อุ๊งอิ๊ง หรือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เปิดตัวในการประชุมของพรรคเพื่อไทย ที่ จ.ขอนแก่น ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์บนโพเดียม ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย ตั้งใจเข้ามาปฏิรูป 3 เรื่อง คือ การศึกษา เทคโนโลยี และการส่งเสริมซอฟต์เพาเวอร์
น.ส.แพทองธารพูดว่า “ไม่ได้เข้ามาเป็นนักการเมือง และไม่ใช่นักการเมือง เป็นเพียงที่ปรึกษาพรรค จะมาทำงานด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ ด้วยหัวใจที่อยากผลักดันให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสที่มากขึ้นกว่านี้”
ก่อนจะไปตอบคำถามนักข่าวที่รออยู่ข้างล่างในประเด็นการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธารก็ตอบว่า เป็นเรื่องของอนาคต วันนี้ขอเป็นที่ปรึกษาพรรค ทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง สุดท้ายบอกว่า “เมื่อถึงเวลาในอนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคตไป”
ทำให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยกำลังจัดตัวปรับทัพนำ “คนรุ่นใหม่” ขึ้นมา ส่วนเจ้าตัวจะเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อจะมีคำตอบอย่างไร
ถ้าตัดเรื่องอคติ มีการแขวะ ประชดประชัน ที่เกิดขึ้นจากฝ่ายการเมืองอีกข้าง น.ส.แพทองธาร ก็เหมือนคนรุ่นใหม่ทั่วไปที่สนใจเข้าสู่การเมือง ชิมลางในตำแหน่งที่ปรึกษาไปก่อน เหมือนที่พรรคการเมืองอื่นหันมาปั้น “คนรุ่นใหม่” ที่สนใจการเมืองและมีอุดมการณ์ที่อยากจะเข้าร่วมพรรค
เมื่ออุดมการณ์มี ไอเดียเกิด ก็อยู่ที่คนรุ่นใหม่แต่ละคนจะฉาย “ความคิด” ให้ประชาชนทั่วไปชอบหรือมีผู้สนับสนุนได้แค่ไหนอย่างไร
อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พูดได้น่าฟังว่า “เป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกอย่างต้องมีพลวัต ต้องมีคลื่นลูกใหม่มาทดแทนคลื่นลูกเก่า ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะที่พรรคเพื่อไทยปรับเปลี่ยนมาแต่ละคนนั้น ต่างก็มีคุณสมบัติที่ดี มีการศึกษาที่ดีจะได้มาทำงานช่วยกันเพื่อบ้านเมือง ผมไม่มีปัญหาเพราะมองเป็นบวก”
ก่อนหน้านี้ รัฐบาล “บิ๊กตู่” ปลดล็อกให้มีการจัดเลือกตั้ง “ท้องถิ่น” ครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 2557 เริ่มจาก “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” ในวันที่ 20 ธันวาคม 2563 จำนวน 76 จังหวัด ต่อมาเลือกตั้ง “เทศบาล” ในวันที่ 28 มีนาคม
2564 ที่ผ่านมา จำนวน 2,472 แห่ง ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นการเลือกตั้ง “องค์การบริหารส่วนตำบล” ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 จำนวน 5,300 แห่ง
ในสนามท้องถิ่นหลายร้อยหลายพันแห่ง ต่างมีคนรุ่นใหม่ที่เสนอตัวเพื่อทำงานให้กับพี่น้องประชาชน
โดยเฉพาะคนรุ่น Gen Y เกิดในช่วง พ.ศ.2523-2540 หรืออายุระหว่าง 24-41 ปี ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในสนามการเมืองทุกระดับมากยิ่งขึ้น คน Gen Y เกิดมาท่ามกลางแวดล้อมเทคโนโลยีใหม่ในโลกสื่อสารแบบดิจิทัล การได้รับรู้ข่าวสารจำนวนมาก รวมทั้งการได้มีโอกาสทางการศึกษาทั้งโดยตรงจากห้องเรียนและประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียน ความคิดเห็นทางการเมืองก็เริ่มหลากหลายมากยิ่งขึ้น
ขณะที่คนรุ่น Gen Z เกิดหลัง พ.ศ.2540 หรืออายุ 24 ปีลงมา ก็เชื่อมต่อกับรุ่น Gen Y อย่างดี
เมื่อยกข้อมูลกระทรวงมหาดไทย กับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อใช้ในการจัดเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ 51,419,975 คน กลุ่มช่วงอายุ 26-45 ปี เป็นกลุ่มช่วงอายุที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด 19,583,472 คน รองลงมาคือช่วงอายุ 46-60 ปี มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 14,444,663 คน ส่วนช่วงอายุ 18-25 ปี เป็นกลุ่ม First Vote มีจำนวน 7,339,772 คน
จะเห็นว่ากลุ่มช่วงอายุ 26-45 ปี กับกลุ่ม 18-25 ปี ตรงกับกลุ่มเจน Y และ Z มีเกือบ 27 ล้านคน หรือเกินครึ่งหนึ่งของ
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ ในสองกลุ่มนี้มีทั้งผู้ที่สนใจลงสนามการเมืองและก็ทำหน้าที่เป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย
สมควรที่คนรุ่นใหญ่ ทั้ง Gen B จนถึง Gen X ควรเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ได้เลือกอนาคตของตัวเองเถอะ

