หน้าแรก บทความ บทนำ : เตรียม...

บทนำ : เตรียมรับมือ

25.11.21 | 09:09 น.
บทนำ : เตรียมรับมือ ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนต่อเดือนธันวาคม

ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนต่อเดือนธันวาคมเป็นห้วงเวลาที่ตัวเลขหลายอย่างบ่งบอกสิ่งที่ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนต่อไป เมื่อวันก่อน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. โดย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นสูงสุดตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 โดยมีผู้ว่างงาน 8.7 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 2.25% ทั้งนี้ ยังสูงสุดในรอบหลังจากที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่ยังถือว่าน้อยกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ซึ่งอัตราว่างงานอยู่ที่ 5% โดยพบว่าผู้ที่มีการว่างงานสูงสุด 3.63% เป็นผู้ที่มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา รองลงมาเป็น ปวส. 3.16%

ตัวเลขการว่างงาน 2.25% นี้เกิดจากไตรมาส 3 มีการควบคุมการแพร่ระบาดเข้มงวดจากสถานการณ์โควิด ธุรกิจไม่มีการเปิดตัว จึงส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี แนวโน้มในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้การว่างงานน่าจะลดลงเนื่องจากมีการเปิดประเทศแล้วกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาเดินหน้าต่อไป หากไม่มีปัญหาการระบาดโควิดอีกรอบ หรือมีการระบาดที่มีวงจำกัด และมีการจัดการได้รวดเร็ว

สำหรับประเด็นหนี้ครัวเรือนมีสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1.หนี้เสียโดยเฉพาะบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากลูกหนี้ผิดนัดชำระจะต้องเสียดอกเบี้ยปรับในอัตราที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหนี้ประเภทอื่น 2.การส่งเสริมให้ลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ จากปัจจุบันที่หนี้เสียของครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงแม้ว่าจะมีการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้มาต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดจากการไม่รับรู้ถึงมาตรการช่วยเหลือ จึงควรเร่งประชาสัมพันธ์ และ 3.การก่อหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในรอบครึ่งปี 2564 พบว่า มีมูลค่าหนี้นอกระบบ รวม 8.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีเพียง 5.6 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่าจากปี 2562

ขณะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดกำลังคลี่คลายทำให้ราคาเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามกลไกตลาด ทำให้ครัวเรือนที่ไม่มีรายได้ หรือรายได้คงที่แต่รายจ่ายเพิ่ม หรือมีหนี้สินก้อนโตที่ต้องชดใช้ กลายเป็นครัวเรือนที่ต้องเผชิญหน้าชะตากรรม เรื่องเช่นนี้จำเป็นต้องมีการตระเตรียมตั้งแต่ภาคครัวเรือนไปจนถึงรัฐบาล โดยหวังว่าตัวเลขต่างๆ ที่เป็นสัญญาณเตือนภัยในปีนี้ รัฐบาลจะตระเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าเอาไว้แล้ว