เมื่อรบแพ้…แกต้อง “จ่าย-ชดใช้หนี้” ..แม้กระทั่งชีวิต
23 ธันวาคม 2491 นายพลโตโจ และนายทหารบิ๊กๆ ของกองทัพญี่ปุ่น ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ พร้อมกับนายทหารอีก 14 คน ข้อหาอาชญากรสงคราม ณ เรือนจำซูกาโมะ กรุงโตเกียว
ฮิโรตะ ฮิโรกิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น คนที่ 32 ก็ถูกแขวนคอในคราวเดียวกัน เขาเป็นพลเรือนเพียงคนเดียวที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในหมู่อาชญากรสงคราม Class A
ที่ตายก็ตายไป คนที่อยู่…ต้องกลายเป็นผู้ร้าย กลายเป็นคนผิด…ลูก-หลาน-เหลน ต้องตามใช้หนี้แบบปางตาย…
ลองมาศึกษากรณีของ “ญี่ปุ่น” ที่มาพัวพันกับไทยมากที่สุด
7 ธันวาคม 2484 เช้าตรู่… มหาอำนาจญี่ปุ่นบินไปถล่มฐานทัพเรือสหรัฐที่ฮาวาย ปลุกยักษ์ใหญ่อเมริกาออกมาประกาศสงคราม
ทหารญี่ปุ่นนับแสน…บุกตะลุยหลายประเทศในเอเชีย รบสุดใจขาดดิ้น เพื่อจะเป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 …มหาอำนาจอังกฤษ (ในออสเตรเลีย มลายู สิงคโปร์ พม่า อินเดีย) ต้องออกไป
เครื่องจักรสังหาร ทุกชนิดที่ผลิตในญี่ปุ่น…เครื่องบิน เรือรบ เรือดำน้ำ เรือบรรทุกเครื่องบิน รถไฟ รถยนต์วิ่งบนรางรถไฟ รถถัง รถบรรทุก อาวุธปืนทุกชนิด…คือ ยุทโธปกรณ์ชั้นเยี่ยมของโลก
(เช่นเดียวกับ นาซีเยอรมัน ที่ใช้เครื่องจักรสังหารชั้นเยี่ยม)
ญี่ปุ่น “เก่ง-แกร่ง-ก้าวหน้า” ในทุกมิติ อุตสาหกรรมหนัก เทคโนโลยี เศรษฐกิจ วิศวกรรม รถยนต์ รถไฟ มีกองทัพที่พร้อมรบเพื่อพระจักรพรรดิ และเพื่อความเป็น 1 ในเอเชีย
“เรือบรรทุกเครื่องบิน” ก็ต่อขึ้นเอง และเรือรบนับร้อยลำ
พ.ศ.2474 ก่อนสงคราม…มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมหนักในญี่ปุ่น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ.2483
ญี่ปุ่น…ร่ำรวย เก่ง มีแสนยานุภาพน่าสะพรึง
สร้างผลกำไรเพิ่มขึ้น 400% ในอุตสาหกรรมหนักระหว่างปี 2480 ถึง 2483 (นี่คือช่วงก่อนก่อสงคราม)
“อุตสาหกรรมสิ่งทอ” ยังคงเป็นอาชีพหลักสำหรับหญิงชาวญี่ปุ่น ผลผลิตและการค้าสิ่งทอ ทำให้ชาติตะวันตกต้องตกเป็นรองญี่ปุ่น
การเติบใหญ่ของชาวอาทิตย์อุทัย “จะสะดุดหยุดลง” หากขาดทรัพยากรที่มีราคาถูก แรงงาน และวัตถุดิบ ที่ต้องไปหาจากประเทศอื่น
ผู้นำกองทัพที่มีนายทุนหนุนหลัง กลายเป็นผู้หิวกระหายสงครามเคยมาติดต่อ (แบบบีบคั้น) รัฐบาลไทยเพื่อขอซื้อ “ยาง” ไปผลิตสินค้าทุกชนิด “แบบขอผูกขาด”
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ญี่ปุ่นโตพุ่งพรวดในด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักร เพราะไปทำสนธิสัญญากับเยอรมนี ที่เป็นเหมือน “บรมครู” ของโลก
อุตสาหกรรมของเยอรมนีเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกในขณะนั้น (รวมทั้งอเมริกา)
อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าของญี่ปุ่น มีความพิเศษกว่าใคร ชาวอาทิตย์อุทัยนำ “เศษเหล็กและเหล็กเก่า” จากต่างประเทศมาใช้
ญี่ปุ่นเตรียมทำสงครามแบบเอิกเกริก บริษัทมิตซูบิชิ บริษัทนากาชิมา ผลิตอากาศยาน เครื่องยนต์อากาศยาน สร้างเครื่องบินรบทุกชนิด ทุกประเภทเข้าสู่สงคราม ประมาณ 4 พันลำ
อุตสาหกรรมเครื่องบินของญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินการในระดับที่เล็กมากก่อนสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ระหว่างสงคราม
ระหว่างสงครามราว 4 ปี มีการเพิ่มแรงงานถึง 1.5 ล้านคน เมื่อสิ้นสุดสงคราม…
ตัวเลขการผลิต “เครื่องบิน” คือ…
มกราคม พ.ศ.2482 ผลิตเครื่องบินได้ 306 เครื่อง เพิ่มขึ้นเป็น 2,541 เครื่องในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2487
ญี่ปุ่นสร้าง “ปาฏิหาริย์ด้านการผลิตอาวุธทุกประเภท” ในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
บริษัทโตโยต้าผลิตยานสะเทินน้ำสะเทินบกให้กองทัพ แล่นในทะเลและวิ่งบนบก
พ.ศ.2481 รัฐบาลไทยไปซื้อเรือดำน้ำ 4 ลำจากญี่ปุ่น ได้แก่ เรือหลวงมัจฉาณุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล (ซึ่งเป็นชื่อพระราชทาน)
เรือทั้ง 4 ลำ ประจำการในกองทัพเรือมากว่า 13 ปี เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ เพราะญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
ญี่ปุ่นผลิต “รถถัง” ได้ราว 2 พันคัน ก่อนเข้าสู่สงคราม ส่วนหนึ่งเข้ามาอยู่ในสวนลุมพินี กรุงเทพฯ เมื่อสงครามเริ่ม
ในปี พ.ศ.2483 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นสงครามอินโดจีน กองทัพบกไทยได้สั่งซื้อรถถังขนาดเบา แบบ 95 “HAGO” จากญี่ปุ่นเข้ามาใช้อีก 50 คัน ซึ่งสร้างโดย บริษัทมิตซูบิชิ
ไทยสนิทชิดเชื้อ-ไว้ใจ-แนบแน่นกับญี่ปุ่นมาก
อุตสาหกรรมหนัก ของญี่ปุ่น…จัดเป็นระดับต้นๆ ของโลก
ผู้เขียนขอนำเข้าสู่ประเด็นที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม แล้วต้องใช้หนี้สงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ผู้ชนะ” ต้องการจาก “ผู้แพ้” เสมอมา…
15 สิงหาคม 2488 ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม
อเมริกาที่เป็น “คู่สงคราม” และประเทศพันธมิตรทั้งหลายจ้องจะ “เอาคืน” จากญี่ปุ่น…หากแต่อเมริกา คือ คนคุมเกม
ชาวญี่ปุ่นหลังสงคราม ลำบากแสนสาหัส แทบไม่มีอะไรจะกิน
พ.ศ.2494 มีการประชุม-ลงนาม “สนธิสัญญาสันติภาพซาน ฟรานซิสโก” …ญี่ปุ่นต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ฝ่ายพันธมิตรสำหรับความเสียหายและความทุกข์ทรมานที่เกิดจากมันระหว่างสงคราม
ยกตัวเลข…พอเป็นตัวอย่างนะครับ…
ญี่ปุ่นต้องจ่ายเงินค่าชดเชย ค่าเสียหายจำนวน 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับฟิลิปปินส์ และ 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับเวียดนาม
จ่ายเงินให้กับคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเพื่อชดเชยเชลยศึก (POW) จำนวน 4.5 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง
ญี่ปุ่นสละทรัพย์สินในต่างประเทศทั้งหมด ประมาณ 23.681 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับพม่า และ 223.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับอินโดนีเซีย
