หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : โครงกระดูกของใคร…ในพื้นที่วัดโพธิ์โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

8.11.21 | 13:41 น.

ถ้าเอาดินสอมาตีกรอบเป็นตาราง… รอบๆ พื้นที่แถว “วัดพระแก้วฯ” …พื้นที่ตรงนี้ คือ จุดกำเนิด ศูนย์รวมของ “พลังอำนาจ” ของกรุงเทพฯ ที่มีเรื่องราวเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว…เล่ากันมิรู้เบื่อ

พื้นที่แห่งอำนาจ…ประดุจ “สนามแม่เหล็ก” อันทรงพลานุภาพ

26 ตุลาคม 2564 ผู้เขียนไปร่วมพิธีสวดศพของสุภาพสตรี อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ณ วัดโพธิ์ ได้แสดงความเสียใจต่อคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาว ของผู้วายชนม์

หลังจากพิธีแล้วเสร็จ…พระราชเวทีได้กรุณาเดินมาสนทนา เนื่องจากเคยอ่านบทความ ภาพเก่า-เล่าตำนาน ใน “มติชน”พร้อมกับมอบหนังสือ “พระอุโบสถวัดโพธิ์” ใหม่เอี่ยมในห่อกระดาษแก้ว หนักราว 2 กิโลกรัม มาให้ พร้อมทั้งเกริ่นประวัติความเป็นมาของ “พื้นที่” ที่ตั้งวัดโพธิ์ พอเป็นสังเขป …ประกายความอยากรู้อยากเห็นบังเกิดขึ้นโดยพลัน

พระราชเวทีท่านเน้นว่า…วัดโพธิ์ ตรงนี้เคยเป็นสนามรบ เป็นป่าช้า ตั้งแต่สมัยปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ ต่อเนื่องถึงพระเพทราชา…

Advertisement

ท่านชี้มือออกไป วาดวงกลม ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปฝั่งธน วนมาพระบรมมหาราชวัง สนามหลวง กระทรวงกลาโหม และพื้นที่ใกล้เคียง…

ตบท้ายว่า…ถ้าอยากรู้ละเอียด …ให้อ่านในหนังสือนี้

นี่เป็นข้อมูลที่ผู้เขียนไม่เคยผ่านหูผ่านตา…ใจระทึก…อยากอ่าน

กลับถึงบ้าน…รีบแกะห่อหนังสือ…

“ขุมทรัพย์ข้อมูล” ในหนังสือเล่มนี้ เนื้อหาข้างใน รูปภาพ ชื่อผู้เรียบเรียงบทความทั้งหมด 5 บท อัดแน่น รวมทั้งภาคผนวก คำแปลและภาพบรรยายภาษาอังกฤษ…ที่ต้องขอคารวะ

ขอกราบขอบคุณที่พระราชเวที ท่านมอบสิ่งมีค่ายิ่งมาให้…เพื่อประเทืองปัญญา…ถ้าไม่นำมาถ่ายทอดต่อ…คงต้องเสียใจเป็นที่สุด…

เรื่องของพื้นที่วัดโพธิ์…เรื่องของชาวฝรั่งเศส คือ แก่นสาระหลัก

ขอเจาะลงไปในบทที่ 1 ประเด็น…“ที่ตั้ง” ของวัดโพธิ์ ที่ ศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ เป็นผู้เรียบเรียง…โดยขอนำมาเล่าโดยย่อครับ

“…วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เดิมเป็นวัดโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาราวรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา…เนื่องจากไม่ปรากฏในแผนที่เมืองธนบุรีของฝรั่งเศสซึ่งเขียนขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ …”

ทั้งนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ในสาส์นสมเด็จ ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2484 ความว่า…

“…หม่อมฉันเคยเห็นแผนที่เมืองธนบุรี…ฝรั่งเศสทำเมื่อรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ …ในแผนที่นั้นมีแต่วัดเลียบกับวัดแจ้ง…แต่วัดโพธิ์หามีไม่ ตรงที่วัดพระเชตุพนเวลานั้นยังเป็นชานป้อมใหญ่ ซึ่งอยู่ราวโรงเรียนราชินี เพราะฉะนั้นวัดโพธิ์เป็นวัดสร้างเมื่อล่วงรัชกาลพระนารายณ์มาแล้ว…แต่ตรงที่สร้างกุฏิพระอยู่เดี๋ยวนี้ เดิมเป็นชานป้อมทั้งนั้น มีคำเล่ากันมาว่า… เมื่อสร้างวัดพระเชตุพน ขุดพบซากศพมากกว่ามาก สมกับที่ฝรั่งเศสว่าทหารฝรั่งเศสซึ่งถูกส่งมาอยู่ที่ป้อมมาตายเสียมาก…เหลือกลับไปได้น้อย…”

(แผนที่ฝรั่งเศสวาด ตามภาพที่ 1)

ข้อความข้างบนคือ ข้อมูลที่บ่งบอกว่า…ฝรั่งเศสมาทำอะไร มารบกับใครในพื้นที่ตรงนี้…

ย้อนไปในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ …มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศรุ่งเรืองเฟื่องฟูยิ่งนัก เรือสินค้าพร้อมจะแปรสภาพเป็น “เรือปืน”

ฝรั่งเศสส่งบาทหลวง ราชทูต เป็นผู้แทนพระองค์พระเจ้าหลุยส์ฯ มาอยุธยา หลายระลอก ส่งของมาถวายครั้งแล้ว-ครั้งเล่า…พยายามโน้มน้าวขอให้สมเด็จพระนารายณ์ฯ เปลี่ยนเป็นคริสต์

บาทหลวงฝรั่งเศสที่เข้ามามากในสมัยนั้น มีลักษณะนิสัยโดดเด่นที่สุด คือ ทุกคน ทุกคณะ ขยันเขียนบันทึก วาดภาพ รายงานไปยังสำนักงานใหญ่ในฝรั่งเศส เรื่องเหล่านี้ถูกพิมพ์เผยแพร่ในยุโรป

ประวัติศาสตร์ไทย…ได้อานิสงส์จากบันทึกของชาวฝรั่งเศสมากโข

ในทวีปยุโรป…ฝรั่งเศส คือ มหาอำนาจ ก้าวล้ำนำหน้าชาติอื่นๆ ไปมากในทางวิทยาการ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การแพทย์

คณะบาทหลวงชาวเมืองน้ำหอม มีอิทธิพลทางความคิด วางแผนความเป็นไปในราชสำนักแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ

จัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือ… ออกแบบสร้างวังถวายในลพบุรี

ชาวต่างชาติจากยุโรป…แม้กระทั่งแขกเปอร์เซียในราชสำนัก (ปัจจุบัน คือ อิหร่าน) ล้วนเป็นคนที่มีความรู้ เก่งฉกาจเรื่องการค้าขาย เรื่องการสร้างบ้านเมือง สร้างพระราชอำนาจ ไปยังทวีปยุโรป… เป็นกลุ่มบุคคลที่ถวายงานอยู่ใกล้ชิดพระองค์

แบ่งฝักฝ่าย มีพรรค มีพวก ชิงดีชิงเด่น มีผลประโยชน์ส่วนตัวควบคู่กันไปกับงาน ในราชสำนักอย่าง เอาเป็น-เอาตาย…

ขุนนางที่มีอิทธิพล ที่ทรงอำนาจสูงสุด คือ คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีก ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น เจ้าพระยาวิชาเยนทร์

ทีมงานฝรั่งเศสเป็นที่ไว้วางใจ ถึงขนาดมี “กองทหาร” เข้ามาประจำการในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ

…ขุนนางฟอลคอน ซึ่งเป็นชาวกรีก มีอำนาจสูงสุด ถวายงานใกล้ชิด เป็นคนโปรด แต่ก็มีสภาพ “หัวเดียวกระเทียมลีบ” …ต้องเอาตัวรอด โดยขอทำงานสวามิภักดิ์กับ “กลุ่มฝรั่งเศส”

เรื่องการปกป้องแผ่นดินอยุธยาและพระราชอาณาจักร เป็นความรับผิดชอบของขุนนางท่านนี้…บุญบารมีเทียบเท่ากับ นายกรัฐมนตรี

บันทึกของบาทหลวงโคล้ด เดอ แบซ (Claude de Beze) ระบุว่า…วันหนึ่ง…พระนารายณ์โปรดให้ฟอลคอนสำรวจหาพื้นที่ในพระราชอาณาจักรที่เหมาะแก่การสร้างป้อมเพื่อป้องกันเรือข้าศึก

ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ กราบบังคมทูลให้สร้าง “ป้อม” แบบในยุโรปคู่กันทั้ง 2 ฟากของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงบริเวณทางเหนือของปากคลองบางหลวง (คลองบางกอกใหญ่)

ป้อมคู่แฝด…จะอยู่ตรงข้ามฝั่งบางกอก

แนวความคิดในเวลานั้น คือ ข้าศึกจะมาทางทะเล เข้ามาอ่าวไทย … เรือปืน มันจะเข้ามาทางแม่น้ำเจ้าพระยา

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช…ทรงเห็นชอบการสร้างป้อมปราการ โดยเริ่มก่อสร้างป้อมแรก ตรงบริเวณทางเหนือของปากคลองบางกอกใหญ่

บางสำนัก เรียกชื่อป้อมนี้ว่า…ป้อมบางกอก มีลักษณะดาว 5 แฉก

(ปัจจุบัน ป้อมนี้อยู่ในบริเวณกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กทม.)

การออกแบบและควบคุมการก่อสร้างป้อมโดย มองซิเออร์ เดอ ลา มาร์ นายช่างชาวฝรั่งเศสผู้มีบทบาทในการก่อสร้างป้อมปราการหลายแห่งสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ

คุณพ่อ โทมัสโซ วัลกวาเนรา บาทหลวงคณะเยซูอิต ชาวอิตาเลียน เป็นที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม

ลา มาร์ ออกแบบไว้เป็นเป็น “ป้อมรูปดาว” สองฝั่งแม่น้ำ ฝั่งตะวันตกเป็นป้อม 8 แฉกจะสร้างทับป้อมกำแพงเมืองเก่า ฝั่งตะวันออกเป็นป้อม 5 แฉก ระหว่างป้อมทั้งสองมีโซ่ขึงไว้สำหรับกั้นไม่ให้เรือเข้าออกแม่น้ำได้

ข้อมูลตรงนี้น่าจะตอบโจทย์ว่า…ชาวฝรั่งเศสมาทำงาน มาปักหลัก ณ พื้นที่บริเวณนี้ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไป-มา เป็นเรื่องชีวิตประจำวัน

พื้นที่ตรงวัดโพธิ์ …มีชาวฝรั่งเศสมาทำงาน

การก่อสร้างป้อม 2 ฟากแม่น้ำ ถูกบันทึกไว้ในหลาย “มุมมอง”

มีการบันทึกว่า…ขุนนางฟอลคอนออกคำสั่งให้พระสงฆ์ต้องสึกออกมาทำงานเป็นแรงงานก่อสร้างป้อม ก่อความลำเค็ญ เป็นที่น่าเกลียดชัง

บ้างก็บันทึกว่า ชายชาวสยามหนีไปบวชเป็นหมื่นคน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์ให้มาเป็นแรงงาน…เลยต้องให้พระสึกออกมา

แต่ที่ชัดเจนที่สุด คือ มีทหารฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งอยู่บริเวณนี้

การมีอำนาจ “แบบเบ็ดเสร็จ” ของขุนนางฟอลคอน ซึ่งเป็นชาวต่างชาติในแผ่นดินพระนารายณ์ฯ อยู่ในการตรวจจับ เฝ้ามองด้วยความหมั่นไส้ของพระเพทราชา และกลุ่มขุนนางสยามตลอดมา

ความอลังการของป้อมปราการแบบตะวันตก ความทันสมัย ทำให้เกิดประกายไฟลูกใหญ่ ก่อเกิด “ความริษยา” ในราชสำนัก

พระเพทราชาที่เกลียดชาวต่างชาติ…มองหาโอกาส “กำจัด” ฟอลคอน

วันหนึ่ง…เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงประชวร ณ พระราชวังในเมืองละโว้ พระเพทราชาวางแผนเข้ายึดพระราชอำนาจ

