เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลางที่นำโดยเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี หลังจากที่ประเทศไทยมีท่าที เป็นกลางต่อสงครามโลกครั้งที่ 1 มาตลอดเกือบ 3 ปี การตัดสินพระทัยในครั้งนั้นถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูอำนาจอธิปไตย และเสรีภาพในการค้าและพาณิชย์กับชาติตะวันตก อย่างอังกฤษ และ ฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นการเปิดทางสู่การแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมซึ่งมีผลผูกมัดไทยมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19
สงครามในครั้งนั้น ประเทศไทยได้ส่งทหารอาสาไปร่วมรบ จำนวน 1,284 นาย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ไทยสามารถรวบรวมประชาชนจากทั่วประเทศมารวมกัน แสดงให้เห็นถึงความสามัคคี และความเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยในการส่งทหารไปร่วมรบครั้งนี้กองทหารอาสาไทยได้แบ่งทหารออกเป็น 3 หน่วย คือ กองทหารบกรถยนต์ กองบินทหารบก และหมวดพยาบาล ซึ่งสงครามโลกครั้งที่ 1 มีระยะเวลาการสู้รบยาวนานถึง 4 ปี จนกระทั่งวันที่ 6 พฤศจิกายน 2461 เยอรมนีได้ติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรขอเจรจาสงบศึก จากนั้นในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2461 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสัญญาสงบศึกบนรถไฟ ณ เมืองคองเปียน ประเทศฝรั่งเศส
การเข้าร่วมรบของทหารอาสาของไทยได้สร้างชื่อเสียงในด้านความเป็นระเบียบวินัย มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สร้างความประทับใจกับนานาประเทศที่ร่วมรบ โดยมีบันทึกของฝรั่งเศสระบุว่า ทหารบกรถยนต์ของไทยสามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุผลสำเร็จหลายครั้ง กองทัพฝรั่งเศส จึงมอบเหรียญกล้าหาญตรา ครัวซ์ เดอ แกร์ (Croix de Guerre) ประดับที่ยอดธงไชยเฉลิมพลเป็นเกียรติยศ แก่กองทหารบกรถยนต์และกองทัพไทยอีกด้วย
หลังจากสงครามยุติลง ได้มีการเฉลิมฉลองชัยชนะในหลายประเทศ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้กระทำพิธีสวนสนามฉลองชัยที่บริเวณประตูชัย กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2462 ซึ่งทหารอาสาของไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมเดินในขบวนสวนสนามฉลองชัยชนะในครั้งนี้ด้วย ต่อมายังได้ร่วมเดิน สวนสนามฉลองชัยชนะที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2462 และที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2462
การกลับมาสู่มาตุภูมิของวีรบุรุษแห่งสงครามเป็นไปอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ รัฐบาลไทยจึงจัดพิธีสวนสนามของทหารที่ไปร่วมรบ หลังจากเดินทางกลับมาถึงท่าราชวรดิฐ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2462 โดย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวต้อนรับกองทหารอาสา เสร็จแล้วทรงประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีพระราชทานแก่ธงไชยเฉลิมพล และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญงานพระราชสงครามยุโรปแก่ทหารอาสา ซึ่งกลับจากราชการสงครามทุกนายเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบ นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลก ครั้งที่ 1 ที่บริเวณด้านเหนือของสนามหลวง ด้านโรงละครแห่งชาติ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงเกียรติประวัติทหารอาสาของไทยที่เดินทางไปร่วมปฏิบัติการรบในทวีปยุโรป รวมทั้งเป็นที่บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติการรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 จำนวน 19 นาย โดยมีพิธีบรรจุอัฐิ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2462 ซึ่งพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาคารวะดวงวิญญาณทหารกล้าของชาติด้วยพระองค์เอง
ประเทศไทยจึงกำหนดให้วันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันที่ระลึกทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับการจัดงานวันที่ระลึกทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 ประจำปี 2564 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน 2564 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทางศาสนาพุทธ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 ณ ห้องชาตินักรบ อาคาร 2 ชั้นที่ 2 องค์การ
เนื่องในวันที่ระลึกทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 ประจำปี 2564 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมใจกันรำลึกถึงคุณงามความดี ความกล้าหาญ และความเสียสละของทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เคยร่วมแรงร่วมใจเป็นตัวแทนประเทศไทยไปสร้างชื่อเสียงดังที่กล่าวมา และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

