รัฐบาลปักธงตั้งเป้าผลักดันโครงการรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ก้าวทันกระแสเปลี่ยนแปลงยานยนต์โลก และสอดรับนานาชาติในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการโลกร้อน
กำหนดหลักไมล์ที่ 1 เริ่มคิกออฟในปี 2565 เป็นต้นไป
หัวใจสำคัญทำให้รถอีวีแจ้งเกิดหรือไม่ คือ สิทธิประโยชน์จูงใจทั้งในฝั่งค่ายรถยนต์ให้เข้ามาเดินหน้าลงทุน และฝั่งผู้ใช้รถให้เปลี่ยนจากรถเครื่องยนต์สันดาปมาใช้รถพลังงานไฟฟ้า
ขณะนี้มาตรการสนับสนุนอย่างเป็นทางการยังไม่ชัดเจนมีหน้าตาอย่างไร เพียงแต่คาดกันว่าคณะกรรมการนโยบายยานยนต์แห่งชาติจะเสนอ ครม.ในช่วงต้นปีหน้า
มีข้อมูลหลุดออกมาว่า แนวทางส่งเสริมรถอีวีจะประกอบด้วย ลดภาษีสรรพสามิต ลดภาษีศุลกากรนำเข้า การคืนเงินให้ผู้ซื้อ เริ่มไตรมาส 1 ปี 2565 เป็นเวลา 4 ปี แบ่งสิทธิประโยชน์เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก รถอีวีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท รัฐบาลอุดหนุนค่ารถคันละ 150,000 บาท ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% ซึ่งขึ้นกับราคาของตัวรถ เมื่อเฉลี่ยจะอยู่ที่คันละ 50,000 บาท กรณีเป็นนำเข้าจะได้รับการลดภาษีนำเข้าด้วย โดยมีเงื่อนไขบริษัทรถผู้นำเข้าต้องมีแผนผลิตรถอีวีในประเทศภายใน 3 ปี
วงเงินที่จะใช้อุดหนุนราคารถอีวีในช่วง 4 ปี ตั้งไว้ที่ 40,000 ล้านบาท
กลุ่มที่สอง ราคารถอีวี 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 7 ล้านบาท เป็นการกระตุ้นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ด้วยการลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% และลดภาษีนำเข้า แต่จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนคันละ 150,000 บาท เพราะเห็นว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว
สิ่งที่ต้องติดตามและยังเป็นข้อขัดข้อง ก็คือเงินอุดหนุนเป็นส่วนลดคันละ 150,000 บาท รวม 4 หมื่นล้านบาท เคยมีข้อเสนอไปล้วงงบกลาง ดูแล้วไม่น่าจะเข้าเงื่อนไขที่จะใช้ มีการพูดถึงกองทุนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ก็มีวงเงินอยู่เพียง 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น จะเอาไปทั้งหมดคงไม่ได้เช่นกัน
สมมุติที่สุดแล้ววิ่งหาแหล่งเงินได้ ยังมีคำถามว่าในกลุ่มรถอีวีไม่เกิน 2 ล้านบาท รวมมาตรการจูงใจทั้งเงินอุดหนุน ลดภาษีสรรพสามิต ลดภาษีนำเข้า น่าจะกดราคาลงมาได้ในราว 200,000 บาท
ขณะที่ผู้ใช้รถกลุ่มใหญ่อยู่ในระดับสนนราคาไม่เกินคันละ 800,000 บาท มาตรการที่ออกมาจะจูงใจคนกลุ่มนี้มากน้อยแค่ไหน
นอกจากนี้ “สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์” รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังให้ความเห็นไว้น่าสนใจต่อแผนผลักดันรถอีวี ที่เห็นว่ามาตรการจูงใจนี้เห็นได้ชัดว่าช่วยเหลือรถนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ดูได้จากยอดขายรถในเดือนมกราคม-พฤศจิกายนปีนี้ เป็นรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 1,800 คัน และกว่า 90% เป็นรถยนต์นำเข้า จึงควรเน้นส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลไม่กระตุ้นให้มีการผลิตในไทย หากจะใช้วงเงินสนับสนุน 4 หมื่นล้านบาท ก็ควรจะสนับสนุนกลุ่มโรงงาน ตอนนี้คนที่ซื้อคือกลุ่มคนมีเงิน แม้ไม่ลดราคาก็ซื้อกันอยู่แล้ว
ปีหน้าจึงนับเป็นก้าวสำคัญของการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า แพคเกจจูงใจจะตอบโจทย์ที่หวังกระตุ้นความนิยมในกลุ่มประชาชนให้หันมาใช้รถประเภทนี้ จนสามารถต่อยอดในปีต่อไปได้หรือไม่
สัญญา รัตนสร้อย

