ประเทศไทยเข้าใกล้การฉีดวัคซีนครบ 100 ล้านโดส ตามเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการเปิดประเทศ และพลิกฟื้นเศรษฐกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. เผยผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ว่ามีการดำเนินการหลายเรื่อง ได้แก่ การลงนามในสัญญาการสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 30 ล้านโดส สำหรับปี 2565 เพื่อเป็นบูสเตอร์ โดส รวมเปิดช่องในสัญญาว่าหากมีวัคซีนรุ่นที่ 2 หรือวัคซีนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีลงมา ให้ประเทศไทยสามารถจัดซื้อได้ในล็อตดังกล่าวได้ทันที และการลงนามจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) 5 หมื่นคอร์ส หรือ 2 ล้านเม็ด เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 เท่ากับว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลให้ความสำคัญกับโควิด-19 ทั้งด้านนโยบาย การป้องกัน และรักษา ครบทุกมิติ
รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุขกล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อฯ ที่ประชุมยังรับทราบการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครบ 100 ล้านโดส ภายในสิ้นเดือน พ.ย.64 โดยปัจจุบันฉีดให้ประชาชนแล้ว 47 ล้านคน จากเป้าหมาย 50 ล้านคนแสดงให้เห็นว่า ยังมีผู้ไม่ได้รับวัคซีนอีก 3 ล้านคน ซึ่งมี 2 กลุ่ม คือ ผู้เข้าไม่ถึงข้อมูลว่ามีการฉีดวัคซีนที่ใดบ้าง และยังรอวัคซีนอยู่นายอนุทินเรียกร้องว่า ขอให้ประชาชนอย่ารอทุกคนควรเข้ามารับวัคซีนให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ สธ.ได้เร่งให้ทุกแห่งฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ยังไม่ได้รับ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และขยายการฉีดให้แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นและยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ขณะนี้ประเทศไทยมีวัคซีนในทุกเทคโนโลยีที่เพียงพอกับคนไทย และคนที่อาศัยในประเทศทุกคน เพื่อเข้ามารับวัคซีนเสริมสร้างความปลอดภัยต่อกันและกัน
สำหรับกลุ่มที่ยังไม่ฉีดวัคซีน ด้วยสาเหตุ 2 ประการ เป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขด้วยการทำความเข้าใจ และชี้ให้เห็นถึงการร่วมกันสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมโดยส่วนรวมอย่างไรก็ตาม ต้องเคารพความเห็นและการตัดสินใจของผู้ที่ไม่ยอมฉีดด้วย เพราะอาจจะมีเหตุผลส่วนตัว มีความคิดความเชื่อส่วนตัว และอาจเป็นผลจากความไม่เชื่อมั่น เนื่องจากในระยะแรกมีปัญหาการกระจายวัคซีน ที่สำคัญ คือ รัฐบาลต้องเตรียมวัคซีนโควิด-19 สำหรับประชาชนในปีต่อไป เพราะโควิด-19 จะยังไม่หายไปไหน