(ที่ต้องจ่ายให้ “พม่า” เพราะ…7 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นบุกพม่าโดยตรงทางทะเลส่วนหนึ่ง และอีกส่วนยกพลขึ้นบกบุกไทยทางอ่าวไทย เคลื่อนกำลังผ่านทางกาญจนบุรี เชียงราย แม่ฮ่องสอน บุกเข้าพม่า เพื่อจะเข้าไปยึดประเทศพม่า ญี่ปุ่นไปจัดตั้ง นายบา มอ เป็นนายกรัฐมนตรีพม่า เพื่อปกครองพม่า เพราะทรัพยากรมหาศาล ญี่ปุ่นไปเจอการต้านทานจากทหารอินเดียที่อังกฤษไปเอามารบทางตอนเหนือของพม่า ทหารญี่ปุ่นตายอย่างทรมานหลายพันนายในป่าเขาในพม่า …ต้องถอยทัพออกมา ข้ามชายแดนมาไทย..ชาว อ.ขุนยวม ดูแล ให้ข้าว ให้น้ำ รอดตายนับพันคน…
หลังสงครามญี่ปุ่นมาสร้างอนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน)
สำหรับสหภาพโซเวียต “สละสิทธิ” ในการชดใช้ค่าเสียหายจากญี่ปุ่น ขอไปยึดเกาะในทะเลของญี่ปุ่น…ทั้งญี่ปุ่นและสหภาพโซเวียตละเว้นการเรียกร้องค่าชดเชยทั้งหมดที่เกิดจากสงคราม
รัฐบาลญี่ปุ่นทยอยจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม ซึ่งสหรัฐก็ให้โอกาสญี่ปุ่น ช่วยสนับสนุนเงินให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวเพื่อทำงานมาใช้หนี้
สหรัฐเข้าไปตั้งฐานทัพในโอกินาวา อดีตสมรภูมิรบดุเดือดที่ทั้ง 2 ฝ่ายเสียทหารในการรบราว 2 แสนนาย
อเมริกามองเห็นพื้นฐานของญี่ปุ่นที่ “เก่ง-ฉลาด-ขยัน-มีวินัย” มาตลอดเป็น “จุดแข็ง” ที่ทั่วโลกต่างยกย่อง ชื่นชม ฟื้นขึ้นมา…แซงหน้าประเทศอื่นๆ แบบเหลือเชื่อ
“การชำระหนี้” สามารถให้เป็นเครื่องจักรกล ยานยนต์ เครื่องมือ แรงงาน…มิใช่เป็นเงินเพียงอย่างเดียว…
หรือ… “ญี่ปุ่นจะโอนทรัพย์สินของตนและของชาติในประเทศที่เป็นกลางในระหว่างสงคราม หรือที่ทำสงครามกับฝ่ายพันธมิตรใดๆ หรือให้เทียบเท่ากับทรัพย์สินดังกล่าวต่อคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำการชำระบัญชีทรัพย์สินดังกล่าวและแจกจ่ายกองทุนผลลัพธ์ไปยังหน่วยงานระดับชาติที่เหมาะสม”
ครบรอบปี ที่ 50-60 และ 70 ที่สงครามยุติ รัฐบาลญี่ปุ่น ได้มีการออก “แถลงการณ์มุรายามะ” ในวันครบรอบ 50 ปีของการสิ้นสุดสงคราม และได้มีการออก “แถลงการณ์โคอิซึมิ” ในวันครบรอบ 60 ปี นอกเหนือจากแถลงการณ์เหล่านี้ ครม.ได้มีมติให้ออกแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2015 ในวันครบรอบ 70 ปีของการสิ้นสุดสงคราม
แถลงการณ์ทุกครั้ง… แสดงความรู้สึกสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งและการขอโทษจากใจจริงสำหรับการกระทำระหว่างสงคราม
ญี่ปุ่นได้จัดการกับปัญหาการชดใช้ทรัพย์สินตรงไป-ตรงมา
ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ…ในเวลานั้น ญี่ปุ่น “ก่อกรรมทำเข็ญ” มหาศาล…โดยเฉพาะการนำผู้หญิงมาบริการทางเพศ ที่เรียกว่า Comfort Women (ผู้หญิงที่ถูกบังคับให้มาบริการทางเพศกับทหารญี่ปุ่น) โดยเฉพาะในเกาหลี จีน
ปี พ.ศ.2538 ประชาชนและรัฐบาลญี่ปุ่นได้ร่วมมือกันก่อตั้ง “กองทุนสตรีแห่งเอเชีย” โดยดำเนินโครงการด้านการแพทย์และสวัสดิการและให้ “เงินชดเชย” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหลายคนได้ส่งจดหมายแสดงความ “ขอโทษและสำนึกผิด”
สิงหาคม 2559 รัฐบาลญี่ปุ่นได้บริจาคเงินจำนวน 1 พันล้านเยนให้กับ “มูลนิธิสมานฉันท์และการรักษา” ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี
การสังหารโหดในเมืองนานกิง ที่ทหารญี่ปุ่นสังหารประชาชนจีนนับแสนคนแบบเมามัน
พ.ศ.2480 กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าเมืองนานกิง จับประชาชนในเมืองเป็นเชลยนับแสนคน เมื่อมีปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหารจึงต้องสังหารประชาชนแบบอำมหิต แม้กระทั่งเด็ก
รอยแค้นของชาวจีน เกาหลี ต่อญี่ปุ่น ยังระอุ
ขอย้ำอีกครั้งว่า…เมื่อญี่ปุ่นย่อยยับ แทบจะสิ้นชาติ เพราะโดนปรมาณู 2 ลูกนั้น กองกำลังสหรัฐที่นำโดยนายพลแมคอาเธอร์ ได้เข้ามาปกครอง จัดการ ตรากฎหมาย การปฏิรูปการทหาร การเมืองเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง
แทบจะเรียกได้ว่า สหรัฐตั้งใจ “สร้างญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่” โดยแนวคิดของสหรัฐ เพื่อให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวโดยเร็ว แต่สหรัฐก็ไม่ลืมจะ “เด็ดปีก เด็ดหาง หักเขี้ยว” ลูกหลานซามูไรให้หมดฤทธิ์
อเมริกาทราบดีว่าชาวญี่ปุ่น เก่ง ขยัน ฉลาด
เพียงแต่ “ผู้นำทางทหาร” ที่หลอกลวง มอมเมา ครอบงำ นำพาประชาชนเข้าสู่สงครามอย่างบ้าคลั่ง
อเมริกาฉลาดล้ำที่จะ “ไม่ฆ่าศัตรูให้ตาย” มองเห็นประโยชน์ของญี่ปุ่นที่จะมีต่ออเมริกาในอนาคต
นายพลแมคอาเธอร์แก้ปัญหาตรงจุด โดยลงโทษผู้นำทางทหาร
รื้อ-สลายกองทัพญี่ปุ่น เหลือแค่กองกำลังป้องกันตนเอง
สั่งห้ามทหารไม่ให้มีบทบาท เกี่ยวข้องทางการเมืองอีกต่อไป
สั่งให้ญี่ปุ่นปฏิรูปที่ดิน ซึ่งในอดีตเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน
อเมริกาจัดการกับนายทุนที่ร่ำรวย ที่สนับสนุนการทำสงคราม นายทุนที่หิวกระหายทั้งหลาย คือ ผู้สนับสนุนกองทัพให้บ้าคลั่ง รุกรานดินแดนประเทศต่างๆ เพื่อความร่ำรวยของตน
นายพลแมคอาเธอร์ยังพยายามที่จะสลายกลุ่มบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น หรือไซบัตสึ เปลี่ยนเศรษฐกิจให้เป็นระบบทุนนิยมในตลาดเสรี
ไม่ช้าไม่นาน…ญี่ปุ่นก็ผงาดขึ้นมายืนแถวหน้าของโลกได้อีก
ทุกวันนี้ ชาวญี่ปุ่นยังนึกถึงคุณูปการของอเมริกา ที่ปลดปล่อยสังคมญี่ปุ่นออกจาก “โซ่ตรวนทางความคิด” ที่เลวร้าย
เรื่องตลกร้าย…ที่ขำไม่ออก คือ… 8 ธันวาคม 2484 เมื่ออเมริกาประกาศสงครามกับญี่ปุ่น (มีชาวญี่ปุ่นที่ไปตั้งรกรากในอเมริกาจำนวนมากก่อนหน้านี้ ได้สัญชาติอเมริกัน) ทางการสหรัฐสั่งคุมขัง “ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น” นับหมื่นคน ไปรวมไว้ในค่ายทหารนานกว่า 2 ปี เพราะไม่ไว้ใจ
หลังสงคราม ชาวอเมริกัน-ญี่ปุ่นเหล่านี้ รวมตัวกันฟ้องศาล
พ.ศ.2531 ภายใต้ พ.ร.บ.เสรีภาพพลเมือง โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องขอโทษชาวญี่ปุ่น-อเมริกันที่ถูกกักขังในค่ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และตกลงที่จะจ่ายเงิน 20,000 ดอลลาร์ให้กับอดีตผู้ถูกคุมขังที่รอดตายแต่ละคน…
ชาวอเมริกัน หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก… ที่ชนะสงครามนอกประเทศ … แต่ต้องมาจ่ายเงินให้ประชาชนตัวเองในประเทศ….

