ทุกประเทศ…มี “หลักการสงคราม” เป็นแนวทางชี้นำ สอนแม่ทัพนายกอง ไพร่พลทั้งหลายให้ “เข้าใจตรงกัน” เพื่อชัยชนะ
ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ควรทำอย่างไร …ดิน น้ำ ลม ไฟ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ กลางวัน กลางคืน หน้าแล้ง ฤดูน้ำหลาก หนาวจัด ร้อนจัด…. เป็นคุณเป็นโทษอย่างไร
ของไทยเคยใช้ “ตำราพิชัยสงคราม” มาแต่โบราณกาล
ตำราของจีนมีหลายสำนัก แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ ของ ซุนวู (SUN TZU) เขียนตำราไว้ 13 บท เป็นตำราที่เก่าแก่ที่สุด
ประโยคทองที่คนไทยคุ้นเคยในตำราของซุนวู … “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง…”
ซุนวูสอนว่า…จงสู้รบให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ไฟ – เมื่อยามบุก จงบุกให้เหมือนไฟ ให้รุกกระหน่ำให้โหมหนักไปเรื่อย จนทุกอย่างมอดไหม้
ภูเขา – เมื่อยามที่ตั้งรับ จงนิ่งสงบอย่างหุบเขา ไม่ให้ศัตรูจับได้ว่าเราซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
ลม – เมื่อยามเคลื่อนทัพ จงเคลื่อนให้เหมือนสายลม รวดเร็วโดยไม่ทิ้งร่องรอย…
โรงเรียนทหารในยุโรป อเมริกา และอีกหลายประเทศ ยังต้องเอาตำราของซุนวูไปแปล เพื่อให้ทหารทั้งหลายได้ศึกษา คิด วิเคราะห์
นอกจาก “การรบ-สงคราม” แล้ว ซุนวูสอน “การปกครองบังคับบัญชาทหาร” คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อตรง
สถานการณ์โลกในขณะนี้ (ต้นปี พ.ศ.2565) กำลังระอุ ร้อนแรงด้วยกองทัพรัสเซียนับแสน ภายใต้การนำของ ปูติน บุกเข้าไปในยูเครนแล้วเมื่อเช้า 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565…
รัสเซียประกาศให้ดินแดนในยูเครน 2 เมืองเป็นเอกราช… ปูตินลงนามตั้งให้เป็น 2 ประเทศแยกตัวออกมาจากยูเครนเรียบร้อยแล้ว
เป็นตำนานที่ยืดยาว…ซึ่งขอละเว้น ไม่กล่าวถึง
ผู้เขียนจะขอตีแผ่… หลักการสงครามของรัสเซีย (ในช่วงที่เป็นสหภาพโซเวียต) ในช่วงสงครามเย็น
ปี พ.ศ.2532 ผู้เขียนสอบชิงทุนได้ไปศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกสหรัฐ ณ ฟอร์ตเลฟเวนเวิร์ธ รัฐแคนซัส ศึกษาร่วมกับนายทหารสหรัฐและนายทหารมิตรประเทศของสหรัฐอีก 24 ประเทศ
ตำราที่ต้องอ่านแล้วอ่านอีกคือ The Soviet Army Operations and Tactics (ตามภาพ)
ในช่วงเวลานั้น…เป็นช่วงปลายสงครามเย็น… “ข้าศึก” ของสหรัฐและพันธมิตรนาโต (NATO) คือ กองทัพโซเวียต
โซเวียตก็เห็นว่า นาโตและสหรัฐ คือ ข้าศึก
โรงเรียนเสนาธิการทหารบกสหรัฐผลิตตำราเล่มนี้และเอกสารอีกมหาศาลเพื่อต้องการให้นายทหารสหรัฐ “รู้เขา”
