เดินหน้าชน : ปลุกกระแสบีอีวี โดย นายด่าน

28.02.22 | 13:40 น.

ปลุกกระแสให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของไทยกลับมาคึกคัก หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle) หรือ BEV ตามที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี เสนอ

มาตรการหลักคือ การกำหนดแพคเกจช่วยเรื่องภาษีและเงินสนับสนุนคันละ 70,000-150,000 บาท

ทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเราราคาถูกลง ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ เพราะปัจจุบันราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ส่วนใหญ่นำเข้าต่ำสุดเกือบล้านบาท

รายละเอียดที่ ครม.เห็นชอบหลายๆ คนน่าจะทราบแล้ว ขอยกมาบางส่วน เช่น รถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท แต่ต้องผลิตและประกอบในประเทศไทย ลดอากรนำเข้าสูงสุด 40% ในปี 2565-2566 ลดภาษีสรรพสามิตรถจาก 8% เป็น 2% และรถกระบะเป็น 0%

แบตเตอรี่ต้องต่ำกว่า 30 kWh ให้เงินอุดหนุน 70,000 บาทต่อคัน แบตเตอรี่มากกว่า 30 kWh ให้เงินอุดหนุน 150,000 บาทต่อคัน โดยให้เงินอุดหนุนช่วงปี 2565-2568

Advertisement

การออกแพคเกจรถ “บีอีวี” ของรัฐบาล ทำให้ขณะนี้ค่ายรถยนต์ตื่นตัวเตรียมนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ออกมาเป็นทางเลือกให้ประชาชนมากขึ้น และจะทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน

ข้อมูลของกรมการขนส่งในปี 2564 มีการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% รวม 3,994 คัน จดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าลูกผสม 218,381 คัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า “ผลของมาตรการดังกล่าว จะทำให้ปี 2565 ยอดขายรถยนต์ BEV ในประเทศปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 4,000-5,000 คัน จากที่คาดว่าจะทำได้ 2,000 คันในปี 2564 โดยแม้ตัวเลขยอดขายปี 2565 จะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.5-0.6% ของยอดขายรวมทั้งปีที่คาดว่าจะทำได้ 780,000-820,000 คัน

หากมาตรการที่ออกมาสามารถกระตุ้นทั้งฝั่งผู้ซื้อและค่ายรถได้ดี ก็มีโอกาสที่ยอดขายจะเพิ่มจำนวนขึ้นในอัตราเร่งในปีถัดๆ ไป จนอาจเพิ่มขึ้นไปถึง 25,000 คันในปี 2568 เมื่อสิ้นสุดโครงการ

โดยประเภทรถยนต์ BEV ที่จะเข้ามาทำตลาดได้ในช่วงแรก คือ รถยนต์นั่ง ทั้งนี้ ในนั้นกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดต่างๆ น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีตามเทรนด์ความนิยมของตลาดโลกในขณะนี้

สิ่งที่จำเป็นต้องมีการพัฒนาขึ้นควบคู่กันไปด้วยก็คือ ความสะดวกในการเข้าถึงจุดชาร์จไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ BEV ของผู้บริโภค

โดยภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันผลักดันให้เกิด คือ การเพิ่มจำนวนจุดชาร์จไฟฟ้าที่มีหัวจ่ายแบบ DC หรือระบบชาร์จเร็ว รวมถึงขยายจุดชาร์จไฟฟ้าหัวจ่ายแบบ AC ตามที่จอดรถสาธารณะหรือที่ให้เช่า การสร้างระบบจัดการข้อมูลในการจองหรือเลือกจุดชาร์จที่มีประสิทธิภาพและใช้งานง่าย”

หากดูจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทย ตามข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ที่มีอยู่เพียง 827 แห่ง คงไม่เพียงพอและสอดคล้องกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

เฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี มีแค่ 376 สถานีเท่านั้น ส่วนเส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอยู่ 89 สถานี

ในหลายประเทศที่รัฐบาลส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า มีการกำหนดแผนกันอย่างชัดเจนในการสร้างสถานีชาร์จ

ที่อังกฤษ “บอริส จอห์นสัน” นายกฯ ประกาศนโยบายในช่วงปลายปีที่ผ่านมาว่า ในปี 2022 อาคารใหม่ทั้งหมดในอังกฤษจะต้องติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ภายในปี 2050 ตั้งเป้าติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะเกือบ 26,000 จุด เป็นแบบชาร์จเร็ว 4,900 จุด

แม้การคลอดแพคเกจรถบีอีวีของไทยจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล่าช้า ต้องใช้เวลากว่า 5 ปี ตั้งแต่ ครม.เห็นชอบแต่งตั้งบอร์ดอีวีในปี 2560

แต่ก็ไม่สายไปที่จะขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมพลังงานสะอาด