แนวทางการจัดเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าในต่างประเทศ
การจะเปิดรับหรือปิดกั้นบุหรี่ไฟฟ้า ในประเทศไทย กำลังได้รับความสนใจหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ออกมาสนับสนุนให้สามารถนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างถูกกฎหมาย
แต่ประเด็นดังกล่าวมีทั้งฝ่ายคัดค้านและสนับสนุน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ข้อมูลด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์มานำเสนอมุมมองของแต่ละฝ่าย ซึ่งไม่รู้จะมีบทสรุปได้เมื่อใดและสรุปอย่างไร
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงเรื่องการเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าในต่างประเทศโดยเน้นแนวทางเก็บภาษีของผลิตภัณฑ์กลุ่มที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (Heated Tobacco Product หรือ HTP) ซึ่งประเทศไทยจัดให้เป็นบุหรี่ไฟฟ้าประเภทหนึ่ง และมีขายใน 70 ประเทศตามที่ปรากฏในข่าว แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่างจากบุหรี่ไฟฟ้าหรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า Electronic Nicotine Delivery System (ENDS) เพราะ HTP ยังคงมีการใช้ใบยาสูบในขณะที่บุหรี่ไฟฟ้าใช้นิโคตินเหลว แต่ในประเทศไทย เนื่องจากสินค้าทั้งสองประเภทนั้นยังไม่สามารถนำเข้าและจำหน่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ จึงเรียกรวมๆ กันไปว่า บุหรี่ไฟฟ้า
ข้อมูลที่รวบรวมภายใต้โครงการศึกษา “The taxation and pricing of heated tobacco products” โดย Ce Shang นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Ohio State University เผยแพร่ ณ เดือนมกราคม 2564 ชี้ให้เห็นว่า ตลาด HTP มีการเติบโตสูงมากโดยในปี 2563 มูลค่าตลาด HTP อยู่ที่เกือบ 6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 13 เท่า จากในปี 2557 ที่เพิ่งเริ่มมีการขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ทำให้เริ่มมีการศึกษาเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี HTP เพิ่มขึ้น โดยผลการศึกษาดังกล่าวได้รวบรวมข้อมูลการเก็บภาษี HTP ใน 61 ประเทศ และสรุปสาระสำคัญได้ว่า
1) พิกัดภาษี : ประเทศต่างๆ มีการแยกพิกัดสินค้าสรรพสามิตขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับ HTP แยกออกจากบุหรี่โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ (1) 36 ประเทศ ได้มีการตั้งพิกัดภาษีใหม่ โดยเรียกรวมๆ เป็นกลุ่มสินค้าว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อนที่ไม่ก่อให้เกิดการเผาไหม้ในระหว่างการใช้งาน และ (2) 17 ประเทศ ที่ได้นำไปรวมกับพิกัดภาษีสรรพสามิตผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มีอยู่แล้วแต่ไม่ใช่พิกัดภาษีเดียวกับบุหรี่ อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ และผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบไร้ควัน
2) โครงสร้างภาษี : 49 ประเทศจากทั้งหมด 61 ประเทศ ใช้การเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราภาษีปริมาณ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ (1) 38 ประเทศในกลุ่มนี้จะเก็บภาษีตามน้ำหนักของใบยาสูบในตัวมวนยาสูบ และ (2) 11 ประเทศที่เก็บภาษีตามจำนวนมวน
3) อัตราภาษี : โดยเฉลี่ยแล้วใน 61 ประเทศ ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อนมีภาระภาษีคิดเป็นร้อยละ 25 ของราคาขายปลีก ซึ่งต่ำกว่าภาระภาษีเฉลี่ยของบุหรี่ที่ร้อยละ 53 ของราคาขายปลีก ในขณะเดียวกันราคาขายปลีกของมวนยาสูบแบบให้ความร้อนโดยเฉลี่ยมีราคาซองละ 7.43 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ถูกกว่าราคาขายปลีกเฉลี่ยของบุหรี่ที่ซองละ 8.88 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (หน่วยราคาของ HTP และบุหรี่ได้ถูกปรับด้วยกำลังซื้อเปรียบเทียบระหว่างประเทศ หรือ purchasing power parity)
4) ภาษีอุปกรณ์ให้ความร้อน : 58 ประเทศไม่มีการเก็บภาษีจากตัวอุปกรณ์ให้ความร้อนโดยมีประเทศที่เก็บภาษีจากอุปกรณ์ให้ความร้อนเพียง 3 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ขอยกตัวอย่างจากประเทศในภูมิภาคเดียวกับไทยที่มีการเก็บภาษี HTP ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ซึ่งปัจจุบันเก็บภาษีสรรพสามิต HTP ในอัตรา 27.5 เปโซต่อซอง (แต่ละซองบรรจุมวนยาสูบ 20 มวน) ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ที่เก็บในอัตรา 50 เปโซต่อซอง (บรรจุบุหรี่ 20 มวน) อย่างไรก็ดี ภาระภาษี HTP โดยเฉลี่ยทั่วโลกต่ำกว่าบุหรี่นั้น อาจมาจาก 2 สาเหตุหลัก
หนึ่ง มีข้อมูลที่สนับสนุนว่ายาสูบแบบให้ความร้อนสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการบริโภคยาสูบได้เมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบกว่า 100 คนได้ออกมาเรียกร้องให้องค์การอนามัยโลกหันมาสนับสนุนแนวทางการลดอันตรายจากบุหรี่โดยใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทางเลือกที่ไม่มีควันต่างๆ รวมถึง HTP ทั้งนี้ ผลการศึกษาของ Ce Shang นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Ohio State University ยังได้ยกตัวอย่างรัฐคอน
เนคติคัต สหรัฐอเมริกา ที่มีการกำหนดแนวทางการเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์ยาสูบที่รวมถึง HTP ในอัตราภาษีเพียงครึ่งหนึ่งของบุหรี่ หากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบลดความเสี่ยง (Modified risk tobacco products) โดยองค์กรอาหารและยาของสหรัฐ
สอง การที่ HTP เพิ่งมีการพัฒนาขึ้นมาได้ไม่นานเมื่อเทียบกับบุหรี่และยังมีปริมาณการบริโภคน้อยมากเมื่อเทียบกับบุหรี่ ดังนั้น หลายประเทศจึงต้องการเริ่มเก็บภาษี HTP ในระดับที่ต่ำกว่าบุหรี่ก่อน มิเช่นนั้นหากเริ่มเก็บภาษีในอัตราสูงเลยจะไม่ช่วยให้คนสูบบุหรี่สนใจเปลี่ยนมาใช้ HTP ซึ่งประเทศเหล่านั้นเชื่อว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าบุหรี่
สำหรับประเทศไทย หากวันข้างหน้ามีการอนุญาตให้นำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ตามกฎหมาย ก็ควรต้องมีการเตรียมแผนการเก็บภาษีไว้ให้รอบคอบโดยควรให้สอดคล้องกับแนวทางสากลซึ่งมีประสบการณ์มานานกว่าประเทศไทยในเรื่อง HTP และบุหรี่ไฟฟ้า
รศ.ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์
เอกสารอ้างอิง
https://www.tobaccopolicy.org/pdfs/19%20Shang%205.27.2021.pptx
https://business.inquirer.net/315005/sin-products-will-become-more-expensive-again-today
https://health.economictimes.indiatimes.com/news/policy/100-global-public-health-specialists-urge-who-to-change-its-stance-on-tobacco-harm-reduction/87293619
https://laweconcenter.org/wp-content/uploads/2018/10/Harm-Reduction-White-Paper-v9.1-181001.pdf