ผู้เขียนได้รับแจกหนังสือ …อาจารย์สั่งให้อ่านทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ทราบว่า กองทัพโซเวียตมีการจัดหน่วย มีหลักการปฏิบัติการ และยุทธวิธีในสนามรบอย่างไร
อดีตทหาร นักวิชาการ หน่วยข่าวกรอง ระดมสมองมาจัดทำเอกสาร ตีแผ่แบบ “รู้แจ้ง-เห็นจริง” แจกจ่ายนายทหารทั้งรุ่นประมาณ 800 นาย ทั้งชายหญิงที่มาเข้าศึกษาหลักสูตร 1 ปี
ต่อไปนี้ คือ สรุปความในตำราแบบกว้างๆ นะครับ…
(ขอย้ำว่านี่เป็นข้อความในตำราเรียนในยุค 1980 ที่ขณะนั้นเป็นสหภาพโซเวียต …จึงขอใช้คำว่า โซเวียต)
หลักนิยมการทำสงครามของโซเวียต มีหลักคิดมาจาก
อุดมคติของลัทธิคอมมิวนิสต์ นโยบายต่างประเทศ ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และกองทัพของข้าศึก ทรัพยากรของโซเวียต ประวัติศาสตร์ของโซเวียต และวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี
การทำสงคราม คือ การกระทำเพื่อสร้างความก้าวหน้าของระบบสังคมนิยม ที่มีปฏิกิริยาต่อฝ่ายทุนนิยม
การทำสงครามของโซเวียต คือ ส่วนต่อเนื่องของงานการทูตที่ล้มเหลว หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเข้าสู่สงครามต้องมีชัยชนะ
แนวความคิดเช่นนี้ เป็นผลมาจากการที่กองทัพโซเวียตภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์เลนิน เคยรบชนะกองทัพนาซีเยอรมันมาแล้ว
โซเวียตเชื่อมั่นใน “อำนาจกำลังรบ” ที่จะใช้ตัดสินปัญหา
กองทัพโซเวียตมีหน้าที่ต้องตอบสนองทำให้ “ผลประโยชน์ทางการเมือง” บรรลุความสำเร็จ
โซเวียตให้น้ำหนักกับ “การแสดงอำนาจกำลังรบ” ที่จะต้องแผ่ขยายออกไปนอกแนวชายแดน ต้องมีอิทธิพลเหนือกว่าเพื่อความปลอดภัยมั่นคงของดินแดน
โซเวียตต้องมีฐานทัพทางบก ทางเรือ ทางอากาศนอกประเทศ
กองทัพโซเวียต มีการจัดกำลัง 4 กลุ่มเพื่อเผชิญกับ นาโต จีน ตะวันออกกลาง และหน่วยกองหนุนระดับยุทธศาสตร์
หน่วยกำลังรบในระดับกองพลมี 3 ประเภท คือ กองพลทหารราบยานยนต์ กองพลรถถัง และกองพลส่งทางอากาศ (ทหารพลร่ม)
กองกำลังโซเวียตที่พร้อมรบและมียุทโธปกรณ์ดีที่สุด คือ กองกำลังที่เตรียมไว้เผชิญกับกลุ่มนาโต
กองทัพบกโซเวียตจัดหน่วยรบทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่อย่างไร ใช้อาวุธอะไร รุก รับ มีหลักการอย่างไร
เรื่องการยิงสนับสนุน (Fire Support) เป็นเรื่องที่กองทัพให้น้ำหนักสูงสุด การยิงถล่มที่หมายด้วยปืนใหญ่ เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ ต้องหนักหน่วง ยาวนานต่อเนื่อง เพื่อมิให้ข้าศึกตั้งตัวได้ ต้องมั่นใจว่าที่หมายถูกทำลายล้างพินาศ เป็นการยิงปูพรม ในขณะที่หน่วยรถถังบุกทะลวงไปข้างหน้า ตามด้วยทหารราบยานยนต์
หน่วยปฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิกส์จะรบกวน (Jamming) ไปทำลายการติดต่อสื่อสารของข้าศึก
