หน้าแรก บทความ บทนำ : ร้าว-ร...

บทนำ : ร้าว-รอยแผล

8.09.21 | 11:17 น.
บทนำ : ร้าว-รอยแผล การลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 4 กันยายน

การลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ปรากฏว่าคะแนนไว้วางใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม 1 ในผู้ถูกอภิปราย 6 คน เป็นอันดับรองสุดท้าย แม้นายกรัฐมนตรีประกาศว่า ถือว่าผ่าน และได้ทำงานต่อไป แต่ในทางการเมือง ถือว่าเป็นปัญหาเอกภาพภายในพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้เกิดกระแสข่าวว่า แกนนำพรรค พปชร.กลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวให้พรรคการเมืองและ ส.ส.บางกลุ่ม ไม่ลงมติสนับสนุนนายกรัฐมนตรี มีการให้สัมภาษณ์ตอบโต้กันรุนแรง จน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่ของ 3 ป. ต้องออกโรงจัดให้มีการเคลียร์ใจ และยกมือไหว้ขอโทษนายกรัฐมนตรี

ผลการลงมติที่ออกมาที่เรียกว่า “รองบ๊วย” หรือที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ว่า เป็นการโหวตแบบ “ฝากแผล” ให้เจ็บช้ำใจ เพราะคะแนนที่ออกมาไม่ถึงกับมีผลตามกฎหมายแต่มีผลทางการเมืองนั้น เป็นภาพสะท้อนว่า การเคลียร์ใจ ขอโทษขอโพยกันเมื่อวันที่ 3 กันยายน ไม่ได้บรรลุความเข้าใจระหว่างคู่ขัดแย้งที่สมบูรณ์แบบนัก แกนนำในกลุ่มเคลื่อนไหวบางคนยังระบุว่า เมื่อเคลียร์กันแล้ว คะแนนไว้วางใจของนายกฯ น่าจะอยู่ที่ 265-270 คะแนน แต่สุดท้ายก็ต่ำกว่าที่ประเมิน กรณีที่เกิดขึ้นในพรรค พปชร.ครั้งนี้ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายว่าจะนำไปสู่สถานการณ์แบบไหน สงครามหรือสันติภาพ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าภาคต่อของความขัดแย้งเดิมน่าจะต้องติดตามมา

ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางสู่ครึ่งหลังของวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี หรือ 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาล เป็นห้วงเวลาที่ต้องเตรียมตัวอย่างเข้มข้น สำหรับเป้าหมายในอนาคต โดยเฉพาะหากต้องการไปต่อโดยอาศัยข้อได้เปรียบจากบทเฉพาะกาล ในการเตรียมตัว จำเป็นต้องมีขบวนทัพที่เข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประกอบกับสถานการณ์โควิด ที่จะต้องมีการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการแก้วิกฤตศรัทธาในหมู่ประชาชนอย่างเข้มข้นจริงจัง ก็ต้องการบทบาทคณะรัฐมนตรีที่เข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นกัน การเมืองหลังการอภิปราย จึงมีประเด็นที่น่าจับตาและติดตาม โดยไม่มองข้ามกระแสต่อต้านรัฐบาลที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย