นับตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2540 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 24 ปีแล้ว และกฎหมายฉบับนี้เองเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดโอกาสอย่างกว้างขวางให้ประชาชนมีสิทธิในการได้รู้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการต่างๆ ของรัฐ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สิทธิในการได้รู้ (Right to Know) ภายใต้หลักการ “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” โดยที่ผ่านมามีประชาชนใช้สิทธิตามกฎหมายฉบับนี้เพื่อตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้ก็มุ่งคุ้มครองสิทธิของประชาชนและบุคคลที่อาจถูกกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพอีกประการหนึ่งด้วย และเป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลข่าวสารที่มีผู้มาใช้สิทธิร้องขอมากที่สุด คือ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนวินัย ดังนั้น บทความนี้จึงเป็นการรวบรวมแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และวิเคราะห์แนวคำวินิจฉัยดังกล่าว เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลที่สนใจ ใช้ศึกษาและเป็นแนวทางในการพิจารณาเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่ถูกกระทบจากการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอีกด้วย
สรุปแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
1.ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือสำนวนการสอบสวนทางวินัย ที่อยู่ระหว่างดำเนินการคณะกรรมการฯ จะพิจารณาไม่เปิดเผย เนื่องจากการเปิดเผยจะเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนอันจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ ตามมาตรา 15 (2) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 เว้นแต่ มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏเพิ่มเติมคณะกรรมการวินิจฉัยฯ จะพิจารณาให้เปิดเผย เช่น
(1) กรณีใช้เวลาพิจารณาเป็นเวลานานเกินสมควร
(2) เป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการตามปกติและไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำนวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง
2.ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนข้อเท็จจริงหรือสำนวนการสอบสวนทางวินัย ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว (ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้งได้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว เช่น มีคำสั่งลงโทษ หรือมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง) คณะกรรมการวินิจฉัยฯ จะพิจารณาให้เปิดเผย เนื่องจากการเปิดเผยไม่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาสอบสวนทางวินัยเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ ตามมาตรา 15 (2) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อุทธรณ์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เช่น เป็นผู้ถูกกล่าวหา เป็นต้น ย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอเพื่อใช้ในการปกป้องสิทธิของตนตามกฎหมาย การเปิดเผยจะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบในการสอบสวนทางวินัยของหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่ มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏเพิ่มเติม คณะกรรมการวินิจฉัยฯ จะพิจารณาไม่เปิดเผย เช่น
(1) สำนวนการสอบสวนของผู้อื่นที่ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับกรณีการสอบสวนทางวินัยของผู้ขอ
(2) การเปิดเผยอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด
3.บันทึกถ้อยคำพยานบุคคล ที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนวินัย หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระบวนการสอบสวนวินัยได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้อุทธรณ์แล้ว บันทึกถ้อยคำของพยานบุคคลย่อมสามารถเปิดเผยได้ ยกเว้นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลและข้อมูลข่าวสารในขอบเขตสิทธิส่วนบุคคล ได้แก่ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ลายมือชื่อ หมายเลขประจำตัวประชาชน ชื่อบิดา มารดา ของพยานที่ปรากฏในบันทึกการให้ถ้อยคำของพยาน เนื่องจากผู้อุทธรณ์ไม่ได้แสดงเหตุผลให้มีน้ำหนักเพียงพอว่าการได้ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้อุทธรณ์อย่างไร การเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร ตามมาตรา 15 (5) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540
4.กรณีสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติชี้มูลความผิดวินัย และส่งเอกสารดังกล่าวให้หน่วยงานต้นสังกัดเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยผู้ถูกกล่าวหา คณะกรรมการวินิจฉัยฯเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ากระบวนการดำเนินการทางวินัยจะยังไม่เสร็จสิ้นโดยหน่วยงานยังมิได้มีคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ถูกกล่าวหา แต่การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาที่จะรับทราบข้อมูลข่าวสารนี้ เพื่อใช้ปกป้องส่วนได้เสียของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกฎหมายให้ถือว่ารายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนวินัยและให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงโทษโดยไม่ต้องสอบสวนใหม่ ตามมาตรา 91 (2) และมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 การเปิดเผยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วย่อมไม่ส่งผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาสั่งลงโทษทางวินัยของหน่วยงานอันจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 15 (2) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 แต่อย่างใด
ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจึงเปิดเผยให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้ ยกเว้นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลและข้อมูลข่าวสารในขอบเขตสิทธิส่วนบุคคล ได้แก่ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ลายมือชื่อ หมายเลขประจำตัวประชาชน ชื่อบิดา มารดา ของพยานที่ปรากฏในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ให้ปกปิดไว้