(ท่านผู้อ่านจะเห็นการซ้อมรบของกองทัพรัสเซียจะใช้เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง (MRLS) ยิง 40 ลูก/40 ท่อ จากเครื่องยิงนับ 10 หน่วย ให้ไปลงในพื้นที่เป้าหมายแบบ “ไม่ยั้ง”)
กองทัพรัสเซียเน้นอำนาจการยิงสูงสุด ต้องไม่มีใครรอดชีวิตและต้อง “ยิงทำลายปืนใหญ่-ที่ตั้งของข้าศึก” ได้อีกด้วย
(หลักการนี้…ใช้กันทั่วไป ขึ้นอยู่กับเครื่องมือ : ผู้เขียน)
การจู่โจมสร้างความตระหนกตื่นกลัวให้กับฝ่ายข้าศึกแตกพ่าย คือ สิ่งที่ต้องทำ ทุ่มโถมกำลังให้เหนือกว่า และต้องเด็ดขาด
การทำสงคราม ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
ต้องทำให้ข้าศึก…พะวง สับสนมากกว่า 1 ปัญหา
ไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น นอกจากมุ่งทำลาย สังหารข้าศึก
ด้วยกำลังที่เหนือกว่า… ต้องพุ่งเข้าบดขยี้ “ข้าศึกที่อ่อนแอ” ก่อน
ต้องมุ่งทำลายข้าศึก “ในทางลึก” ที่ไกลออกไป (ใช้อาวุธปล่อย)
ต้องมี “แผนการลวง” ในเรื่องทิศทางเข้าตี และเข้าตีในทิศทางที่ข้าศึกคาดไม่ถึง ให้สภาพอากาศ ภูมิประเทศเกื้อกูลฝ่ายเรา
กองทัพโซเวียตยังมองหา “โอกาส” ที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ และอาวุธเคมี ชีวะ รังสี ในลักษณะจำกัด ซึ่งกองทัพเองก็ตระหนักดีถึงอันตรายต่อฝ่ายตนและผลการทำลายที่ยากต่อการควบคุม…
ข้อความข้างบนนี้…เป็นเพียงบางส่วน บางตอนของตำราที่ผู้เขียน “ยังเก็บไว้” นาน 33 ปี ซึ่งปัจจุบันหลักการคงเปลี่ยนไปบ้างตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความก้าวหน้าของอาวุธทั้งปวง
จะเห็นได้ว่ามีการปลูกฝังอุดมการณ์ของระบบสังคมนิยมลงไปในความคิด จิตสำนึกของตัวทหารและกองทัพ
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดินแดน และประชาชน โซเวียตแหลกลาญ พลีชีพไปนับสิบล้านคน เจ็บช้ำน้ำใจที่ฮิตเลอร์หักหลัง
24 สิงหาคม พ.ศ.2482 มีการลงนามกติกาสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบินทร็อพ (Molotov-Ribbentrop Pact) ณ กรุงมอสโก เป็นกติกาสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างเยอรมนีกับสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (German-Soviet Non-aggression Pact) และยังมีข้อตกลงอีกหลายฉบับที่สร้างความไว้วางใจ นาซี-โซเวียต
ในเวลานั้น…โซเวียตยังไม่แข็งแรง เปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์
22 มิถุนายน ค.ศ.1941 ฮิตเลอร์หักหลังโซเวียต สั่งกองทัพนาซีเยอรมันนับแสนนายบุกเข้าโซเวียตทางตะวันตก กองทัพเยอรมันบดขยี้ประชาชนและกองทัพโซเวียตแบบหฤโหด
