หลังเปิดรับผู้สมัครชิงชัยเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตเลือกตั้งที่ 9 แทนตำแหน่งที่ว่างเพียงวันแรก มี 8 พรรคการเมืองส่งรายชื่อเข้าประกวด นับว่ามีผู้ท้าชิงจำนวนมากกว่าพื้นที่เลือกตั้งซ่อมอื่นๆ ที่ผ่านมา
พื้นที่นี้ครอบคลุมเขตหลักสี่ แขวงทุ่งสองห้อง แขวงตลาดบางเขน และเขตจตุจักร แขวงลาดยาว แขวงเสนานิคม แขวงจันทรเกษม รวมหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 280 หน่วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 170,764 คน
กลายเป็นสมรภูมิเดือดที่หลายคนจับตามอง น่าเสียดายที่พรรคจำนวนมากเหล่านี้ กลับไร้พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีมติไม่ส่งผู้สมัคร
อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้เหตุผลว่า พรรคเคารพในมารยาททางการเมือง เป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ยึดถือมาโดยตลอด จึงต้องการเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่เป็นเจ้าของพื้นที่ และเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในครั้งนี้
รองโฆษกบอกอีกว่า “มั่นใจว่าหากลงสมัครรับเลือกตั้งก็จะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนอยู่แล้ว แต่เนื่องด้วยมารยาททางการเมืองทำให้พรรคได้มีมติไม่ส่งผู้สมัครในครั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้สมัครของเรามีความพร้อม ผู้การแต้มมีการทำพื้นที่อยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา และเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน และในช่วงโควิดที่ผ่านมาก็ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยทิ้งพื้นที่”
หากแถลงมาอย่างนี้ว่ามั่นใจประชาชนสนับสนุน ก็น่าจะตัดสินใจส่ง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ลงไปชิงชัยดีกว่าปล่อยเป็นแค่คนดู ถ้าคำนึงถึงพรรคประชาธิปัตย์ของตัวเองก่อน หน้าที่ของนักการเมืองคือรับใช้ประชาชน เป็นปากเสียงในสภา “ผู้การแต้ม” ก็ลงพื้นที่มาต่อเนื่อง และไม่ใช่คนใหม่ป้ายแดงที่ไหน เลือกตั้งใหญ่ปี 2562 เคยทำหน้าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในเขตนี้มาก่อน แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งเท่านั้น
เลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ผู้การแต้มได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 4 ที่ 16,255 คะแนน ต้องมองในเวลานั้นด้วยว่า สถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ คนกรุงอาจไม่นิยมมากนักด้วยสถานการณ์ทางการเมืองขณะนั้น ทำให้ภาพรวมของสนาม กทม. ประชาธิปัตย์ไม่ชนะแม้แต่เขตเดียว
คนเป็นนักการเมือง หน้าที่หลักที่ต้องการรับใช้ประชาชน เข้าใจว่า พล.ต.ต.วิชัย ก็ย่อมต้องการลงสนามทุกครั้งที่มีโอกาส ในใจลึกๆ ก็คงอยากจะเสนอตัวให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้ง ตลอดที่ผ่านมาก็มีการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มากกว่าผู้สมัครค่ายอื่นด้วยซ้ำ แต่ก็ยอมรับในการตัดสินใจของพรรค ที่มองทั้งส่วนได้และส่วนเสีย
ขณะที่ผู้สมัครค่ายอื่นๆ เรียกความคึกคักกันพอสมควร ไม่ต้องมีพิธีรีตองเรื่องเหตุผลอะไรมากมาย
สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ที่พรรคพลังประชารัฐตัดสินใจส่ง เหตุผลหลักก็เพราะ สิระ เจนจาคะ เป็นผู้ชนะเลือกตั้งหนที่แล้ว และสรัลรัศมิ์ก็ช่วยสามีลงหาเสียง ทำกิจกรรมในพื้นที่ตลอด จึงมีความมั่นใจสูงมากว่าจะชนะครั้งนี้
ส่วน อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ในเสื้อพรรคกล้าก็มั่นอกมั่นใจจะมีลุ้น เพราะคุ้นเคยพื้นที่นี้อย่างดีตามที่เจ้าตัวบอก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วม จัดระเบียบซอยย่อย ถนนทางลัด ให้คนและรถได้สัญจรดีขึ้น เคยเป็น ส.ส.หลักสี่-จตุจักร สมัยอยู่กับประชาธิปัตย์มาแล้ว ในปี 2550-54
ขณะที่ สุรชาติ เทียนทอง ของเพื่อไทยก็ยังมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนยังพร้อมสนับสนุน และพร้อมเดินหน้าหาเสียงเต็มที่เพื่อหาเสียงให้เพิ่มขึ้น มั่นใจว่าประชาชนจะให้ความไว้วางใจให้เข้ามาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน
กรุณพล เทียนสุวรรณ หรือ “เพชร กรุณพล” รู้ดีว่าจะอาศัยชื่อเสียงจากสถานภาพดารานักแสดงเพียงอย่างเดียวคงไม่ช่วยอะไร ก็แสดงความพร้อมในสีเสื้อก้าวไกล เปิดตัว แนะนำตัว ขอเป็นทางเลือกใหม่ ลงพื้นที่รับฟังความเดือดร้อนของพ่อค้าแม่ค้า พี่น้องประชาชน เก็บเป็นข้อมูลเผื่อมีโอกาสเข้าไปเป็นตัวแทนเรียกร้องในสภา หวังแก้ไขที่ระบบโครงสร้าง
ที่น่าสนใจและมองข้ามไม่ได้ อีก 4 ผู้สมัครก็เสนอตัวเข้ามา ประกอบด้วย พันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์ พรรคไทยภักดี, กุลรัตน์ กลิ่นดี พรรคยุทธศาสตร์ชาติ, รุ่งโรจน์ อิบรอฮีม พรรคไทยศรีวิไลย์ และ เจริญ ชัยสิทธิ์ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน
พื้นที่ซ่อมหลักสี่-จตุจักร อาจมีพลิกล็อกให้เห็นก็ได้ ดีกว่าไม่ลงก็จะไม่รู้อะไรเลยว่ามีอะไรเกิดขึ้น

