ภาพเก่าเล่าตำนาน : เมื่ออเมริกา…พาคนหนีนับแสน

ภาพเก่าเล่าตำนาน : เมื่ออเมริกา...พาคนหนีนับแสน ย้อนอดีต

ย้อนอดีตไปกว่า 100 ปีที่ผ่านมา…ภาพของ “ชาวจีน” ในเรือสำเภาที่ “หนีตาย” มาถึงแผ่นดินสยาม… พอจะเทียบเคียง คู่ขนานไปกับชาวอัฟกันที่เกาะเครื่องบินหนีแล้วตกมาตาย

ชาวจีนมาโดยเรือแน่นขนัด…ชาวอัฟกันไปโดยเครื่องบินเต็มลำ

ชาวอัฟกันนับแสน ประสงค์จะหนีตายออกนอกประเทศ

ชาวจีนหลายแสนคน ทยอยลงเรือ รอนแรมในทะเลราว 30 กว่าวัน ส่วนหนึ่งออกเดินทางจากท่าเรือเมืองซัวเถา…

เสียเงิน…เสี่ยงชีวิตจากเรือแตก เจ็บป่วย อดอาหาร ขาดน้ำดื่ม ตายก็โยนทิ้งทะเล ที่เหลือมาขึ้นฝั่งในหลาย

พื้นที่เมืองชายทะเลในสยาม มีกลุ่มใหญ่ข้ามไปเกาะภูเก็ตและเมืองระนอง เพื่อเป็นคนงานเหมืองแร่ในช่วงรัชสมัยในหลวง ร.4

ชาวจีนรักการทำงาน ชอบการค้าขาย อะไรก็ได้ ขอให้ได้เงิน

ช่วงต้นรัตนโกสินทร์….งานที่ชาวสยามเบือนหน้าหนี คือ “งานตักส้วม” ที่ชาวเมืองกรุงบางกอกถ่ายของเสียลงหลุม เมื่อเต็มถังต้องถ่ายเทออกนำไปทิ้งไกลๆ

ชาวจีนผู้ยากไร้ ลงมือทำ…และในที่สุด “ตั้งบริษัทตักส้วม” ในบางกอก ชาวจีนรุ่นหลัง…ที่มาขึ้นบกในสยาม

พูดภาษาไทยไม่ได้…ไม่ขอฝึกพูดให้เสียเวลา…ไปสมัครทำงานตักส้วม ไม่ต้องพูดก็ทำงานได้

บรรทุก “ของเหลว” ใส่ถังจากต้นทาง…ด้วยล้อเลื่อนเคลื่อนไปตามตรอกซอกซอย เอาไปเททิ้งในสวน พืชผักงามโตพรวดพราด

เก็บหอมรอมริบ ทำเงิน-ทำทอง ตั้งตัวได้…กลายเป็นพ่อค้า

ลูก-หลาน-เหลน ของชาวจีนเหล่านี้แหละ แค่ 2 ช่วงอายุคน

วันนี้กลายเป็นมหาเศรษฐี มายืนแถวหน้า สง่างาม กุมอำนาจเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง การทำมาหากินของคนในประเทศไทย

“ชาวจีนในสยาม” เป็นส่วนผสมกลมกลืนของประชากรที่สร้างสรรค์ ในขณะที่หลายประเทศยังคงขอขีดเส้นแบ่งเชื้อชาติ

(ชาวจีนนับล้านคน หนีตายออกนอกแผ่นดินหลายระลอก จากปัญหาความอดอยาก แร้นแค้น ถูกกดขี่ ทางการเมือง การปกครอง ชาวจีนหลากเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ กระจายไปทั่วโลก ขายแรงงาน ทำงานหนัก ขยัน ขอไปอยู่รวมกันจัดตั้ง “ไชน่าทาวน์” มีทั้งอุ้มชูดูแล ช่วยเหลือ รักพวกพ้อง รวมทั้งข่มเหง ขูดรีด รังแกกันเอง)

มีผู้กล่าวว่า…“เลือดไทยแท้บริสุทธิ์…หาไม่ได้…ไม่มีจริง” ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น

กลับมาที่ประเด็นของอัฟกานิสถาน ครับ…

15 กันยายน 64 ที่ผ่านมา คือ ครบรอบ 1 เดือนที่กองกำลังทาลิบัน เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ
ก่อนกรุงคาบูลแตก แล้วทาลิบันขึ้นเถลิงอำนาจ

ประชาชนของประเทศมหาอำนาจ อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมนีในอัฟกานิสถาน อพยพหนีตาย …ทุกวัน ทุกเวลา ที่ผ่านมามีแต่ข่าวประชาชน “ขอหนีตาย” ออกจากแผ่นดิน

ทุกประเทศ…ที่มีชายแดนติดต่อกับอัฟกานิสถาน “งานเข้า” เดือดร้อน ต้องมาวางกำลังทหารสกัดกั้น มิให้ชาวอัฟกันทะลักเข้าไป

ภาพของพ่อ แม่ เด็กเล็กในอ้อมกอด ที่อิดโรย ร้องขอชีวิต เพื่อข้ามพรมแดนหนีสุดชีวิต…เป็นภาพที่น่าอนาถสำหรับมนุษ์ยชาติ

อเมริกา…“ขาใหญ่” ที่เข้าไปทำงานในแผ่นดินนี้ ใช้เครื่องบินทหาร เช่าเครื่องบินพลเรือน อพยพเร่งรีบ นำออกมาได้กว่า 1 แสนคน ภายใน 10 วัน

แทบทุกคนมีเอกสารแสดงตนว่า เคยทำงานกับกองทัพสหรัฐ เคยทำงานในสถานทูต เคยทำงานในองค์การที่สหรัฐรับรอง

การทำงานกับหน่วยงาน และกองทัพสหรัฐที่ผ่านมาคือ “สิทธิพิเศษ” ในการอพยพออกนอกประเทศ

เมื่อกรุงแตก…ชาวอัฟกันนับหมื่น แห่กันไปกระจุกตัวที่ทางเข้าสนามบินกรุงคาบูล มีหลักฐานจริง-เก๊ บางคนก็ไม่มีหลักฐานอะไร ก็จะขออาศัยเหตุชุลมุน มั่ว เผื่อฟลุค…ได้ขึ้นเครื่องบินมะกันหนีตาย

กลุ่ม IS-K ที่ไม่ชอบหน้าทาลิบัน เฝ้าดูเหตุการณ์คนมาชุมนุมกันนับหมื่น ไร้ระเบียบ กำลังสับสน… ตัดสินใจนำระเบิดยักษ์บรรทุกรถยนต์เข้าไปกดระเบิดกลางดงมนุษย์

ทหารมะกันชาย-หญิง ตายทันที 13 นาย ประชาชนชาวอัฟกันเกือบ 200 ร่างแหลกเหลว บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน

โจ ไบเดน ถูกชาวอเมริกันประณาม ด่าทอ ถือว่าอ่อนแอ ทหารอเมริกันที่เคยเข้าไปทำการรบในอัฟกานิสถาน เป็นทหารผ่านศึก ต่างไม่พอใจที่ต้องปล่อยให้ชาวเมืองตกอยู่ใต้อำนาจการกดขี่ของทาลิบัน

ในช่วง 2 สัปดาห์ ทหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของทาลิบันเองก็ช่วยในการตรวจสอบหลักฐาน เอกสารตั้งแต่ทางเข้าสนามบิน ก่อนจะให้เข้าไปพักคอย ก่อนขึ้นเครื่องแบบยัดทะนาน

ผู้หญิงและเด็กจะได้รับการพิจารณาก่อน…
“ผู้หญิงท้องแก่” จะได้รับสิทธิ “ทันที” จนกระทั่งมีเหตุการณ์คลอดบนเครื่องบิน 1 ราย บนเครื่อง C-17 ขณะบินออกจากคาบูลไปลงสนามบินแรมสไตน์ (Ramstein Air Base) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี

เครื่องบินที่บรรทุกผู้หนีตายเต็มลำ….ไม่ได้บินตรงจากกรุงคาบูลไปอเมริกา หากแต่นำผู้อพยพไปลงที่ประเทศกาตาร์ ไปเยอรมนี และประเทศอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา

ทุกคน “บนเครื่อง” ใจระทึก…ขอให้กัปตันปิดประตูเครื่องบิน นั่นหมายความว่า…กำลังจะบินขึ้น…(กูและครอบครัว) อยู่ในเครื่องแล้ว

หนีออกจากประเทศบ้านเกิดโดยไม่มีอะไร..นอกจากเสื้อผ้า ผู้อพยพบางคนไม่มีเอกสารอะไรทั้งนั้น

กลางเดือนกันยายน 2564 ชาวอัฟกันหลายหมื่นคน ทยอยเดินทางถึงสหรัฐ
มีโพลสำรวจความเห็น…ชาวอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุน ยินดีให้คนเหล่านี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอเมริกา

สัปดาห์แรกของเดือนกันยายน …โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แถลง… ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันมากกว่า 23,000 คน ที่ถือว่าเป็น “กลุ่มเสี่ยง” มาถึงแล้ว

การบริหารจัดการเพื่อกระจายตัว ที่พัก อาหาร หลักฐานใครเป็นใคร มิใช่เรื่องเล็ก …สารพัดเรื่องจุกจิก…
น่าจะมีปัญหาเรื่องภาษาพอสมควร…ต้องใช้ล่าม

ถ้านึกอะไรไม่ออก-บอกไม่ถูก…ให้เอาไปไว้ “ในค่ายทหาร”

ชาวอัฟกันถูกคัดแยกไปอยู่ในฐานทัพทหาร 7 แห่ง ในอเมริกา

พล.อ.อมาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วม กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการบรรยายสรุปของกระทรวงกลาโหม
“…เครื่องบินขนส่งทางทหาร และค่ายทหารได้แปรสภาพเป็นสถานที่ตรวจคนเข้าเมืองขนาดใหญ่…ชาวอัฟกันที่กล้าหาญจะมาสร้างชีวิตใหม่กับครอบครัวของพวกเขาในอเมริกา”

ยังมีอีกนับหมื่นคนในยุโรป และในตะวันออกกลาง ที่กำลังทยอยบินเข้ามาอเมริกา

นี่คือ งานด้านมนุษยธรรมและการย้ายถิ่นฐานระดับโลก

ขณะเขียนต้นฉบับ (กลางเดือนกันยายน 2564) สหรัฐและประเทศต่างๆ ยังติดต่อประสานขอให้ทาลิบันยินยอมให้ชาวอัฟกันที่ตกหล่น ขนย้ายไม่ทัน ได้อพยพไปยังสหรัฐอเมริกา)

เมื่อเดินทางมาถึงอเมริกา จะถูกคัดกรอง แบ่งไปเข้าพักชั่วคราวที่ฟอร์ต ลี (Fort Lee) ฟอร์ต พิกเก็ต (Fort Pickett) และค่ายนาวิกโยธินควอนติโก (Marine Corps Base Quantico) ในเวอร์จิเนีย

ฟอร์ตแม็คคอย (Fort McCoy) ในรัฐวิสคอนซิน
Joint Base McGuire-Dix-Lakehurst ในรัฐนิวเจอร์ซีย์
ฟอร์ตบลิส (Fort Bliss) ในเท็กซัสและพื้นที่ฐานทัพอากาศฮอลโลมัน ( Holloman Air Force Base) ในรัฐนิวเม็กซิโก

หน่วยงานที่เป็น “เจ้าภาพ” ในแผ่นดินอเมริกา คือ กระทรวงป้องกันมาตุภูมิ (Department of Homeland Security)

โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า…“ค่ายทหาร ไม่ใช่สถานที่ที่ผู้คนเหล่านี้จะมาอาศัยอยู่ …พวกเขาจะได้รับการดูแลทางการแพทย์และความช่วยเหลือ องค์กรการตั้งถิ่นฐานของผู้ลี้ภัยจะเข้ามาดูแล..”

วอชิงตันก็ประสานกับประเทศอื่นๆ ที่จะมาช่วยรับผู้อพยพ

“แคนาดา” ประกาศยินดีรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน 20,000 คน
ออสเตรเลียขอรับ 3,000 คน เยอรมนีขอ 10,000 คน
อังกฤษจะรับผู้ลี้ภัยขั้นต้นราว 5,000 คน โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่ 20,000 คน

กระทรวงการต่างประเทศ จะดำเนินการ “วีซ่าผู้อพยพพิเศษ” นับหมื่นฉบับ ที่จะมอบให้กับชาวอัฟกัน เพื่อจะทำงาน ประกอบอาชีพในอเมริกา

ผู้อพยพทั้งหลายก็ใช่ว่าจะ “เป็นของเน่าเสีย” บางคนทำงานในระดับสูงมาก่อน มีหลากหลายอาชีพ เมื่อตั้งหลักได้ทุกคนก็จะไปทำมาหากินตามถนัด… ในอเมริกามีงานให้ทำเยอะแยะ

แม้กระทั่งภาคเกษตรกรรม…อบรม ฝึกหัดเพิ่มเติม ทุกชีวิตมีคุณประโยชน์อนันต์ เพิ่มประชากรในชุมชน เกิดการผลิต จ้างงาน เกิดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่น

ผู้อพยพทั่วโลกที่สหรัฐรับไปตั้งถิ่นฐาน หรือสมัครใจเข้าไปประกอบอาชีพ…ถือเป็น “ทรัพยากร” นะครับ พื้นที่ในดินแดนลุงแซมกว้างใหญ่สุดขอบฟ้า มีงานทุกชนิดให้ทำ มีเงิน มีสวัสดิการที่เป็นมาตรฐาน

แม้กระทั่งคนเข้าเมืองผิดกฎหมายนับล้านคน แอบทำงาน ถูกกดค่าแรงรายชั่วโมง… ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้

ใครขยัน เก่ง อดทน …ไม่ต้องใช้เส้นสาย …เริ่มเป็นลูกจ้างก่อน ใช้เวลาไม่นานจะตั้งตัวได้