ฮิตเลอร์ต้องการดินแดน ทรัพยากรอันมั่งคั่งของโซเวียต โดยเฉพาะในแคว้นยูเครนที่อุดมสมบูรณ์ …แต่ในที่สุดกองทัพนาซีก็ต้องเผชิญกับความหนาวของแผ่นดินหมีขาวใกล้กรุงมอสโกจนต้องถอยทัพออกไป
นี่คือความขมขื่น ความเคียดแค้นของประชาชน และกองทัพ ที่น่าจะหล่อหลอมความคิดทำให้เกิดหลักนิยมการทำสงครามเป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง ที่มุ่งเน้น “ไม่ให้ภัยคุกคามเข้ามาใกล้” รวมทั้งดินแดนที่ต้อง “รวมตัวกัน” เพื่อความมั่งคั่ง ยั่งยืน
ระแวง ระวังไม่ยอมให้ใครมาเข้าใกล้ ใครจะแยกไปไหนไม่ได้…
กองทัพมุ่งเน้นทำสงครามด้วย “รบด้วยวิธีรุก”
ดินแดนแห่งความผกผัน สลับซับซ้อน เก่าแก่ ยาวนาน มีมนุษย์หลากหลายเผ่าพันธุ์แย่งชิงอำนาจ ทรัพยากรแบบเลือดทาแผ่นดิน แม้กระทั่งรัฐในการปกครองของโซเวียตก็ต้องระแวงกันเอง
บางช่วงรุ่งเรือง เฟื่องฟู ก้าวล้ำนำใคร ผ่านร้อน ผ่านหนาว ความทารุณโหดร้ายของสงครามอย่างโชกโชน สูญเสีย ป่นปี้ แบบที่ชาวโลกไม่ค่อยได้รับรู้
ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลกได้เพราะ “เก่งจริง” มีนักวิทยาศาสตร์ มีคนเก่งในทุกด้านแม้กระทั่งกีฬา
ทุกการเปลี่ยนแปลงมีการเสียเลือดเนื้อ มีการทำลายล้างสูง
ชาวโลกตั้งฉายาประเทศนี้ว่า “หมีขาว”
สัญลักษณ์ที่น่าเกรงขาม คือ ค้อนและเคียว ที่เป็นการแสดงพลังของเกษตรกร ผู้ใช้แรงงานที่ต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
ช่วงทศวรรษ 1970 โซเวียตประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ เพราะสร้างกองทัพใหญ่มหึมา
นายกอร์บาชอฟ ขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ.2528 ขณะมีอายุ 54 ปี เขาได้ริเริ่มการปฏิรูปต่างๆ เพื่อชุบชีวิตใหม่ให้ประเทศที่กำลังซบเซา
เกิดการโค่นล้มกอร์บาชอฟ
25 ธันวาคม พ.ศ.2534 นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ
26 ธันวาคม พ.ศ.2534 รัฐสภาโซเวียต หรือ “โซเวียตสูงสุด” (The Supreme Soviet) ได้ให้การยอมรับรัฐเอกราชใหม่ 15 รัฐ อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการสิ้นสุดของสหภาพโซเวียต
ชาวโลกเรียกว่า การล่มสลายของโซเวียต
ประธานาธิบดีปูตินเคยกล่าวว่า การแยกตัวของรัฐต่างออกไปจากแผ่นดินโซเวียต คือหายนะทางภูมิรัฐศาสตร์ขอโซเวียต การรวมกันคือความมั่นคง มั่งคั่ง และเป็นพลังอำนาจสูงสุด
วันนี้…รัสเซียพร้อม แข็งแกร่ง ขอเบ่งกล้ามโชว์
เหตุการณ์ที่ “พญาหมีขาว” เขย่าโลกให้สั่นคลอนในตอนนี้ คือความในใจ คืออุดมการณ์ของประธานาธิบดีปูตินที่ใฝ่ฝัน
ไม่เกรงหน้าอินทร์ หน้าพรหมทั้งนั้น ที่จะรวบรวมดินแดน
คำถาม คือ…ท่านปูติน ฝันไปไกลกว้างใหญ่แค่ไหน

