ดูเหมือนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเป็นช่วง “ขาลง” สุดสุด แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่เป็นรัฐบาลมาหลังทำรัฐประหารจนผ่านช่วงการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 จนถึงขณะนี้
สารพัดปัญหาถาโถมเข้าใส่ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง สินค้าราคาแพง แถมมาเจอปัญหาการเมืองจากกรณี “สภาล่ม” ซ้ำซากครั้งแล้วครั้งเล่า ประเมินกันว่าในรัฐบาลชุดนี้ล่มไปแล้วถึง 17 ครั้ง
รวมถึงปัญหาความเห็นไม่ตรงกันในการทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยกรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียว จนถึงขั้น 7 รมต.ภูมิใจไทย ไม่เข้าร่วมประชุม ครม.เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565
สิ่งสะท้อนว่ารัฐบาลขาลงแบบสุดสุด และพยายาม “ประคับประคอง” ให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ให้ครบเทอมจนถึงปี 2566 ให้ได้ เพื่อจะได้มีโอกาสจัดทำงบประมาณ ปี 2566 ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปค และเข็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์อีกหลายเรื่องให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ก็คือ
กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถึงกับ “ยกมือไหว้” ส.ส.พปชร. ขอร้องอย่าให้เกิดเหตุการณ์สภาล่มซ้ำอีก ในการประชุม ส.ส. เมื่อวันที่ 7 ก.พ.2565 ทำเอา ส.ส.ที่เข้าร่วมประชุมยกมือไหว้ตอบกันแทบไม่ทัน
แต่ก็ยังเกิดเหตุ “สภาล่ม” อีกจนได้
อีกกรณีคือ ภายหลังเกิดปัญหาความเห็นไม่ตรงกันกรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียว จนทำให้ รมต.ภูมิใจไทย ไม่เข้าร่วมประชุม ครม.
แต่หลังจากนั้น 4 วัน หลังการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2565 พล.อ.ประยุทธ์ได้ร่วมหารือนอกรอบกับ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส เกี่ยวกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในศึกอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ
วันที่ 17-18 ก.พ.นี้
ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับเอ่ยปากกับนายอนุทินว่า “หนูช่วยกันหน่อยนะ”
และมีรายงานข่าวมาอีกว่าวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์บอกกับนายอนุทินว่า ตนเอง “มีทางเลือกไม่มาก”
แต่นายอนุทินกลับเล่นบท “หนูช่วยราชสีห์” บอก พล.อ.ประยุทธ์ไปว่า นายกฯมี “ทางเลือกเดียว” คือ อยู่ให้ครบเทอม พร้อมกับควักโพยกระดาษโชว์ตัวเลขเสียงรัฐบาลมี 260 เสียง แม้ว่าหักตัวเลขกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส แต่ก็ยังมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านอยู่
หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ก็ออกมาแถลงข่าว โดยมีนายอนุทิน นายศักดิ์สยาม นายสุชาติ และนายชัยวุฒิ มายืนอยู่ข้างหลังด้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนียวแน่นของพรรคร่วมรัฐบาล หลังเกิดกระแสข่าวความระหองระแหงกับพรรคภูมิใจไทย
ภาพสะท้อนรัฐบาลขาลงดังกล่าว แม้จะดูเหมือนว่ารัฐบาลอาจจะลากยาวไปได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มเปี่ยม ไม่เฉพาะพรรคภูมิใจไทย
ยังมีท่าทีจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาสนับสนุนรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) โดย นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ในฐานะเลขาธิการ ชทพ. ออกมาให้ความมั่นใจว่า รบ.อยู่ยาว “ครบเทอม” แน่นอน
เพราะมองว่าหากยุบสภาเกิดปัญหากับประชาชนแน่นอน เพราะการแก้ปัญหาต่างๆ จะหยุดชะงัก
แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่ง่ายแบบนั้น แม้รัฐบาลจะพยายามประคับประคองถูลู่ถูกังไปให้ได้ เชื่อว่าปัญหา “สภาล่ม” จะยังคงเกิดขึ้น ตราบใดที่เสียงรัฐบาลเกินกึ่งหนึ่งขององค์ประชุมสภาคือ 238 เสียง อยู่ไม่มาก เพราะรัฐบาลเหลือ 246 เสียง โอกาสจะเกิด “งูเห่า” ย้ายฝั่งย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ
โดยเฉพาะยังมีกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส และกลุ่ม 16 ส.ส. นำโดย นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. รวมทั้งยังมี ส.ส.งูเห่าอีกไม่น้อย ยังคงเป็น “หอกข้างแคร่” พร้อมโหวตสวนรัฐบาลได้ตลอดเวลา
ถ้าสถานการณ์การเมืองยังคงเป็นแบบนี้ การพัฒนาประเทศไปไม่ถึงไหน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านแซงไปไกล แถมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเรื่องปากท้อง “ข้าวของแพง” ปรับราคาขึ้นไปแล้ว ไม่มีวี่แววว่าจะลง
สภาพ พล.อ.ประยุทธ์คง “สะบักสะบอม” เต็มที อาจจะหนักกว่าตอนนี้ ถ้ายื้อจนถึงครบเทอม
แน่นอนว่าพรรคร่วมรัฐบาลคงประเมินได้ว่า ถ้าทน “ทู่ซี้” อุ้ม พล.อ.ประยุทธ์ต่อไป คงไม่เกิดผลดีในการเลือกตั้งครั้งต่อไปแน่
การ “ชิงจังหวะ” นี้ เตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ หรืออาจจะเปลี่ยนตัวนายกฯ จึงน่าจะเหมาะกว่าหรือไม่
โดยเฉพาะภูมิใจไทยตอนนี้รวบรวมกำลังพล ส.ส.จากพรรคอื่นๆ เข้ามาอยู่ในสังกัดไม่น้อย กลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 2
ดังนั้น ไม่แน่ว่าอาจได้เห็น คำที่บอกว่า “หนูช่วยกันหน่อยนะ”
อาจเป็นการ “ช่วยซ้ำ” เพื่อให้เลือกตั้งใหม่ เป็นการช่วยแก้ปัญหาของประเทศ ดีกว่าปล่อยให้ยื้อกันต่อไป แล้วไปไม่ถึงไหน ก็อาจเกิดขึ้นได้ใครจะไปรู้

