อย่ายุบสภา…ถ้า กม.การศึกษายังไม่ใช้

อย่ายุบสภา...ถ้า กม.การศึกษายังไม่ใช้

อย่ายุบสภา…ถ้า กม.การศึกษายังไม่ใช้

ถ้าไม่ย้อนกลับไปไกลถึงช่วงสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาไทยยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เกิดระบบโรงเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก จนถึงช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475
แต่เริ่มนับวันเวลาภายหลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน การปฏิรูปการศึกษาที่เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ.2518 ก็เป็นครั้งแรก

จนกระทั่งมาถึงช่วงมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ.2540 เกิดกระแสปฏิรูปการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง มี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารการศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการครั้งใหญ่

เกิด 5 แท่ง หรือ 5 ซี 11 ได้แก่ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) สำนักงานการอาชีวศึกษา สำนักงานการอุดมศึกษา สำนักปลัดกระทรวง และสภาการศึกษา เกิดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และมัธยมศึกษา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และเกิดวิทยาลัยชุมชน

ช่วงนี้ถูกนับว่าเป็นระยะปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 1 พ.ศ.2542-2552 ต่อมาเกิดมีข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง พ.ศ.2552-2561 แต่ก่อนจะครบเวลา เกิดเหตุรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ขึ้นเสียก่อน และตามมาด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ.2560

ผลจากรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดการเริ่มปฏิรูปการศึกษาอีกครั้ง โดยมีคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) พ.ศ.2561 เป็นที่มาของการออกกฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ล่าสุด ผ่านที่ประชุมรัฐสภาวาระแรกไปเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564

ก่อนหน้านั้นเกิดมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เกิดการแยกแท่งอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เกิด พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 และเกิดเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กาญจนบุรี ระยอง ศรีสะเกษ สตูล เชียงใหม่ และสามจังหวัดชายแดนใต้

เรื่องราวที่ผมย้อนประวัติศาสตร์การศึกษาไทยก็เพื่อให้เห็นภาพความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ส่วนความเปลี่ยนแปลงแต่ละช่วงจะนับว่าเป็นความสำเร็จ หรือล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษา นั่นก็สุดแล้วแต่หลักคิดของแต่ละท่านว่ามองเห็นอย่างไร

แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดก็คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาวิกฤตการศึกษา ความเหลื่อมล้ำ การขาดโอกาส และคุณภาพมาตรฐานการศึกษาไทย ยังดังอึงคะนึงอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยมีร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ รัฐสภา 49 คน เป็นความหวังของฝ่ายสนับสนุน ขณะที่ยังมีอีกฝ่ายซึ่งเห็นตรงกันข้ามอยู่อีกเป็นธรรมดา

ผลการปรับแต่งเนื้อในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับล่าสุดจะออกมาเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครบอกได้จนกว่าจะเกิดการบังคับใช้และปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะประเด็นความเป็นอิสระของโรงเรียนเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอน

แม้กระนั้นก็ตาม ความเป็นจริงซึ่งเกิดขึ้นภายหลังเกิดมีพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา ภายใต้ระบบราชการและวัฒนธรรมอำนาจที่ยังทรงพลังแข็งแกร่ง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้โรงเรียนมีอิสระจัดการศึกษามีคุณภาพได้จริงและขยายผล
ออกไปได้กว้างขวางเพียงไร จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า พ.ร.บ.การศึกษาที่กำลังจะคลอดออกมาอีกไม่นาน จะส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นจริงแค่ไหน

แต่ยังไม่ทันไร เกิดความหวั่นไหวในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาบ้างแล้ว จากเสียงเรียกร้องให้ยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นทันที เมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยกร่างเสร็จ

หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เกิดการยุบสภาขึ้นเสียก่อน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติก็จะตกไปกลายเป็นหมันทันที เพราะยังไม่ผ่านการลงมติเห็นชอบในการประชุมรัฐสภาวาระสองและสาม

ฉะนั้น ระหว่างการจัดการเลือกตั้งในทันที กับการรอให้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาผ่านออกมาบังคับใช้เสียก่อน แนวทางใดเกิดประโยชน์ยิ่งกว่ากัน ทุกฝ่ายต้องร่วมกันขบคิด ผลักดัน เรียกร้อง

ไม่ปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจเพียงคนเดียว แม้ปากยังอยากจะอยู่จนครบเทอมก็ตาม แต่หากไม่อาจทนแรงกดดันจากรอบด้านได้ ต้องมีอันเป็นไปเสียก่อน

สิ่งดีๆ ในกฎหมายการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาเพื่อเตรียมคนไทยรุ่นใหม่ ให้ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างมีคุณภาพ จะกลายเป็นความฝันไปอีกในทันที

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon