สะพานแห่งกาลเวลา : ข่าวดีของมนุษยชาติ โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

(ภาพ-Pixabay)

ในที่สุดแวดวงวิทยาศาสตร์ก็เสาะหาจนพบข่าวดีสำหรับมนุษยชาติว่าด้วยโรคมหันตภัยอย่าง โควิด-19 เข้าจนได้

ข่าวดีที่ว่านี้มีปรากฏเป็นข่าวไปบ้างแล้ว กล่าวโดยสรุปก็คือ ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยร็อกกีเฟลเลอร์ ในสหรัฐอเมริกา ไปพบคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 ในร่างกายที่พิสดาร ไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไปขึ้นมา

คือไม่เพียงมีภูมิคุ้มกันสูงมากเป็นพิเศษ ยังเป็นภูมิคุ้มกันที่ “แข็งแรง” มากเป็นพิเศษอีกด้วย

สามารถยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสในร่างกายได้มากมายถึง 6 แวเรียนท์ รวมทั้ง 4 แวเรียนท์ ออฟ คอนเซิร์น หรือวีโอซี ที่แพร่ระบาดอยู่ในเวลานี้

เอาไปทดลองกับเชื้อโคโรนาไวรัสที่ได้จากค้างคาว, ได้จากแพงโกลิน ก็สามารถยับยั้งได้ สามารถป้องกันครอบคลุมไปถึงเชื้อก่อโรคซาร์ส รวมทั้งเชื้อกลายพันธุ์ที่จงใจสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นพิเศษ ให้กลายพันธุ์ในตำแหน่งสำคัญ 20 จุด จนเชื่อว่า แม้แต่คนที่ได้รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอมาครบถ้วน ก็ไม่สามารถป้องกันได้

แต่ แอนติบอดีในภูมิคุ้มกันพิเศษที่ตรวจพบครั้งนี้ ยังสามารถยับยั้งได้

พอล บีนิแอสซ์ กับ ธีโอโดรา แฮทซีโอนนู สองนักไวรัสวิทยาที่ทำวิจัยดังกล่าว บอกว่า คนที่มีภูมิคุ้มกันพิเศษนี้คือคนที่เคยติดเชื้อโควิดมาก่อนในปี 2020 แล้วได้รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ ในปี 2021

ตรวจสอบจากกลุ่มตัวอย่างทั้ง 14 คน พบว่าทุกคนที่ภูมิคุ้มกันพิเศษนี้

บีนิแอสซ์เชื่อว่า นี่เป็นผลจากวิวัฒนาการของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่ปรับตัวเองสู้กับไวรัสร้ายหลังจากการติดเชื้อครั้งแรก และได้รับการกระตุ้นจากวัคซีน ทำให้ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นสูงมากเป็นพิเศษ และยืดหยุ่นครอบคลุมกว้างขวางมากเป็นพิเศษ

ทั้งสองเชื่อว่า แม้จะมีการกลายพันธุ์ใหม่ๆ หรือเกิดเชื้อไวรัสตระกูลนี้ อุบัติใหม่มาระบาดในคนอีกในอนาคต ภูมิคุ้มกันนี้ก็สามารถคุ้มกันได้

จริงๆ มีผลการวิจัยอีกหลายชิ้นที่สนับสนุนผลวิจัยของทีมจากร็อกกีเฟลเลอร์นี้ เช่นงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการการแพทย์แห่งนิวอิงแลนด์ เมื่อเดือนที่แล้ว ก็วิเคราะห์แอนติบอดีของคนที่เคยเป็นโรคซาร์ส ที่ระบาดระหว่างปี 2002 ถึง 2003 แล้วมาได้รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ ในปีนี้ ก็ปรากฏภูมิคุ้มกันที่ทรงอานุภาพนี้เช่นกัน

งานวิจัยชิ้นนี้ยังพบว่า แอนติบอดีที่เกิดขึ้นมีพลังมากถึงขนาดสามารถยับยั้ง แวเรียนท์ทั้งหมดไปจนถึงไวรัสในตระกูลเดียวกับซาร์ส ทั้งหมดได้เลย

คำถามก็คือ แล้วนักวิจัยเหล่านี้รู้ได้อย่างไรว่านี่เป็นวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำเพาะเฉพาะบางคนบางกลุ่ม?

จอห์น เวอร์รีย์ นักภูมิคุ้มกันวิทยาของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ตอบคำถามนี้ไว้ว่า ในงานวิจัยของทีมตน ก็พบวิวัฒนาการของแอนติบอดีทำนองนี้ เกิดขึ้นในร่างกายของคนที่ไม่เคยติดเชื้อ เพียงแค่ได้รับวัคซีนมาเท่านั้น ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า วิวัฒนาการนี้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่จะเกิดขึ้นเร็วกว่า ในคนที่ผ่านการติดเชื้อมาแล้วเท่านั้นเอง

งานวิจัยของเวอร์รีย์และคณะ แสดงให้เห็นว่า เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง คนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม จะเริ่มมีแอนติบอดีที่ยืดหยุ่น สามารถรู้จักและจัดการกับเชื้อกลายพันธุ์ได้หลากหลายมากขึ้น

เวอร์รีย์เชื่อว่า การฉีดเข็ม 3 เพื่อกระตุ้นจะยิ่งผลักดันวิวัฒนาการนี้ให้เกิดเร็วขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์ทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นต่อๆ ไปได้

บีนิแอสซ์ชี้ให้เห็นว่า จากองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยเหล่านี้ ดูเหมือนว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคนเราจะปรับตัวเพื่อให้ได้เปรียบเหนือไวรัสมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป

และถ้าโชคดี ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราก็จะสามารถจัดการ ทำให้มันกลายเป็นเชื้อที่ไม่อันตราย แค่ทำให้ป่วยเบาๆ เหมือนกับเราเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ยังไงยังงั้นไป

หลังจากสังเวยชีวิตให้โควิดไป 4.5 ล้านคนแล้ว นี่ถือว่าเป็นข่าวดีที่ทำให้เรามองเห็นจุดจบของโควิด-19 ได้เสียที

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘เอพี’ โชว์ยอดขาย 8 เดือนกว่า 2.3 หมื่นล้าน ลุยต่อ 5 โครงการ
บทความถัดไปเซ็นทัล รีเทล ร่วมทุน Mercular สู่ค้าปลีกใหม่ ออมนิชานแนล จับกลุ่มมิลเลนเนียล กำลังซื้อสูง