การส่งสัญญาณว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เพื่อหารือแนวทางการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะมีผลต่อการยกเลิกเคอร์ฟิวและยุบเลิก ศบค.นั้น ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการรับมือกับโรคโควิด-19 และสอดคล้องกับแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดจนกระทรวงสาธารณสุขประกาศว่า ไทยจะต้องอยู่กับโควิดให้ได้ แม้ว่าการระบาดยังคงมีอยู่ ยังมีผู้ติดเชื้อทุกวัน แต่หากสามารถป้องกันคนติดเชื้อมิให้เสียชีวิตได้ การดำรงชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ ก็น่าจะดำเนินต่อไปได้
การส่งสัญญาณดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการระบาดที่มีผู้ป่วยใหม่น้อยลง และดูเหมือนว่ารัฐบาลจะตั้งหลักเกี่ยวกับวัคซีนที่จะทุ่มฉีดให้ประชาชนได้แล้ว อย่างไรก็ตาม แม้การระบาดจะลดลง และมีแนวโน้มที่ดีว่าประเทศไทยจะคุมสถานการณ์การระบาดได้ในที่สุด แต่ด้วยจำนวน ผู้ป่วยใหม่ที่ยังอยู่ในระดับเกินหมื่นคนต่อวัน แสดงว่ายังมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีแพทย์หลายคนแสดงความกังวลว่าการระบาดอาจจะกลับมาและทำให้จำนวนผู้ป่วยพุ่งขึ้นถึงวันละ 3 หมื่นคน หากประเทศไทยการ์ดตก
การประชุม ศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 10 กันยายน จึงมีความสำคัญ เพราะหากที่ประชุมมีข้อสรุปที่จะเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เท่ากับว่าจะปล่อยให้ประเทศไทยคืนกลับสู่ปกติ ในขณะที่ไทยอยู่ในการบังคับด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯมาระยะหนึ่ง ดังนั้นในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ที่ประชุม ศบค.ควรมีแนวทางการปฏิบัติในการควบคุมโรค และเปิดเผยให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนรับทราบ เพื่อให้ทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันให้การดำรงชีวิตและการทำมาหากินเป็นไปโดยปกติและยังสามารถป้องกันโรคโควิด-19 ได้อย่างราบรื่น
ที่ผ่านมา ประเทศไทยอยู่ภายใต้การชี้นำของ ศบค. เมื่อมีการยุบ ศบค. ย่อมทำให้หลายฝ่ายเกิดคำถาม ทั้งคำถามเกี่ยวกับศูนย์กลางประสานงานเพื่อรับมือโรคโควิด-19 จะมีหน้าตาเช่นไร มีความพร้อมสานต่อภารกิจจาก ศบค.มากน้อยแค่ไหน อำนาจหน้าที่ตลอดจนงบประมาณในการจัดการสามารถใช้จากเงินงบประมาณที่ตระเตรียมไว้สำหรับการรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 ได้ทันที หรือต้องเสนอเรื่องเพื่อขออนุมัติจากส่วนกลาง เป็นต้น เรื่องเหล่านี้หากมีแนวทางบอกกล่าวเอาไว้เชื่อว่า ทุกหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจะได้เตรียมความพร้อมตัวเองทั้งในเรื่องการป้องกันการระบาด และการทำมาหากินที่ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ

