บทนำ : รักจนตายจากกัน

บทนำ : รักจนตายจากกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแยกกันลงพื้นที่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า ใครก็รู้กันทั้งนั้นว่าไม่มีปัญหา ส.ส.พรรคทุกคน ต่างรู้ดีว่าตนกับนายกฯไม่มีปัญหากัน จะมีแต่นักข่าวเท่านั้นที่คอยเสนอข่าวทะเลาะกัน “ผมกอดคอกับนายกฯ สนิทสนมกันมา 50 กว่าปี จำไว้ ให้ตายจากกันเรา 3 ป.ถึงจะเลิกรักกัน บ้าบอมากกับข่าวทะเลาะกัน นายกฯก็มาหาผมทุกวันที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ใครจะไปทะเลาะกัน” ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการลงพื้นที่ต่างจังหวัด พร้อมกับนายกฯหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “เราเดินไม่ทันนายกฯ จึงไม่ลงพื้นที่ด้วย ก็แค่นั้น พูดกันไปเรื่อยว่าเราทะเลาะกัน ซึ่งเวลาผมลงพื้นที่ จะลงพื้นที่ได้มากกว่าที่จะไปร่วมกับนายกฯ เพราะเดินไม่ทัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมไม่ลงพื้นที่ร่วมกัน”

การตรวจราชการที่ จ.เพชรบุรี ของนายกรัฐมนตรี และที่พระนครศรีอยุธยาของ พล.อ.ประวิตร เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นที่จับจ้องของสังคมและแวดวงการเมือง เนื่องจากมีลักษณะเป็นการแสดงพลังเปรียบเทียบ พล.อ.ประวิตรในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางไปกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และมี ส.ส.ไปร่วมด้วย 55 คน ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ ในพรรค พปชร.มี ส.ส.ไปร่วม 9 คน สะท้อนถึงบารมีภายในพรรคที่แตกต่างกัน ซึ่งหาก 3 ป.แตกแยกร้าวฉาน ความแตกต่างของการยอมรับในพรรค จะเป็นปัญหาต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้

แม้ พล.อ.ประวิตรยืนยันด้วยคำพูดหนักแน่นว่า ต้องตายจากกันเท่านั้น 3 ป.ถึงจะเลิกรักกัน แต่สังคมก็จะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติ หรือความจริงที่ปรากฏให้ประจักษ์มากกว่า ว่าสอดคล้องกับคำพูดหรือไม่ ปัญหาความแตกร้าวภายในพรรค พปชร. จึงยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายห่วงใยว่า จะรุนแรงมากขึ้น หรือเคลียร์กันได้ลงตัว และส่งผลกระทบต่อการเมืองในภาพรวม ขณะนี้ทุกพรรคการเมือง พากันเตรียมตัวรับมือกับการเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับบอกในตัวว่า ไม่แน่ใจว่าการเมืองในพรรค พปชร.จะยุติอย่างไร และอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยการยุบสภา เลือกตั้งใหม่หรือไม่

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ประยุทธ์โชว์วิชั่น เวทีผู้นำพลังงาน ไทยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ30 ในปี 2573
บทความถัดไป09.00 INDEX สัญญาณ เตือนภัย จากกองเชียร์ ​​​ของรัฐบาล จาก ”พลังประชารัฐ”