หน้าแรก บทความ จะเดินหน้าเป็...

จะเดินหน้าเป็นประชาธิปไตย หรือยังอยากกอดเผด็จการ โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

25.02.22 | 13:57 น.

คงไม่ต้องถามกันแล้วกันอีก ว่าเมื่อไหร่ “ประชาธิปไตยประเทศไทยจะเต็มใบเสียที” ประการแรก คือ การแก้หรือร่างรัฐธรรมนูญให้การได้มาซึ่งผู้แทนทุกประเภทต้องเกิดจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายบริหาร

รวมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกไม่เพียงแต่ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” เท่านั้น ต้องเลือกสมาชิกวุฒิสภา (หากมี) ด้วย ยังดีที่ยอมให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา

ส่วนอำนาจที่สาม คือ อำนาจตุลาการให้เป็นระบบการเรียนการสอน และการสอบคัดเลือกตามเดิมไปก่อนก็ได้ แต่หากประมุขของอำนาจตุลาการเป็นไปตามแบบอย่างของประเทศอื่น คือให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกตั้ง

วันนี้เราให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นฝ่ายบริหารพร้อมกันไป ทั้งยอมให้ฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นวุฒิสมาชิกมีเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี กลายเป็นนายกรัฐมนตรีมีฐานเสียงจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร

การเมืองประเทศไทยวันนี้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคการเมืองมาจากการเลือกตั้ง พรรคที่มีเสียงข้างมากมีโอกาสเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่ต้องมีเสียงของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีคนก่อน เฉพาะสมัยนี้ แม้นายกรัฐมนตรีจะมีเสียง “โหวต” จากสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมาก แต่เป็นเสียงจากสมาชิกวุฒิสภา 250 เสียง แม้มีเสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงไม่มาก เสียงก็เกินกึ่งหนึ่งไปแล้ว

Advertisement

ว่ากันตรงไปตรงมา แม้มีเสียงเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะด้วยการลาออกของนายกรัฐมนตรีคนเดิม ซึ่งอาจมีสิทธิกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจากเสียงของรัฐสภาชุดเดิม

หรือจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ แม้จะมีผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกจากพรรคการเมืองหลากหลายพรรค แต่ยังมีเสียงจากวุฒิสมาชิกอีกกึ่งหนึ่ง อาจจะได้นายกรัฐมนตรีคนเดิม

กระนั้น ยังดีที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนคนใหม่ของเขา รวมทั้งพรรคการเมืองใหม่ที่อาจไม่เสนอนายกรัฐมนตรีคนเดิมก็ได้

ขณะที่ยังมีเสียงจากทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมือง และประชาชนบางส่วนที่ต้องการเห็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเลือกตั้ง ที่มีการแก้ไขได้ประกาศใช้ เพื่อให้เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่จะได้ใช้กฎหมายใหม่ดำเนินการให้การเลือกตั้งเป็นไปตามนั้น

อันที่จริง การลาออกของนายกรัฐมนตรีขึ้นกับการตัดสินใจจากตัวนายกรัฐมนตรีเอง เช่นเดียวกับการยุบสภาซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี จากเหตุการณ์ในสภาที่ล้มด้วยเสียงข้างมากหลายครั้งหลายหน หากเป็นประชาธิปไตยคือนายกรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมือง รับรองตัวนายกรัฐมนตรีต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

เช่น เมื่อครั้งนายกรัฐมนตรีชื่อ “บรรหาร ศิลปอาชา” จะถูกล้มอำนาจ เกิดมีการต่อรองว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีหลายคนในเวลาหนึ่งสัปดาห์ แต่หลังจากนั้น นายบรรหารกลับใช้อำนาจนายกรัฐมนตรียุบสภาจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตยจากการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการกดดันจากหลายทาง ทั้งไม่ทน “ทู่ซี้” เพราะรู้ดีว่าการเป็นรัฐมนตรีที่มาจากผู้แทนราษฎรมีความหมายในระบอบประชาธิปไตยมากเพียงใด

เรื่องของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง การลาออกจากตำแหน่ง การยุบสภา เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะระบอบประชาธิปไตยคือการให้ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนของตัวเองไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ ทำหน้าที่บริหารเป็นประการสำคัญ แม้ในประเทศที่ให้อำนาจตุลาการขึ้นกับการคัดเลือกกันเอง ยังให้มีการเลือกประธานฝ่ายตุลาการจากฝ่ายนิติบัญญัติ

ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องใดที่ยังค้างคา เมื่อถึงเวลาประชาชน “เบื่อหน่ายผู้อยู่ในอำนาจนาน” นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจให้ประชาชนพิจารณาว่าความเบื่อหน่ายนั้น เกิดจากจากตัวเองหรือเกิดจากสถานการณ์

การลาออก หรือยุบสภา ให้ประชาชนตัดสินใจจึงเป็นเรื่องถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง