หน้าแรก บทความ 218 ปี ประมวล...

218 ปี ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส : พลังขับเคลื่อนของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และจิตวิญญาณการปฏิวัติฝรั่งเศส

7.02.22 | 12:48 น.

หมายเหตุ – บทความเรื่องนี้เรียบเรียงจาก Elisabeth Kirchhogff, Histoire de France, (Molire, 1998), pp. 71-82; Jacques GHESTIN, Gilles GOUBEAUX et Muriel FABRE-MAGNON, Trait de Droit Civil : Introduction Gnrale, 4e dition (L.G.D.J., 1994), pp. 99-107.

หลังจากการเริ่มต้นปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1789 ในปี ค.ศ.1791 สภาร่างรัฐธรรมนูญ (L’Assemble Constituante) ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเสร็จสิ้นตามคำสาบานที่สนามเทนนิส (le serment du jeu de Paume 20 มิถุนายน ค.ศ.1789) ของสภาตัวแทนฐานันดรที่สาม ที่มีชื่อเรียกว่าสภาแห่งชาติซึ่งได้ให้ไว้แก่กัน โดยกำหนดให้มีการปกครองในระบอบที่กษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และต่อมาในปี ค.ศ.1792 ได้ประกาศสถาปนาฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐ และล้มเลิกระบอบกษัตริย์ ต่อมาในปี ค.ศ.1795 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยฝรั่งเศสยังเป็นสาธารณรัฐเช่นเดิม แต่ว่าอำนาจการบริหารประเทศอยู่ภายใต้คณะผู้ปกครองประเทศ จำนวน 5 คน ที่มีชื่อเรียกว่าคณะ Directeurs ส่วนอำนาจนิติบัญญัตินั้นประกอบไปด้วยสภา 2 สภา คือ สภาผู้สูงอายุ (Conseils des Anciens) และสภาสมาชิก 500 นาย (Conseils des Cinq-Cents) แต่รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ปัญหาเศรษฐกิจความอดอยากยากจนของประชาชนยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศอยู่ และยังมีปัญหาการคอร์รัปชั่นในหมู่ผู้ปกครองประเทศด้วย ส่งผลให้บุคคลคนหนึ่งรวบรวมกำลังทหารและประชาชนเข้าทำรัฐประหาร 18 Brumaire (Coup d’Etat du 18 Brumaire) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1799 บุคคลคนนี้ก็คือ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napolon Bonaparte ค.ศ.1769-1821)

มีผู้กล่าวไว้ว่า การเกิดขึ้นของการปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้ประวัติศาสตร์ของยุโรปกลายมาเป็นประวัติศาสตร์ของชาติหนึ่ง เหตุการณ์หนึ่ง และบุคคลหนึ่ง ชาตินั้นก็คือฝรั่งเศส เหตุการณ์นั้นก็คือ การปฏิวัติฝรั่งเศส และบุคคลคนนั้นก็คือ นโปเลียน

นโปเลียนได้ล้มเลิกระบบการบริหารประเทศที่กระทำโดยคณะ Directeurs โดยได้ร่วมมือกับ Directeur ชื่อ Sieys และ Lucien Bonapart ประธานสมาชิกสภา 500 นาย บีบบังคับให้สมาชิกทั้งสองสภายอมรับระบบรัฐบาลกงสุล (Consulat) ที่มีกงสุล 3 คนเป็นผู้บริหารประเทศ ซึ่งในครั้งแรกคือ Sieys, Roger Ducos และ Napolon Bonaparte ซึ่งต่อมานโปเลียนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกงสุลคนที่หนึ่ง และเขาได้แต่งตั้งให้อีก 2 คน คือ Cambacrs และ Lebrun เป็นกงสุล

