เดินหน้าชน : ลิซ่า ปลุกกระแส Soft powerไทย โดย นายด่าน

ปรากฏการณ์ของ ลิซ่า แบล็กพิงก์ (Blackpink) หรือ ลลิษา มโนบาล ไอดอลสาวสายเลือดไทย กลายเป็นกระแสฮอตไปทั่วโลกกับอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่มีชื่อว่า LALISA หลังปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลง “LALISA” ในช่องยูทูบ มียอดการรับชมเอ็มวีสูงที่สุดใน 24 ชม.แรกถึง 73.6 ล้านวิว ส่งให้ ลิซ่า สร้างสถิติใหม่กลายเป็นศิลปินหญิงเดี่ยวที่มียอดผู้ชมเอ็มวีที่สูงสุดใน 24 ชม.แรก. ทำลายสถิติก่อนหน้านี้ในเพลงของ Taylor Swift’s ในเพลง “ME!” ปี 2019 ที่เคยทำสถิติไว้ด้วยยอดผู้ชมสูงถึง 65.2 ล้านวิวภายใน 24 ชม.

ล่าสุดมียอดการรับชมเมื่อวันที่ 25 ก.ย.64 อยู่ที่ 207 ล้านวิว ส่วนเพลง Money สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ขึ้นเป็นอันดับ 1 เพลงแร็พขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาในชาร์ต Billboard นับเป็นครั้งแรกที่ศิลปินหญิง K-Pop สามารถทำได้สำเร็จ

ในประเทศไทยนั้นกระแสของ “ลิซ่า” สร้างอานิสงส์ทำให้ชุดไทย รัดเกล้ายอด ที่ใส่แสดงในมิวสิกวิดีโอเพลง LALISA เป็นที่ต้องการของเหล่าบรรดาแฟนคลับ ทำให้ร้านขายเครื่องประดับ ที่ซบเซากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ยอดขายเพิ่มขึ้นสวนกระแสโควิด

ส่วนลูกชิ้นยืนกิน ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ที่ลิซ่า ให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งว่าชอบกินมาก ทำให้มีการต่อยอดจัดเทศกาลลูกชิ้นยืนกินที่ จ.บุรีรัมย์ มีเหล่าบรรดาแฟนคลับมาอุดหนุนสร้างยอดขายวันละ 1 ล้านกว่าบาท

ความสำเร็จของลิซ่า ปลุกกระแสให้ “ซอฟต์ พาวเวอร์” (Soft Power) ถูกพูดถึงอีกครั้งในไทย หลัง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ออกมายืนยันพร้อมที่จะผลักดัน “Soft Power” ไทย
สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในโมเดลเศรษฐกิจ BCG หรือเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ในประเทศเอเชียนั้น “เกาหลีใต้” เป็นประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้ Soft Power สร้างรายได้มหาศาล จากสินค้าทางวัฒนธรรม ผ่านภาพยนตร์ ละคร ดนตรี ความสำเร็จที่เกิดขึ้นรัฐบาลเกาหลีใต้มีการกำหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ใช้ Soft Power ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ในรูปแบบของการท่องเที่ยว แหล่งวัฒนธรรม อาหาร สถาปัตยกรรมต่างๆ โดยไม่ได้มีการพัฒนา หรือคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เฉกเช่นกับเกาหลีใต้ที่รัฐบาลผลักดันอุตสาหกรรมบันเทิง ทำให้กระแสเคป๊อป เผยแพร่ไปทั่วโลก

การออกมาเน้นย้ำของ “บิ๊กตู่” ที่จะผลักดัน “Soft Power” จะต้องไม่ใช่การอิงกระแสความฮอตฮิตของ ลิซ่า แบล็กพิงก์ ในขณะนี้ แต่จะต้องวางนโยบายและยุทธศาสตร์กันอย่างจริงจังแค่ไหน เช่น การผลักดันอุตสาหกรรมบันเทิงไทยให้เป็น Soft Power สร้างรายได้แก่ประเทศ

ขอหยิบยกความเห็นของ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ให้แนวทางว่า “ในฐานะผู้ที่เคยเป็นผู้ที่ทำงานด้านนี้มาก่อน และเห็นพลังจากซอฟต์ พาวเวอร์ รู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง หากรัฐบาลจะสนับสนุนและผลักดัน “Soft Power” ไทย เจตนารมณ์ดังกล่าวนี้ต้องไม่ใช่แค่การตอบรับตามกระแส แต่รัฐบาลต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง อีกทั้ง อยากให้รัฐบาล เปิดพื้นที่รับฟังปัญหาของศิลปิน นักดนตรี นักเต้น ในเมืองไทย ที่ในขณะนี้กำลังกระเสือกกระสนในอุตสาหกรรมบันเทิง ที่ไร้การสนับสนุนและผลักดันจากนโยบายรัฐ

ภาพความสำเร็จของลิซ่า ที่นานาชาติได้เห็นขณะนี้ ต่างต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ความมุ่งมั่น และการสนับสนุนที่มากพอที่จะทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดในสิ่งที่ทำได้อย่างยาวนาน ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องจริงจังมากกว่าการออกมาขานรับความสำเร็จคือ การวางระบบอุตสาหกรรมด้านนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาทรัพยากรเด็กและเยาวชน รวมถึงเครือข่ายทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบันเทิง”

ปัญหาหนึ่งของการผลักดันเรื่องนี้ กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็น Soft Power คือ มายด์เซตของระบบราชการ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่พอจะชูความเป็นไทยแบบสร้างสรรค์ ต้องไปดันกันนอกประเทศผ่านเพลงเกาหลี กว่าจะสร้างรายได้ขายเสน่ห์ความเป็นไทย ผู้ใหญ่ต้องเปิดใจ ต้องส่งเสริมให้ผลิตผลงานสร้างสรรค์ได้อย่างเสรี มากกว่ามาจี้ถาม ตรวจสอบควบคุม

ความโด่งดังของ “ลิซ่า” น่าจะเป็นใบเบิกทางหนึ่งในการผลักดัน Soft Power ไทยให้ไปสู่ระดับโลกได้ไม่ยาก เพราะไทยเองมีต้นทุนทรัพยากร ที่เป็นจุดขายไม่แพ้ชาติใดในโลก

แต่การจะผลักดันให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความจริงจังของรัฐบาล ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้พนง.เซเว่นฯ และชมรมจิตสาธารณะ ซีพี ออลล์ ลงพื้นที่ จ.ชัยภูมิ
บทความถัดไปจับแล้ว! อนุทิน เผยโกงคิวรับวัคซีนศูนย์ฉีดฯ บางซื่อ ออกหมายจับ 7 ราย เสียหาย 7 ล้าน