ขุนนางฟอลคอนพอระแคะระคาย ได้กลิ่นจะมีการชิงบัลลังก์ จึงออกคำสั่งเรียกตัวนายพล เดส์ฟาร์จ (จากป้อม) มายังเมืองลพบุรีเพื่อจัดการกับพระเพทราชาที่กำลังจะชิงราชบัลลังก์

นายพล เดส์ฟาร์จ พร้อมทหารฝรั่งเศส 80 นาย เดินทางมาถึง ได้ส่งนายร้อยโท เลอรัว ขึ้นไปสืบสภาพ ก็พบว่าเหตุการณ์ยังปกติอยู่ พระนารายณ์ฯ ยังไม่ได้สวรรคตตามข่าวลือ จึงยกกองกำลังกลับไปตั้งหลักที่ป้อมบางกอก

ณ ช่วงเวลานั้นไม่มีใครไว้ใจใคร แต่เหตุร้ายจะต้องเกิดขึ้นแน่

พระเพทราชารู้ว่าความลับการชิงบัลลังก์รั่วไหล… จึงไปหาสมเด็จพระสังฆราช เล่าว่าฟอลคอนจะยกแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาอยู่ให้คนต่างชาติ

สมเด็จพระสังฆราชและบรรดาภิกษุจึงเรียกชุมนุมราษฎร ให้จับอาวุธขึ้นเพื่อรักษาองค์พระมหากษัตริย์ ก่อนจะบุกเข้ายึดวังหลวงเมืองลพบุรี

18 พฤษภาคม 2231 พระเพทราชาออกอุบายลวงให้ขุนนางคนโปรดเข้าไปในพระราชวังเพื่อให้เฝ้าพระนารายณ์ฯ

ฟอลคอน…ขุนนางผู้มีอำนาจสูงสุด ถูกจับตัวไปขังทรมาน

พระเพทราชายึดอำนาจการปกครองกรุงศรีอยุธยาจากพระนารายณ์ฯ ที่กำลังประชวร

5 มิถุนายน พุทธศักราช 2231 ออกคำสั่งประหารเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ที่วัดซาก ใกล้พระตำหนักทะเลชุบศร ขณะมีอายุได้ 41 ปี

พระเพทราชาที่มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน…จึงให้โกษา (ปาน) ซึ่งอยู่ในฝ่ายปฏิวัติยึดอำนาจ เดินทางไปเจรจากับนายพล เดส์ฟาร์จ ที่ป้อมบางกอก เพื่อเชิญมายังเมืองลพบุรี

ยื่นคำขาดว่าหากไม่มาพบ…จะถือว่ากรุงศรีอยุธยาและฝรั่งเศสขาดความสัมพันธ์กัน …นายพล เดส์ฟาร์จ ไปเมืองลพบุรี

พระเพทราชาขอให้นายพล เดส์ฟาร์จ ส่งกองทหารฝรั่งเศสที่เมืองบางกอกไปช่วยสยามรบกับลาว นายพลตอบตกลง แต่ออกอุบายขอกลับไปสั่งการที่เมืองบางกอก

พระเพทราชาไม่ไว้ใจ เกลียดฝรั่งเศสมานาน จึงยึดตัวบุตรชาย 2 คนของนายพล เดส์ฟาร์จไว้เป็นตัวประกัน

ครั้นเมื่อกลับถึงบางกอก… นายพล เดส์ฟาร์จสั่งกองทหารฝรั่งเศสเตรียมการรับมือกับทหารของพระเพทราชา ณ ป้อมบางกอก

นายพลฝรั่งเศสรู้ตัวดีว่า…ขณะนี้ตนเองและทหารฝรั่งเศส อยู่ในฐานะกบฏ ที่พระเพทราชาต้องการกำจัด…แต่ก็ขอยืนหยัดจะสู้ แม้ลูกชายถูกจับเป็นตัวประกัน 2 คน

จริงตามคาด…พระเพทราชาส่งทหารล่องเรือตามมาทำศึกกับทหารฝรั่งเศส ณ พื้นที่ 2 ป้อม 2 ฝั่งเจ้าพระยาที่ฝรั่งเศสยึดครองอยู่