ภายหลังจากการทำรัฐประหาร Brumaire นโปเลียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งเป็นตุลาการจำนวน 4 คนให้ร่างประมวลกฎหมายแพ่ง คณะกรรมการทั้ง 4 คนนี้ประกอบไปด้วยตุลาการที่เป็นตัวแทนของกฎหมายจารีตประเพณี 2 คน คือ Tronchet ประธานศาลฎีกา และ Bigot de Prameneu ข้าหลวงประจำศาลฎีกา (Commissaire du gouvernement prs le Tribunal de cassation) ตุลาการอีก 2 คนเป็นตัวแทนของกฎหมายลายลักษณ์อักษร คือ Portalis ข้าหลวงประจำศาล Tribunal des prises (Commissaire du gouvernement prs le Tribunal des prises) ซึ่งเป็นกรรมการร่างกฎหมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากที่สุดในบรรดาคณะกรรมการร่างกฎหมายทั้ง 4 คน อีกคนหนึ่งคือ Maleville ผู้พิพากษาประจำศาลฎีกา การเลือกคณะกรรมการร่างประมวลกฎหมายแพ่งของนโปเลียนแสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของนโปเลียนที่ต้องการให้ประมวลกฎหมายแพ่งเป็นสิ่งที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยคณะกรรมการร่างกฎหมายแต่ละท่านล้วนแต่เป็นผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์และความรอบรู้กฎหมายเป็นอย่างดี นอกจากนี้ นโปเลียนยังต้องการให้การร่างประมวลกฎหมายแพ่งคำนึงถึงเจตนารมณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ผ่านมาด้วย ซึ่งคณะกรรมการแต่ละคนก็ล้วนเป็นสมาชิกของคณะก่อการปฏิวัติทั้งสิ้น และสิ่งที่นโปเลียนคำนึงถึงอีกประการหนึ่งในการร่างประมวลกฎหมายแพ่งก็คือ การร่างประมวลกฎหมายจะต้องพิจารณาทั้งกฎหมายจารีตประเพณีและกฎหมายลายลักษณ์อักษรด้วย

Advertisement

การร่างประมวลกฎหมายแพ่งนี้ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 4 เดือนเท่านั้น และเนื่องด้วยการร่างประมวลกฎหมายที่ใช้เวลาสั้นเพียงเท่านี้ ทำให้คณะกรรมการร่างกฎหมายไม่อาจที่จะร่างกฎหมายที่ได้มาจากการคิดค้นของตนเองได้ ที่สามารถจะกระทำได้ก็คือ การคัดเลือกกฎหมายที่ดีที่สุดจากบรรดากฎหมายเก่าทั้งหลายที่มีอยู่ โดยคณะกรรมการร่างกฎหมายได้ยึดถือเอาผลงานของ Domat และ Pothier เป็นหลักในการร่างประมวลกฎหมายแพ่งนี้ นอกจากนี้ ในการร่างประมวลกฎหมายแพ่ง คณะกรรมการจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งกฎหมายลายลักษณ์อักษรและกฎหมายจารีตประเพณีด้วย โดยในส่วนที่เป็นเรื่องสัญญาและหนี้นั้นเอาแบบอย่างมาจากกฎหมายโรมัน ในเรื่องการให้ และพินัยกรรมได้แบบอย่างมาจากคำสั่งของ Daguesseau (Ordonnances de Daguesseau) ในเรื่องการแต่งงานได้แบบอย่างมาจากกฎหมายของฝ่ายศาสนจักร (droit canonique) ถึงแม้ว่าจะมีการแยกกฎหมายของฝ่ายอาณาจักรในเรื่องการแต่งงานออกมาจากฝ่ายศาสนจักรแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม แม้เนื้อหาของประมวลกฎหมายแพ่งจะได้มาจากกฎหมายเก่า แต่สิ่งที่เป็นพลังขับเคลื่อนประมวลกฎหมายแพ่งนี้ก็คือ จิตวิญญาณของการปฏิวัติฝรั่งเศสนั่นเอง

ภายหลังจากที่ได้มีการร่างประมวลกฎหมายแพ่งเสร็จสิ้นแล้วได้นำร่างกฎหมายเสนอต่อศาลฎีกา และศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลทั้งสองให้ข้อสังเกตต่อร่างกฎหมาย จากนั้นจึงได้นำเข้าสู่การตรวจพิจารณาร่างกฎหมายของสภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ (Conseil d’Etat) โดยมีนโปเลียน หรือ Combacrs ซึ่งเป็นกงสุลคนที่ 2 เป็นประธานในการตรวจพิจารณาร่างกฎหมาย นโปเลียนได้ให้ความสำคัญกับการร่างประมวลกฎหมายแพ่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขาได้มองเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งจะเป็นหนทางที่ทำให้เจตนารมณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่สำคัญที่เขาตั้งใจไว้ นโปเลียนได้กล่าวไว้ที่ Sainte-Hlne ว่า “เกียรติยศชื่อเสียงของข้าพเจ้าไม่ใช่การชนะศึกสงคราม 40 ครั้ง การพ่ายแพ้สงครามที่วอเตอร์ลูว์ได้ลบเลือนความทรงจำแห่งชัยชนะที่ผ่านมาของข้าพเจ้าจนหมดสิ้น แต่สิ่งที่ไม่อาจถูกลบเลือนไปได้ และจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์กาล คือ ประมวลกฎหมายแพ่งของข้าพเจ้า (Ma vraie groire n’est pas d’avoir gagn quarante batailles ; Waterloo effacera le souvenir de tant de victoires ; ce que rien n’effacera, ce qui vivra ternellement, c’est mon Code civil)”

(นโปเลียนเป็นคนที่มีความขยันขันแข็งและพากเพียรเป็นอย่างมาก Chaplat รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของนโปเลียนได้กล่าวไว้ว่า นโปเลียนสามารถทำงานได้ถึงวันละ 18 ชั่วโมง การประชุมโดยปกติธรรมดาทั่วไปที่เขาเป็นประธานจะใช้เวลาในการประชุมราว 8 หรือ 10 ชั่วโมง การบริหารปกครองบ้านเมืองของนโปเลียนก็ได้รับการชมเชยจากนักประวัติศาสตร์ว่ากระทำได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างเข้าอกเข้าใจและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นอมตะอยู่ในประวัติศาสตร์ของโลกตราบเท่าทุกวันนี้)

หลังจากที่ร่างประมวลกฎหมายได้ผ่านการตรวจพิจารณาของสภาที่ปรึกษาแห่งรัฐแล้ว ก็ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา le Tribunat ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 100 คน จากนั้นจึงเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ (le Corps lgislatif) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 300 คน สภา le Tribunat และสภานิติบัญญัติ ทำได้แต่เพียงให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งหมด หรือว่าไม่ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายเท่านั้น ไม่มีอำนาจแก้ไขร่างกฎหมายแต่อย่างใด le Tribunat ประกอบไปด้วยสมาชิกส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ก่อการปฏิวัติซึ่งมีอคติกับนโปเลียน และเห็นว่าร่างประมวลกฎหมายนี้กระทำโดยไม่ปรึกษาผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนและยังผูกยึดอยู่กับแนวความคิดในระบบเดิม ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส le Tribunat จึงมีมติไม่เห็นชอบด้วยกับร่างประมวลกฎหมายแพ่ง และเมื่อสภา le Tribunat ไม่เห็นชอบด้วยกับร่างประมวลกฎหมาย สภานิติบัญญัติจึงไม่เห็นชอบกับร่างประมวลกฎหมายด้วย

นโปเลียนจึงได้ถอนร่างประมวลกฎหมายจากการพิจารณาของทั้งสองสภา และเพื่อไม่ให้มีการคัดค้านร่างประมวลกฎหมายในสภา le Tribunat นโปเลียนจึงได้ลดจำนวนสมาชิกใน le Tribunat ให้เหลือเพียง 50 คน และกำจัดฝ่ายตรงข้ามที่คัดค้านออกไป และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพิจารณา ร่างกฎหมายให้ง่ายขึ้น โดยนโปเลียนใช้วิธีเชิญ le Tribunat มาให้ข้อสังเกต เพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายของสภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ ในที่สุดร่างประมวลกฎหมายแพ่งก็ได้รับความเห็นชอบและประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1804 โดยมีกฎหมายทั้งสิ้น 36 ฉบับ ซึ่งก็คือ กฎหมาย 36 ตอนในประมวลกฎหมายแพ่ง จำนวนทั้งสิ้น 2281 มาตรา และมีชื่อเรียกว่า “ประมวลกฎหมายแพ่งของชาวฝรั่งเศส (Code civil des Franais)”

ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ค.ศ.1804 มีรูปแบบการร่างที่ใช้ภาษาที่ชัดเจนแน่นอน และสามารถนำไปปฏิบัติได้ ในส่วนของเนื้อหาของประมวลกฎหมายนั้นได้ช่วยเสริมให้เจตนารมณ์ ของการปฏิวัติฝรั่งเศสให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นด้วยการนำเอาหลักสำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศสมาบรรจุไว้ในประมวลกฎหมาย ซึ่งก็คือหลักเสรีภาพ เสมอภาค และการแยกฝ่ายอาณาจักรออกจากฝ่ายศาสนจักร ด้วยการกำหนดถึงความเท่าเทียมกันของบุคคล เสรีภาพในการทำสัญญา การยกเลิกระบบไพร่ติดที่ดิน (la fodalit) การกำหนดให้มีกฎหมายของฝ่ายอาณาจักรโดยไม่ต้องขึ้นกับฝ่ายศาสนจักร (la scularisation du droit)

ในส่วนที่เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยบุคคลในประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ในเรื่องการสมรส ได้ยินยอมให้มีการหย่าได้ และให้อำนาจสามีเหนือภรรยา ภรรยาจะต้องเชื่อฟังสามี หญิงที่แต่งงานแล้วไม่มีความสามารถตามกฎหมาย ในเรื่องของการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามี ภรรยา สามีเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการแต่เพียงผู้เดียว ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตร ได้รับรองให้ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรตามกฎหมายอยู่เหนือความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรโดยสายโลหิต การใช้อำนาจปกครองของบิดาเหนือบุตรกระทำได้จนกว่าบุตรจะมีอายุ 21 ปี ในเรื่องของมรดก กำหนดให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกที่เท่าเทียมกันระหว่างผู้มีสิทธิได้รับมรดก และจำกัดสิทธิในการรับมรดกของบุตรนอกกฎหมาย

ในส่วนที่เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยเศรษฐกิจ ในเรื่องของทรัพย์สิน ได้กำหนดให้ปัจเจกชนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเด็ดขาดซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงชัยชนะของแนวคิดเรื่องเสรีภาพในการปฏิวัติฝรั่งเศสตามหลักปัจเจกชนนิยม ซึ่งหลักเรื่องนี้มีบัญญัติอยู่ในมาตรา 544 ของประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสฉบับปัจจุบัน การมีอำนาจเหนือในอสังหาริมทรัพย์โดยอาศัยกรรมสิทธิ์ และการหมุนเวียนเคลื่อนย้ายทรัพย์สินได้โดยเสรี ในส่วนที่เป็นกฎหมายว่าด้วยหนี้ กำหนดให้บ่อเกิดแห่งหนี้โดยหลักทั่วไปมาจากสัญญาซึ่งขึ้นอยู่กับความสมัครใจในการตกลงกันระหว่างบุคคล กำหนดให้บุคคลแต่ละคนมีเสรีภาพในการทำสัญญา (หลักนี้บัญญัติอยู่ในมาตรา 6 ของประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสฉบับปัจจุบัน)

อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ค.ศ.1804 มีข้อบกพร่องอยู่หลายประการ คือ เป็นที่ยอมรับกันว่าการจัดโครงสร้างกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งฉบับนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง กล่าวคือ นอกจากในส่วนที่เป็นบทนำแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสแบ่งได้ออกเป็น 3 บรรพ คือ บรรพที่ 1 ว่าด้วยบุคคล บรรพที่ 2 ว่าด้วยทรัพย์สินและการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ด้วยวิธีการต่างๆ บรรพที่ 3 ว่าด้วยวิธีการต่างๆ ในการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นการจัดโครงสร้างประมวลกฎหมายที่ไม่เป็นระบบระเบียบ อย่างไรก็ตาม ข้อบกพร่องนี้ดูแทบจะเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อพิจารณาถึงความสอดคล้องกันของเนื้อหาในประมวลกฎหมายซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้

