เดินหน้าชน : พร้อมแค่ไหน

12.01.22 | 14:41 น.

โอมิครอนอาละวาดระบาดลามไปทั่วโลก แม้ปัจจุบันเรามีข้อมูลให้รู้จักสายพันธุ์นี้เพิ่มมากขึ้น รับรู้ว่าเชื้ออาจไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์เดลต้า อัตราการเสียชีวิตต่ำ

ถึงอย่างนั้นไม่อาจดูเบา จุดเด่นของโอมิครอนคือ สามารถแพร่ได้ง่ายและเร็วกว่าเดลต้า 3-5 เท่า

เห็นได้จากก่อนหน้าโอมิครอนแสดงอิทธิฤทธิ์ การติดเชื้อใหม่โดยเดลต้าลดลงต่อเนื่องมาอยู่ระดับวันละ 3 พันรายต้นๆ บางวันลงมาถึง 2 พันกว่าราย

กระทั่งหลังปีใหม่โอมิครอนโจมตีหนักข้อ อัตราการติดเชื้อพุ่งขึ้นวันละ 7-8 พันราย ผู้เชี่ยวชาญก็ฟันธงกันว่า ภายในกลางเดือนนี้จะทะยานระดับหมื่นบวกบวกแน่นอน

แม้แสดงอาการไม่รุนแรง แต่การติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วก็ย่อมสร้างปัญหาให้กับระบบสาธารณสุข บุคลากรทางแพทย์อาจกลับมาตึงมืออีกครั้ง

Advertisement

ผู้ติดเชื้อหากไม่สามารถเข้าถึงการรักษาหรือเข้าถึงลำบาก อาการน้อยก็อาจกลายเป็นหนักได้

ไม่มีใครการันตีได้ว่าโอมิครอนจะไม่พัฒนาสายพันธุ์จนมีความรุนแรงต่อไปอีกหรือไม่

โลกและประเทศไทยมีความสามารถรับมือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้มากน้อยแค่ไหน?

องค์กรระดับโลกประกอบด้วย Nuclear Threat Initiative (NTI), Johns Hopkins Center for Health Security (JHU) และ The Economist Intelligence Unit (EIU) ร่วมกันศึกษา และออกรายงานดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพของโลก หรือ GHS Index รวบรวมข้อมูลจาก 195 ประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ นำมาย่อยให้เข้าใจง่าย สรุปรวบยอดว่า ไม่มีประเทศไหนที่พร้อมจริงๆ ในทุกด้าน ในการรับมือกับโรคระบาดในอนาคต และทุกประเทศมีช่องว่างที่สำคัญที่ต้องจัดการและดูแล

จากการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินผลใน 6 ด้าน ได้แก่ 1.การป้องกันโรค 2.การตรวจและรายงาน 3.การรับมือและตอบสนองอย่างรวดเร็ว 4.ระบบสาธารณสุข 5.การปฏิบัติตามบรรทัดฐานของนานาชาติ และ 6.ความเสี่ยงของภาวะแวดล้อม

ไม่มีประเทศไหนได้คะแนนเกิน 80 จาก 100 ในทุกด้านเลย โดยเฉลี่ย 195 ประเทศ ได้คะแนนรวมเพียง
38.9 จาก 100

ประเทศไทยเมื่อแยกแยะในแต่ละด้าน พบว่า

ด้านการป้องกันโรค ได้คะแนน 59.7 เป็นอันดับ 10 จาก 195 ประเทศ แต่คะแนนรวมลดลงจากเดิม 4.2
ด้านการตรวจและรายงาน เป็นหมวดที่ไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือเพิ่มขึ้น 8.3 เป็น 91.5 เป็นอันดับ 1 ของโลก

ด้านการรับมือและตอบสนองอย่างรวดเร็ว ได้คะแนนลดลงมากที่สุด คือ -11.3 เหลือ 67.3 แต่ก็ยังเป็นอันดับ 2 ของโลก

ด้านระบบสาธารณสุข ได้คะแนนเพิ่มขึ้น 2.4 เป็น 64.7 อันดับ 10 ของโลก

ด้านการปฏิบัติตามบรรทัดฐานของนานาชาติ ได้คะแนนเพิ่มขึ้น 2.4 เป็น 68.9 อันดับ 10 ของโลก

ด้านความเสี่ยงของภาวะแวดล้อม ได้คะแนนลดลง 1.7 เหลือ 57.2 อันดับ 88 ของโลก

ดร.วิโรจน์สรุปตบท้ายด้วยว่า รายงานนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ประเทศทั่วทั้งโลกแม้แต่สหรัฐอเมริกา สอบตกในด้านการรับมือกับโควิดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่มีประเทศไหนที่พร้อมจริงๆ ในทุกด้านในการรับมือกับโรคระบาดในอนาคต

รายงานนี้ให้ความสำคัญกับการที่ประเทศมีแผน นโยบาย กฎระเบียบ และมาตรการที่ออกมาสำหรับการดำเนินการในระยะยาวนอกเหนือจากมาตรการเฉพาะหน้า แม้ไทยจะได้รับเครดิตในด้านเหล่านี้ เช่น หมวดที่ 3 การรับมือและตอบสนองอย่างรวดเร็ว ไทยได้คะแนนเต็ม 100 ด้านการวางแผนรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่แผนกลับไม่ได้ส่งผลในทางปฏิบัติมากนัก เห็นได้จากไทยได้คะแนนด้านการปฏิบัติตามแผนอยู่ในระดับต่ำเพียง 25 จาก 100 เท่านั้น

ไทยอาจจะเป็นอันดับต้นๆ แต่ก็เป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มผู้สอบตกยกชั้นทั่วโลก

และอันดับในหลายด้านก็ยังเป็นที่กังขา สมควรได้อันดับ 1 หรือ 100 คะแนนเต็มจริงหรือไม่

สัญญา รัตนสร้อย