พื้นที่การรบ (ส่วนหนึ่ง) ก็น่าจะเป็นบริเวณที่ตั้งวัดโพธิ์ …เป็นไปตามเอกสารที่บันทึกไว้…

มีข้อมูลระบุว่า….ในช่วงที่พระเพทราชาปฏิวัติยึดอำนาจสมเด็จพระนารายณ์ฯ ป้อมฝั่งตะวันออกยังเหลือกำแพงด้านหนึ่งไม่เสร็จ กองทหารฝรั่งเศสในเวลานั้นมีน้อย ไม่สามารถรักษาป้อมทั้งสองฝั่งได้

ทหารฝรั่งเศสจึงทิ้งป้อมฝั่งตะวันตกไปรวมอยู่ที่ป้อมตะวันออก

นั่นแปลว่า…สมรภูมิรบกับฝรั่งเศสจะอยู่ฝั่งตะวันออก

กองทหารสยามหลายหมื่นคน ใช้เวลา 4 เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน พ.ศ.2231 ในการ “ปิดล้อมป้อม”

วันเวลาผ่านไป…ทหารฝรั่งเศสหมดเสบียง หมดกระสุน บาดเจ็บล้มตายในพื้นที่ เลยต้องยอมแลกเงื่อนไขกับพระเพทราชาว่า ถ้าฝรั่งเศสยอมออกไปจากสยาม จะได้คืนตัวประกัน คือลูกชาย 2 คน กับบาทหลวงจำนวนหนึ่งที่ถูกจับเป็นตัวประกัน

นายพล เดส์ฟาร์จ ยอมรับข้อเสนอนี้…ถอนกำลังออกไปจากสยาม

ก็โชคดีที่สถานการณ์ในฝรั่งเศสก็กำลังร้อนระอุ ติดพันกับเหตุขัดแย้งครั้งใหญ่ในทวีปยุโรป ไม่หวนกลับมา

ป้อมวิไชยเยนทร์ ฝั่งตะวันออกถูกรื้อทิ้งใน พ.ศ.2328 สมัยรัชกาลที่ 1 ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ว่า

“ในปีมเสง ศัพศกนั้น ทรงพระกรุณาให้ตั้งกองสักเลกไพร่หลวง สมกำลัง แลเลกหัวเมืองเดีม หัวเมืองขึ้น สักหลังมือทั้งสิ้น แล้วให้เกนเลกหัวเมืองขึ้นทั้งไทลาวเขมรทั้งปวง กับทังเลกไพร่หลวง สมกำลัง เกนทำอิฐจะก่อกำแพงส้างพระนครใหม่ ให้รื้อป้อมวิไชยเยนแลกำแพงเมืองเก่าฟากตวันออกนั้นเสีย ขยายพระนครให้กว้างออกไปกว่าเก่า”

พระเพทราชาขึ้นครองราชย์…และตามด้วยกษัตริย์องค์ต่อมา

แผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ…พม่ายกทัพมาตีอยุธยา… 7 เมษายน พ.ศ.2310 เสียกรุงครั้งที่ 2 …พระเจ้าตากสินใช้เวลาราว 7 เดือนเศษขับไล่พม่าออกจากอยุธยา…กอบกู้เอกราช

พระเจ้าตากสินขึ้นครองราชย์ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2310

4 ตุลาคม 2313 พระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนา “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” ทรงสร้างพระราชวังขึ้นบริเวณป้อมฝั่งตะวันตก พร้อมกับปรับปรุงป้อมพระราชทานนามว่า “ป้อมวิไชยประสิทธิ์”

เมื่อมีการสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร…วัดโพธาราม อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ได้รับยกฐานะเป็นพระอารามหลวง

ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีว่า พระพิมลธรรม เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธาราม

แทบไม่ค่อยมีใครทราบมาก่อนว่าพื้นที่ตรงนี้ คือ สมรภูมิรบย่อยๆ

เรื่อง “โครงกระดูก” ในพื้นที่ รวมทั้งการสู้รบ การสูญเสียของชาวฝรั่งเศส ที่ถูกขุดพบ…จึงเป็นข้อมูลสำคัญในพื้นที่วัดโพธิ์ ที่คนไทยควรได้รับทราบ…