นอกจากนี้ ข้อบกพร่องที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ในทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับประโยชน์ของปัจเจกชนมากเกินไปจนละเลยและไม่สนใจประโยชน์ของกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคล มูลนิธิ สมาคม การรวมกลุ่มของบุคคล แม้กระทั่งครอบครัว ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษกับผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และบรรดาพวกนายทุนมากกว่าที่จะให้ความคุ้มครองกับผู้ใช้แรงงาน ไม่มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองในเรื่องการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ในการทำงาน จนมีการเรียกประมวลกฎหมายแพ่ง ค.ศ.1804 นี้ว่า กฎหมายของพวกนายทุน ซึ่งเป็นผู้เบี่ยงเบนเป้าหมายของการปฏิวัติฝรั่งเศส

การที่ประมวลกฎหมายแพ่งให้ความคุ้มครองโดยเด็ดขาดในเรื่องกรรมสิทธิ์ของบุคคล ทำให้กระทบกระเทือนต่อประโยชน์ของส่วนรวม และเสรีภาพในการทำสัญญาของบุคคลที่กำหนดไว้ได้ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างมากในทางการพาณิชย์ และก่อให้เกิดการมุ่งแสวงหาประโยชน์ทางวัตถุเหนือสิ่งอื่นใด ส่งผลให้ประมวลกฎหมายแพ่งนี้ตกเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการเอารัดเอาเปรียบ ที่ผู้แข็งแรงกว่ากระทำต่อผู้อ่อนแอกว่า ซึ่งความเท่าเทียมกันตามกฎหมายนั้นมักจะก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันตามความเป็นจริง

ในเรื่องกฎหมายครอบครัวนั้น ด้วยอิทธิพลของนโปเลียนทำให้ประมวลกฎหมายแพ่ง ค.ศ.1804 ให้อำนาจแก่บิดาและสามีมากเกินไป หญิงที่แต่งงานแล้วไม่มีความสามารถตามกฎหมาย และมารดาจะมีบทบาทตามกฎหมายต่อบุตรของตนก็ต่อเมื่อสามีตายหรือเมื่อมีการหย่าร้างเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส (Code Civil) เป็นงานที่มีความยิ่งใหญ่อย่างมาก เนื่องจากเป็นบทบัญญัติทางด้านกฎหมายแพ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของฝรั่งเศส อิทธิพลของประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้แผ่ขยายกว้างไกลไปทั่วโลก นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสถือเป็นสิ่งที่ใช้ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของการปฏิวัติฝรั่งเศส และถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของการทำประมวลกฎหมายที่มีอิทธิพลและคุณค่าเช่นนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสนี้ได้รับการยอมรับอย่างสูงและถือเป็นงานที่ประสบผลสำเร็จอย่างมาก เมื่อได้พิจารณาถึงความยืนยาวของประมวลกฎหมายที่ยังคงใช้บังคับอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้มาเป็นเวลา 218 ปีแล้ว จนได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แท้จริงของประเทศฝรั่งเศสและชาวฝรั่งเศส ถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์ความวุ่นวายทางสังคม การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง จนส่งผลกระทบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตามที่กำหนดในประมวลกฎหมายแพ่งก็ตาม