ราว 50 ปีก่อน นักศึกษาไทยที่ไปเรียนในอเมริกา ขอทำงาน (แอบ) ทำงานล้างจานในร้านอาหาร ไปรับจ้างเก็บพืชผลการเกษตร รับจ้างขับรถไปเข้าที่จอดในโรงแรม เป็นบ๋อย ฯลฯ …เรียนจบปริญญาตรี โท เอก… ไม่ต้องใช้เงินทางบ้านเลย แถมยังเก็บเป็นเงินก้อนกลับมาตั้งตัวในเมืองไทยได้อีก

ที่สำคัญที่สุด คือ เด็กๆ จากดินแดนที่สิ้นหวังทุกชาติทุกคน จะได้เรียนหนังสือ ใครเก่งก็ได้รับการยกย่อง ได้ทุนเรียนฟรี กลายเป็นพลเมืองสหรัฐ มีดี มีเก่งสุดสุด มีเลว มีชั่วปะปนกันไป

นักกีฬา นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ ศิลปิน ฯลฯ กลายไปเป็น “อัจฉริยะของโลก” ไปโด่งดัง แจ้งเกิดในอเมริกา

เยาวชนทั้งหลาย ทั้งที่เกิดในอเมริกา และอพยพเข้าไป จะถูกปลูกฝังให้มีความทะเยอทะยาน สร้างตัวตนที่เรียกว่า American Dream

อเมริกา คือดินแดนแห่งผู้อพยพจากทั่วโลก “คนอเมริกันเชื้อสายไทย” ก็มีอยู่ไม่น้อย ในกองทัพสหรัฐ บก เรือ อากาศ นาวิกโยธิน เป็นนายทหาร นายสิบ แม้กระทั่งเป็นตำรวจ เป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์สอนหนังสือ เป็นแพทย์ พยาบาล…

ที่มี “คลิปเด็ด” ที่ผู้เขียนชอบมากมาโชว์ทางยูทูบ คือ สาวสวย แกร่งจากอีสาน..ไปเป็นพนักงานขับรถพ่วงบรรทุกสินค้าในอเมริกา เธอคล่องแคล่ว เท่สุดสุด ท่าทางมั่นใจ เธอขับรถตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็นขนาดยักษ์ตระเวนไปทั่วอเมริกา ค่ำไหนนอนนั่น เก็บเงิน มีบ้าน เป็นคนมีฐานะ แบบที่ใครก็นึกไม่ถึง

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่า สหรัฐตั้งเป้าที่จะอพยพพันธมิตรอัฟกันราว 50,000 ถึง 65,000 คน ก่อนสิงหาคม 2564

เป้าหมายใหญ่ คือ ราว 1 แสนคน ที่จะให้เข้าไปอเมริกา

15 กันยนยน 2564… อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ 3 คน จอร์จ ดับเบิลยู บุช, บิล คลินตัน และ บารัค โอบามา และภริยา รวมทั้งกลุ่มผู้สนับสนุน ประกาศจัดตั้งองค์กรที่จะช่วยเหลือชาวอัฟกัน

อดีตผู้นำทั้ง 3 ตั้งเจตนารมณ์ร่วมกันจัดตั้ง กลุ่ม Welcome.US ระดมการสนับสนุนและอาสาสมัครจากภาคเอกชนมาช่วยชาวอัฟกันสร้างชีวิตใหม่ในอเมริกา

กลุ่มนี้ ….ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เช่น Microsoft Corp, Starbucks Corp, CVS Health Corp, AirBnB Inc และผู้คนและองค์กรมากกว่า 280 คน รวมถึงองค์กรไม่แสวงผลกำไรจำนวนมาก และกลุ่มทหารผ่านศึก

เห็นชื่อ ภาคเอกชน ก็แบเบอร์แล้วว่า “เงินเยอะ”

ผู้ว่าการรัฐ นายกเทศมนตรี ผู้นำระดับท้องถิ่นของสหรัฐ หลายเมืองประกาศว่า…“ยินดีต้อนรับผู้ลี้ภัยสู่ชุมชน…”

ว่ากันตามความจริง มนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครต้องการจากบ้าน จากเมือง ในลักษณะหนีตาย เกลียดการพลัดพราก…

สุภาษิตไทยโบราณ..“คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก…”

แต่ถ้า…คับทั้งที่-ทั้งใจ…ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม..ไปเถอะครับ…

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คอฟฟี่เบรก : ยืนยัน
บทความถัดไปคลัง จ่อเพิ่มวงเงินช่วยค่าน้ำ-ค่าไฟ บัตรคนจน เติมสิทธิประโยชน์ ได้ข้อสรุป ต.ค.นี้