หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : โอมิครอน บีเอ.2 โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

31.01.22 | 13:26 น.
(ภาพ-ACCESS HEALTH INTERNATIONAL)

ตอนที่นักวิทยาศาสตร์ของประเทศแอฟริกาใต้ตรวจพบเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์โอมิครอนเมื่อราวปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนั้น พวกเขาพบว่า เชื้อโคโรนาไวรัสในกลุ่มโอมิครอนนี้สามารถจำแนกย่อยลงไปอีกได้หลายตัวด้วยกัน

ตัวที่เรียกความสนใจได้เป็นลำดับแรกสุดคือ บีเอ.1, ถัดมาเป็น บีเอ.2 และอีกตัวคือ บีเอ.3

ตอนนั้นทั่วโลกให้ความสนใจไปที่ บีเอ.1 ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วออกไปทั่วโลก เราได้รู้กันในเวลาต่อมาว่า แพร่ระบาดได้เร็วกว่าเชื้อกลายพันธุ์เดลต้า ระหว่าง 2.7-3.7 เท่าตัว

แต่ในเวลานี้นักวิทยาศาสตร์หันความสนใจมาที่ บีเอ.2 หลังจากที่พบว่ามันเริ่มแพร่ระบาดออกไปใน 49 ประเทศแล้ว

ชื่อ บีเอ.2 เริ่มถูกพูดถึงกันมากขึ้น เมื่อสัดส่วนของการแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอน ในประเทศอย่าง สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, อินเดีย และเดนมาร์ก ถูกตรวจพบมากขึ้นอย่างรวดเร็วว่าเกิดจากเชื้อ บีเอ.2 ไม่ใช่ บีเอ.1

Advertisement

พูดอีกอย่างก็คือ บีเอ.2 เริ่มเข้าไปแทนที่ บีเอ.1 ในประเทศเหล่านั้น

ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า บีเอ.2 อาจแพร่ระบาดได้เร็วกว่า บีเอ.1 ที่แพร่ได้เร็วเหลือหลายแล้วนั่นเอง

บีเอ.1 กับ บีเอ.2 แตกต่างกันอย่างไร?

เชื้อโคโรนาไวรัสในกลุ่มโอมิครอนมีการกลายพันธุ์คราวเดียวเป็นจำนวนมาก ที่นักวิทยาศาสตร์ต้องจำแนกย่อยออกมาอีกเพราะว่าเชื้อกลายพันธุ์ที่พบนั้น มีการกลายพันธุ์ส่วนใหญ่เหมือนกัน แต่มีอีกส่วนย่อยส่วนหนึ่งที่เป็นการกลายพันธุ์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ตัวอย่างเช่น บีเอ.1 กับ บีเอ.2 มีการกลายพันธุ์ร่วมที่เหมือนๆ กันอยู่ 32 ตำแหน่ง แต่ตัว บีเอ.2 มีการกลายพันธุ์ 27 ตำแหน่ง ซึ่งไม่มีใน บีเอ.1 และมีการกลายพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองอีก 10 ตำแหน่ง ซึ่งไม่มีทั้งใน บีเอ.1 และ บีเอ.3

ส่วน บีเอ.3 มีการกลายพันธุ์เพิ่มจาก บีเอ.1 อีก 13 ตำแหน่ง โดยมีอีก 1 ตำแหน่งที่ไม่มีทั้งใน บีเอ.1 และ บีเอ.2 เป็นต้น

การกลายพันธุ์ที่มีมากขึ้นของเชื้อโอมิครอน บีเอ.2 ทำให้มันเป็นอันตรายมากกว่าหรือน้อยกว่าเชื้อ บีเอ.1?

คำตอบเท่าที่นักไวรัสวิทยาพอจะตอบได้ในเวลานี้ก็คือ เป็นไปได้ที่มันจะก่อให้เกิดอันตรายได้น้อยกว่า หากพิจารณาตามเหตุปัจจัยที่ใช้จำแนกความเป็นอันตรายของเชื้อ อย่างเช่น การก่อให้เกิดอาการป่วยหนัก และการทำให้ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกป้องเชื้ออยู่ก่อนแล้วติดเชื้อ

เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ประเมินเบื้องต้นว่า เป็นไปได้ที่ บีเอ.2 อาจแพร่ระบาดได้เร็วกว่า บีเอ.1 ได้ราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์

การแพร่ระบาดได้เร็วกว่า หมายถึงทำให้เกิดผู้ป่วยปริมาณมาก ซึ่งอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและเสียชีวิตได้มากขึ้นกว่าเดิม

แต่ในเวลาเดียวกันก็มีข่าวดีที่ว่า นักวิทยาศาสตร์พบว่าวัคซีนที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันป้องกันโอมิครอน บีเอ.2 ได้ดีกว่าการป้องกัน บีเอ.1 ด้วยซ้ำไป

สำนักงานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า การฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วตามด้วยเข็มกระตุ้น ซึ่งเป็นเข็มที่ 3 เมื่อผ่านระยะ 2 สัปดาห์ไปแล้ว ผู้ได้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันไม่ให้ติดเชื้อ บีเอ.2 แล้วแสดงอาการป่วยได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

สูงกว่าการป้องกันทำนองเดียวกันจากการติดเชื้อ บีเอ.1 ซึ่งอยู่ที่ 63 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สำหรับคนที่ฉีดวัคซีนเพียง 2 เข็มเมื่อผ่านไปราว 25 สัปดาห์ จะมีภูมิคุ้มกัน บีเอ.2 ราว 13 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ให้ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ บีเอ.1 เพียง 9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วๆ ไปถึงไม่คิดว่า บีเอ.2 จะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดใหญ่ไปทั่วโลกได้เหมือนกับที่ บีเอ.1 ทำไว้ก่อนหน้านี้อีกครั้งหนึ่ง

แต่อาจก่อปัญหาให้กับบางประเทศที่เคยประสบผลสำเร็จในการป้องกันการแพร่ระบาดของ บีเอ.1 มาแล้ว

เพราะการจัดการกับการแพร่ระบาดของ บีเอ.2 อาจจะยากกว่าการจัดการกับ บีเอ.1 นั่นเอง