ในต่างประเทศ ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสแผ่ขยายอิทธิพลไปได้อย่างกว้างไกล นอกจากจะใช้บังคับในทุกประเทศที่อยู่ภายใต้จักรวรรดินโปเลียนแล้ว ยังคงใช้บังคับในประเทศเบลเยียมและประเทศลักเซมเบิร์กจนกระทั่งทุกวันนี้ ใช้บังคับในสวิสโรมันจนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1907 ใช้บังคับในเจนีวาจนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1912 ในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำไรน์ (les pays rhnans) บางประเทศจนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1900 นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสยังมีอิทธิพลต่อบรรดาประมวลกฎหมายในยุโรปหลายประเทศไม่มากก็น้อย เช่น ประมวลกฎหมายของเนเธอร์แลนด์ ค.ศ.1865 ประมวลกฎหมายของอิตาลี ค.ศ.1865 ประมวลกฎหมายของโปรตุเกส ค.ศ.1867 ประมวลกฎหมายของสเปน ค.ศ.1889 และยังมีอิทธิพลต่อประมวลกฎหมายของหลุยส์เซียนา ค.ศ.1808 ประมวลกฎหมายของควิเบก ค.ศ.1866 และต่อประมวลกฎหมายของประเทศในอเมริกากลาง ในละตินอเมริกาและในเอเชียด้วย อิทธิพลของประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสมาลดลงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งของเยอรมันในปี ค.ศ.1900 และประมวลกฎหมายของเนเธอร์แลนด์และของสวิส

ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ถือเป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายนโปเลียน (Code Napolon) ซึ่งมีประมวลกฎหมายทั้งสิ้น 4 ฉบับ โดยยังมีประมวลกฎหมายอื่นที่ถูกเรียกว่าเป็นประมวลกฎหมายนโปเลียนอีก คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1807 ประมวลกฎหมายพาณิชย์มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1808 ประมวลกฎหมายการไต่สวนคดีอาญาและประมวลกฎหมายอาญา (Code d’Instruction Criminelle et Code Pnal) มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1811

บรรดาประมวลกฎหมายนโปเลียนข้างต้นนี้ใช้บังคับอยู่เป็นเวลานานโดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.1958 ได้มีการนำเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้แทนประมวลกฎหมายการไต่สวนคดีอาญา และในปี ค.ศ.1976 ได้มีการนำเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับใหม่มาใช้แทนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม นอกจากนี้ ในปี ค.ศ.1994 ได้มีการนำเอาประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่มาใช้แทนประมวลกฎหมายอาญาฉบับเดิม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาของประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ก็ยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่เค้าโครงและลำดับเลขมาตราได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทั้งหมด คงเหลืออยู่แต่เพียงประมวลกฎหมายแพ่งฉบับเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ได้ถูกยกเลิกไปจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ในส่วนของประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสที่ยังคงใช้บังคับอยู่จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ถือว่ายังคงรูปแบบเดิมไว้ได้มากที่สุด และถือเป็นประมวลกฎหมายที่ทรงคุณค่าและมีคุณภาพที่ดีที่สุดในบรรดาประมวลกฎหมายนโปเลียน แม้ว่าจะได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายครั้งโดยกฎหมายที่ออกในภายหลัง เนื่องจากหลักการของการปฏิวัติฝรั่งเศสบางประการที่เคยกำหนดเอาไว้ในปี ค.ศ.1804 ซึ่งเน้นหนักไปที่หลักปัจเจกชนและหลักเสรีภาพอันเกิดจากแนวความคิดที่จะปกป้องปัจเจกชนจากการใช้อำนาจที่เหนือกว่าของรัฐนั้น ทำให้บุคคลแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาดในทรัพย์สินของตน และมีเสรีภาพในการทำสัญญาโดยรัฐไม่อาจเข้ามาแทรกแซงได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์และสถานะการบังคับใช้กฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป

รวมทั้งได้มีการแก้ไขเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว ที่ให้อำนาจบิดาและสามีมากเกินไปด้วย เป็นต้น สำหรับชื่อประมวลกฎหมายนโปเลียนนี้ก็ยังคงใช้เรียกขานกันอยู่เพื่อระลึกถึงสถานะความเป็นมาของประมวลกฎหมายเหล่านี้ แม้ว่าในความเป็นจริงนั้นเนื้อหา ของประมวลกฎหมายได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ตาม

ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล

อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการในหน้าที่
ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด