิถีส่งสเปกมาให้ 1 สิงหาคม 2564 อภ.ปรับสเปกบ้างเรื่องกำหนดส่งมอบ และได้สอบถามสเปกต่อโดยเชิญ 24 บริษัทมารับทราบสเปกในวันที่ 3 สิงหาคม 2564 จากนั้นบางบริษัทโต้แย้งสเปกบางประการ โดยเฉพาะข้อแรกที่สเปก กำหนดชุดตรวจจากการแยงจมูกกับน้ำลาย อภ.จึงสอบถามกลับไปที่ รพ.ราชวิถี และ สปสช. ในที่สุดจึงตัดเรื่องน้ำลายออก และใช้แยงจมูกอย่างเดียว รวมถึงสเปกแรกกำหนดสเปกความจำเพาะอยู่ที่ร้อยละ 97 ก็ปรับมาที่มาตรฐานของ อย.ที่ร้อยละ 98
ต่อข้อถามที่ว่า สปสช.โดย นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ระบุว่าเนื่องจากขณะนี้เป็นระยะฉุกเฉินเร่งด่วนจัดซื้อ ATK แบบเจาะจงได้ และ สปสช.ทำหนังสือเจาะจง ATK มาให้ อภ.แล้ว แต่ อภ.เลือกจะประมูล นพ.วิฑูรย์กล่าวว่า อภ.มีระเบียบพัสดุขององค์การ ข้อ 13(4) ถ้าผู้ซื้อมีความต้องการ อภ.สามารถซื้อเจาะจงให้ได้ แต่ที่ผ่านมาสเปกของ สปสช.ที่บอกว่า ระบุชื่อบริษัท ระบุสเปกมานั้น ไม่เป็นความจริง มีการระบุสเปกทางอ้อมมา เพื่อให้เกิดการล็อกสเปก อภ.ไม่ยอมและโต้แย้งไปเพื่อให้โปร่งใสในการแข่งขัน
หากระบุมาว่าต้องการให้ซื้อบริษัท 1, 2, 3 เท่านั้นด้วยเหตุผลความจำเป็น เรามีระเบียบซื้อได้ แต่เนื่องจากเป็นการระบุสเปกโดยอ้อมแล้วให้ อภ.มาซื้อเฉพาะเจาะจงเป็นไปไม่ได้ ต้องประกาศประกวดราคา
ต่อข้อคำถามที่ว่าการขึ้นทะเบียนของประเทศไทยต้องรอ อย.สหรัฐ หรือองค์การอนามัยโลก หรือไม่ นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนมี 2 ปัจจัยคือ 1.ประเทศนั้นๆ จะเอาผลิตภัณฑ์นั้นมาขายในประเทศหรือไม่ 2.ผู้ผลิตจะขายในประเทศนั้นๆ หรือไม่ ถ้าไม่ไปยื่นผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่องค์การอนามัยโลกรับรองก็ไม่มีขายในสหรัฐหรือบางประเทศ ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่ขายในสหรัฐก็ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับองค์การอนามัยโลก
ดังนั้น ขึ้นอยู่กับคนซื้อจะซื้อหรือไม่ซื้อ และคนขายจะขายหรือไม่ขาย การที่องค์การอนามัยโลกขึ้นทะเบียนก็เพื่อให้ประเทศอื่นๆ ที่ไม่มี อย. หรือหน่วยงานตรวจสอบของตัวเองสามารถใช้อ้างอิงได้
สรุปในความเห็นของข้าพเจ้าแล้ว ในการจัดหาชุดตรวจ ATK สปสช.ดำเนินการจัดหาโดยเรียกบริษัทที่ได้รับรองจากองค์การอนามัยโลกมาต่อรองราคา ซึ่งมีอยู่ 2 บริษัท เมื่อได้ราคาต่ำสุดคือ 120 บาทต่อชุด จึงใช้ราคานี้เป็นราคากลางของบจาก สปสช. เพื่อจัดหาให้ประชาชน แต่เนื่องจากกระบวนการจัดหาเป็นของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมอบอำนาจให้ รพ.ราชวิถีเป็นตัวแทน แล้ว รพ.ราชวิถี มอบอำนาจให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ดำเนินการแทนอีกทอดหนึ่ง เมื่อสเปกและวงเงินการจัดหาชุดตรวจ ATK ไปถึงองค์การเภสัชกรรม เนื่องจากทาง สปสช.ไม่ได้ระบุชื่อบริษัทที่ สปสช.ต้องการให้องค์การเภสัชกรรมจัดซื้อมาให้ องค์การเภสัชกรรมจึงต้องดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีประกวดราคา ถ้าองค์การเภสัชกรรมเลือกชุดตรวจ ATK ที่ สปสช.เสนอมาไปซื้อเฉพาะเจาะจง แล้วบริษัทอื่นที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน แต่ขายในราคาถูกกว่า ถ้าเกิดเรื่องร้องเรียนไป ป.ป.ช. ความรับผิดชอบนี้จะเป็นของใคร
ย้อนกลับไปดูประเด็นร้องเรียนที่ข้าพเจ้าเคยร้องเรียนไปที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเปลี่ยนการจัดซื้อยาราคาแพงจาก สปสช. มาเป็นกระทรวงสาธารณสุข
ประเด็นแรก คือ เรื่องอำนาจดำเนินการ ซึ่ง สตง.วินิจฉัยแล้วว่า สปสช.ไม่มีอำนาจดำเนินการ การจัดหายาราคาแพงซึ่งเคยดำเนินการโดย สปสช. มา 7 ปี ในปีที่ 8 จึงเปลี่ยนการดำเนินการไปอยู่ในอำนาจของกระทรวงสาธารณสุขแทน
ประเด็นที่สอง คือเรื่องการจัดหายาราคาแพงของ สปสช. ซึ่งเดิม สปสช.ใช้วิธีต่อรองราคากับบริษัทผู้ผลิตยาต้นแบบ เมื่อได้บริษัทและราคาแล้ว การส่งมอบจะมอบให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ส่งมอบยาให้กับผู้ป่วย ในกรณีที่ยาราคาแพงดังกล่าวหมดสิทธิบัตรยาแล้วมีการนำตัวยาเดียวกันมาจำหน่ายในประเทศไทย หรือที่เรียกว่ายาเลียนแบบ ทำให้มีการแข่งขันราคาได้ การเลือกต่อรองราคากับบางบริษัทผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อรัฐหรือไม่
กรณีที่สองนี้ ข้าพเจ้ายกตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ ยาฟาวิพิราเวียร์ เมื่อบริษัทที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรยื่นขอต่อสิทธิบัตรยากับกระทรวงพาณิชย์ มีการเรียกร้องไม่ให้มีการต่ออายุสิทธิบัตรยานี้ เพื่อให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงยานี้ในกรณีที่ติดเชื้อ COVID-19 ผลสุดท้ายยานี้ก็ไม่ได้รับการต่อสิทธิบัตรแล้วองค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตยานี้ได้ ราคาจึงถูกลงจากเม็ดหลักร้อยบาทเหลือหลักสิบบาทต่อเม็ด ทำให้คนไทยเข้าถึงยาตัวนี้ได้จริงๆ ซึ่งประเด็นที่สองนี้ สตง.ไม่ได้วินิจฉัย แต่ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ในกระบวนการจัดหายาราคาแพงที่ดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุข น่าจะดำเนินการแตกต่างจาก สปสช. คือไม่ได้ใช้การเรียกผู้ผลิตยาต้นแบบมาต่อรองราคา แต่ให้ผู้ผลิตยาที่ได้รับอนุญาตจาก อย. ให้ขายในประทศไทยมาเสนอราคาแข่งขันด้วย มิฉะนั้นคงจะไม่เกิดการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ที่มีความตอนหนึ่งว่า แต่ในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุข ประหยัดเงินงบประมาณได้ถึง 8,567.48 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่ายาที่ประหยัดมากกว่าปีที่ผ่านมาทั้งหมด
ประเด็นที่เป็นปัญหาในกรณีการจัดหาชุดตรวจ ATK คือ สปสช.อยากได้ชุดตรวจ ATK ที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (ซึ่งมีขายอยู่ในประเทศไทย 2 บริษัท) แต่เมื่อส่งสเปกไปยังองค์การเภสัชกรรมเพื่อดำเนินการจัดซื้อ สปสช.ไม่ได้ระบุบริษัทที่ต้องการ องค์การเภสัชกรรมจึงต้องดำเนินการประกวดราคา คำถามคือมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก กับมาตรฐานของ อย.ไทย จะยึดตัวไหน ซึ่งองค์การเภสัชกรรมยึดมาตรฐาน อย.ของประเทศไทย (มีบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ 16 บริษัท) เพราะเป็นเกณฑ์ที่ อย.อนุญาตให้บริษัทเหล่านั้นขายในประเทศไทย ถ้าองค์การเภสัชกรรมล็อกสเปกโดยใช้สเปกว่าต้องเป็นชุดตรวจ ATK ที่ได้รับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยโลก เท่านั้น แล้วจะตอบคำถามของอีก 14 บริษัทที่ อย.อนุญาตให้ขายในประเทศไทยได้อย่างไร
ย้อนกลับมาที่คำกล่าวของ นพ.วิฑูรย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม ที่กล่าวว่า อภ.มีระเบียบพัสดุขององค์การ ข้อ 13(4) ถ้าผู้ซื้อมีความต้องการ อภ.สามารถซื้อเจาะจงให้ได้ แต่ที่ผ่านมาสเปกของ สปสช.ที่บอกว่าระบุชื่อบริษัท ระบุสเปกมานั้น ไม่เป็นความจริง มีการระบุสเปกทางอ้อมมา เพื่อให้เกิดการล็อกสเปก อภ.ไม่ยอมและโต้แย้งไปเพื่อให้โปร่งใสในการแข่งขัน สเปกทางอ้อมที่ นพ.วิฑูรย์ระบุ น่าจะหมายถึงชุดตรวจ ATK นี้ต้องผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ส่วนกรณีถ้า สปสช.ระบุชื่อบริษัทที่ต้องการมาเพื่อให้องค์การเภสัชกรรมจัดหาให้นั้น ถ้ามีผู้ร้องเรียนไปที่หน่วยงานตรวจสอบการใช้งบประมาณ เช่น ป.ป.ช. สปสช.ก็จะมีความผิดทันที เพราะ สปสช.ไม่มีอำนาจในการจัดหา แถมถ้าบริษัทที่ร้องเรียนไปนั้นมีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนได้มาตรฐาน อย.ของไทย และราคาถูกกว่า สปสช.ก็อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐอีกด้วย
ในส่วนของการดำเนินการหลังจากมีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK เนื่องจากมีข้อถกเถียงเรื่องคุณภาพของชุดตรวจ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์หลังการขาย ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ใช้บริการสาธารณสุขเรา การตรวจประเมินผลิตภัณฑ์หลังมีการจำหน่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ และชมรมแพทย์ชนบทก็ได้ประกาศแล้วว่าจะเป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะดำเนินการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่องค์การเภสัชกรรมประกวดราคาได้ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. เคยกล่าวไว้ว่า สปสช.ไม่ได้กำหนดว่าต้องซื้อ ATK ชุดละเท่าไหร่ แต่ใช้การจ่ายให้ 450 บาทสำหรับการตรวจ 1 ครั้ง จะซื้อเท่าไหร่ก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าชุดตรวจ ATK ที่องค์การเภสัชกรรมประกวดราคาได้ในครั้งนี้ในราคา 70 บาทต่อชุด และชมรมแพทย์ชนบทสุ่มตรวจแล้วว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่ อย.กำหนด
สุดท้ายแล้วราคาของชุดตรวจนี้จะถูกลงไม่สูงขนาด 250-450 บาท เช่นในปัจจุบัน ซึ่งอานิสงส์นี้ก็จะเกิดแก่คนไทยทั้งประเทศต่อไป…
ภก.สุรสิทธิ์ วัชระสุขโพธิ์

