คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีมติเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ให้นำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ไปใช้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8 จังหวัด 467 แห่ง และเปิดโอกาสให้โรงเรียนที่อยู่นอกพื้นที่เขตนวัตกรรมการศึกษาที่มีความพร้อมสามารถนำไปทดลองใช้ได้
มติดังกล่าวทำให้เกิดความชัดเจน นอกจากจะลดความสับสนจากที่มีผู้พยายามให้หยุดทดลองใช้ไว้แค่โรงเรียนในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ส่วนโรงเรียนทั่วไปนอกเขตพื้นที่นวัตกรรมฯให้ใช้หลักสูตรเดิม พ.ศ.2551 ต่อไปแล้ว ทำให้หลักสูตรฐานสมรรถนะมีเสถียรภาพขึ้นอีกระดับหนึ่ง
กระนั้นก็ตาม การคัดค้านเพื่อคว่ำหลักสูตรดังกล่าว ไม่แน่ว่าหยุดลงอย่างสิ้นเชิง อาจไปปะทุในเวทีสภาผ่านการยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต่อไปอีก จึงยังเบาใจไม่ได้
สัญญาณรับรู้ได้จากการยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นมาโต้แย้ง อ้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระบุว่า การจัดทำร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะโดยคณะกรรมการจัดทำและพัฒนาที่มีนางสิริกร เป็นประธานอำนวยการ และ น.ส.ตรีนุช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการที่ปรึกษา อาจจะถือว่าส่อเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติหรือไม่ และส่อถือเป็นโมฆะ ไม่มีผลทางกฎหมายหรือไม่ เนื่องจาก กพฐ.ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนเอง
โดยอ้างมาตรา 27 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อฯขึ้นมายืนยัน
ตีความอย่างแคบเช่นนั้น ย่อมแปลความได้ว่าคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามโดย น.ส.ตรีนุช แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรและอนุกรรมการ 4 คณะ ส่อเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติและส่อถือเป็นโมฆะไปด้วยหรือไม่
กรรมการที่มีชื่อตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ศ.นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช, ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร, รศ.ทิศนา แขมมณี ฯลฯ ไม่กลายเป็นผู้ส่อเข้าข่ายร่วมการกระทำการอันขัดต่อ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ไปด้วยหรือ
หากตีความอย่างกว้าง กฎหมายไม่ได้จำกัดหรือห้ามไม่ให้ฝ่ายอื่นเป็นผู้เริ่มต้นเสนอปรับปรุง เพียงแต่ว่าต้องให้ กพฐ.พิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อกำหนดเป็นหลักสูตร
ถ้าการริเริ่มจำกัดอยู่เฉพาะ กพฐ.เท่านั้น ฝ่ายการเมืองที่มาจาการเลือกตั้งเป็นตัวแทนประชาชนก็ไม่สามารถกำหนดนโยบายเรื่องหลักสูตรการศึกษาได้เลย ซึ่งผิดหลักการที่ควรจะเป็น
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เริ่มจากข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานหลังปฏิบัติหน้าที่ครบเวลา 2 ปี ยื่นรายงานต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 ตามมติอนุกรรมการการจัดการเรียนการสอน ผศ.ยุวดี นาคะผดุงรัตน์ เป็นประธาน ประเด็นที่ 2 การปรับหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่สามารถสร้างสมรรถนะสำคัญให้กับผู้เรียนได้ทั้งหมด โดยมีพื้นที่ในหลักสูตรที่จะตอบสนองการพัฒนาผู้เรียนตามความถนัดและความสนใจ รวมทั้งการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรมการแก้ปัญหาในชีวิต อาชีพและสังคมได้อย่างยั่งยืน
กพฐ.ชุดที่ รศ.เอกชัย กี่สุขพันธ์ เป็นประธาน แต่งตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างแนวทางการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) เชิญ นพ.จรัส มาบรรยายสรุป ต่อมามีการแต่งตั้งคณะทำงานยกร่างสาระสำคัญของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน วันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2563 ลงนามโดยนายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ กพฐ.ในขณะนั้น
ย้อนความเป็นมากันชัดๆ เพื่อยืนยันว่า กพฐ.ดำเนินการเรื่องหลักสูตรใหม่เรื่อยมา มาถึงสมัยน.ส.ตรีนุชกลับถูกตั้งข้อสงสัยว่าส่อขัดต่อกฎหมาย จนน่าวิเคราะห์เจตนาของผู้กล่าวหาอย่างยิ่ง และถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น กระทรวงศึกษาธิการเคยมีคำสั่งทำนองเดียวกันมาแล้ว
สมัยนายจาตุรนต์ ฉายแสง และพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ แต่งตั้งคณะกรรมการการปฏิรูหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ วันที่ 14 ตุลาคม 2556 และวันที่ 9 ธันวาคม 2558 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเองทั้งสองคำสั่ง
ทำไมไม่เกิดประเด็นปัญหา ถูกตีรวน ตั้งคำถาม ว่าส่อเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หรือไม่
มาตรฐานของฝ่ายค้านเป็นอย่างไร มาตรฐานเดียว หรือสองมาตรฐาน เลือกปฏิบัติ หรือไม่
การยกข้อกฎหมายมาเป็นเครื่องมือคัดค้านนี้เป็นเรื่องล่อเแหลม อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงว่าด้วยขอบเขตอำนาจระหว่าง กพฐ.กับฝ่ายการเมืองผู้กำหนดนโยบาย จนกลายเป็นความขัดแย้งแทนที่จะร่วมปรึกษาหารือในฐานะ กพฐ.เป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง
สุดท้ายแล้วไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น กลับเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการศึกษา ผู้ที่รับกรรมคือเด็กและสังคมโดยรวม
การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ เป็นประเด็นการกำหนดนโยบายสาธารณะ คนไทยทั้งมวลมีสิทธิร่วมรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

