ประเทศฟินแลนด์…ได้รับเลือกให้เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ปรากฏใน “รายงานความสุขโลก” (World Happiness Report) ของสหประชาชาติ ในปี 2561, 2562, 2563, 2564 และ 2565
ดินแดนที่มีฤดูหนาวราว 200 วัน มั่งคั่งไปด้วยหิมะขาวโพลน…ราว 2 เดือนเต็มที่ดวงอาทิตย์ไม่เคยขึ้นเหนือขอบฟ้า อุณหภูมิที่สามารถลดลงถึงติดลบ 20 องศา คือ สภาพภูมิอากาศประจำถิ่น
สหประชาชาติจัดอันดับให้ “อัฟกานิสถาน” เป็นประเทศที่ไม่มีความสุขมากที่สุด รองลงมาคือ “เลบานอน”
(ผลการสำรวจนี้ ทำก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน)
ฟินแลนด์ประเทศขนาดเล็ก ตอนบนของยุโรป มีประชากรราว 5.52 ล้านคน (ข้อมูล ณ ปี 2562) พื้นที่ราว 338,455 ตร.กม. ประชากรส่วนมากอาศัยอยู่ในตอนกลางและตอนใต้ของประเทศ และพูดภาษาฟินนิช
ภาษาอังกฤษ เรียก “คน” และ “ภาษา” ในประเทศนี้ว่า ชาวฟินนิช (Finnish) และภาษาฟินนิช
เมืองหลวง คือ กรุงเฮลซิงกิ (Helsinki)
ดินแดนแห่งความสงบสุขแห่งนี้ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ของทวีปยุโรป มีประชากรเบาบางที่สุดในสหภาพยุโรป
การปกครองเป็นระบบสาธารณรัฐ มีรัฐสภาที่ประกอบด้วย 311 เทศบาล และ 1 เขตปกครองตนเอง คือ หมู่เกาะโอลันด์
ประชากรมากกว่า 1.4 ล้านคน อาศัยอยู่ในปริมณฑลเฮลซิงกิ
“รายงานความสุขของโลก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือการสนับสนุนทางสังคม ความเอื้ออาทรต่อกัน และความซื่อสัตย์ในรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเป็นอยู่ที่ดี” นักวิชาการระบุ
ชาวฟินแลนด์เองก็ยอมรับในความสงบสุข บ้านเมืองมีมาตรฐานจัดการบริหารเพื่อประชาชน ปฏิเสธไม่ได้ว่า…ที่นี่มีธรรมชาติที่สวยงาม…ได้รับการดูแลอย่างดี มีระเบียบ
ประเทศที่เต็มไปด้วย “ป่าไม้และทะเลสาบ” อันกว้างใหญ่ มีความโดดเด่นในเรื่อง การบริการสาธารณะ
เป็นต้นตำรับของ “ห้องเซาน่า” ที่แพร่หลาย ปัญหาอาชญากรรมและความเหลื่อมล้ำอยู่ในระดับต่ำ
ผู้เขียนมีเพื่อนชาวฟินแลนด์หลายคน ที่เคยไปทำงาน “ควบคุมการหยุดยิง” ในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย ในช่วงปี 2547-2548 ทุกคนมีอัธยาศัยดี ขยัน มีความรับผิดชอบสูง
อดีตนายทหารชาวฟินแลนด์ ชื่อ พลตรี ยาโก อ็อกซาเนน (MG Jaakko Oksanen) ที่เคยทำงานใกล้ชิดที่สุด เคยเล่าให้ฟังว่า
“ตำรวจในฟินแลนด์แสนสบาย ไม่มีลักวิ่งชิงปล้น … เรื่องด่วนที่สุด คือ ไปนำตัวคนเมาที่นอนหลับในที่สาธารณะและในร้านเหล้า มาใส่รถตำรวจ แล้วจัดที่นอนอย่างดีให้ในสถานีตำรวจ…แค่นี้ก็ตื่นเต้นกันทั้งเมืองแล้ว… พอตื่นเช้าหายเมา ก็มีอาหารให้กิน…แล้วก็กลับบ้านไป …โดยมากจะเป็นคืนวันศุกร์และสุดสัปดาห์”
นี่คือเหตุร้ายแรงที่นานๆ จะเกิดสักครั้ง
เมื่อราวเดือนธันวาคมปี 2564 ผู้เขียนโทรไปทักทายกับเพื่อนอดีตนายทหารผู้นี้ในฟินแลนด์ …มีเสียงหัวเราะ พร้อมทั้งบอกว่า… ออกมาจากกรุงเฮลซิงกิ… ไปตั้งแคมป์ในป่า ริมลำธาร ตกปลา ทำอาหารแบบปิ้งย่าง มากันทั้งครอบครัว เน้นที่หลาน 3 คน และจะมาอยู่แบบนี้ปีละ 1 เดือน…ชาวฟินแลนด์ชอบชีวิตแบบนี้
อะไร คือ ตัวชี้วัด (ขอกล่าวถึงเฉพาะฟินแลนด์)
ความสุขเกิดจากปัจจัยหลายประการ ซึ่งชาวฟินแลนด์ให้เครดิตกับ “ความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ” และ “กิจกรรมกลางแจ้ง”
ชาวฟินแลนด์ถูกปลูกฝังให้ รัก หวงแหนธรรมชาติ ครอบคลุมทั้งป่าไม้หรือในน้ำที่แสนสะอาด รวมทั้งในเมือง
ความสุขของพลเมือง… มาจากการรับรู้ถึงเสรีภาพ ความซื่อสัตย์ สวัสดิการ สุขภาพที่ดี ความเอื้ออาทร รายได้
อายุยืน สุขภาพดี (อายุเฉลี่ย 81.7 ปี) มีเสรีภาพในการเลือกชีวิตและมีรัฐบาลที่เชื่อถือได้
ชาวเมือง พบหนทางสู่ความพึงพอใจสูงสุด แม้จะมีสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและแสงแดดเพียงเล็กน้อยเป็นเวลานาน
บทเรียน (บางประการ) ที่นักวิชาการ เราสามารถดึงออกมาจากวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมเฉพาะตัวของชาวฟินแลนด์…
“การบำบัดด้วยป่าไม้” (Forest Therapy)
อันที่จริงแล้ว…การใช้เวลาเพียง 30 นาที ในการซึมซาบพลังบำบัดของธรรมชาติ จะช่วยลดความดันโลหิตสูงและภาวะซึมเศร้าได้…ฟินแลนด์ ก็ไม่มีปัญหาขาดแคลนป่าไม้ ป่าไม้ครอบคลุมพื้นที่ 75 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก
ชาวฟินแลนด์พบว่า….ทุกคนมีสิทธิที่จะเพลิดเพลินไปกับป่าไม้และ สวนสาธารณะ ถึงขนาดเกิดแนวคิดทางกฎหมาย เรียกว่า “สิทธิของทุกคน” ที่ทำให้ประชาชนทั่วไปได้เดินเที่ยวเตร่ได้อย่างอิสระในพื้นที่ธรรมชาติ ป่าไม้ ทะเลสาบ และแม่น้ำ
กล่องเด็กทารก…(Baby Box)
ตั้งแต่ปี 2481 เป็นต้นมา ประเทศฟินแลนด์มีประเพณีที่น่าภาคภูมิใจในเผ่าพันธุ์ตนเอง โดยพยายามให้เด็กทุกคนมีการเริ่มต้นชีวิตที่เท่าเทียมกันและมีสุขภาพดี เมื่อมีเด็กเกิดใหม่ รัฐบาลจะจัดให้มี “กล่องเด็กทารก” เพื่อพยายามรับมือกับอัตราการเกิดที่ลดลง
ในกล่อง… จะมีชุดเสื้อผ้าและของใช้สำหรับทารก และอีกหลายรายการที่รัฐบาลจัดจำหน่ายให้ “คุณแม่มือใหม่” ทุกคน
นอกจากนี้ครอบครัวของทารก ยังได้รับประโยชน์จากเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ “บริการรับเลี้ยงเด็ก” ในราคาประหยัดและการศึกษาระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัยที่แทบไม่เสียค่าใช้จ่าย
เยาวชน จะถูกบ่มเพาะด้วย “การใช้เวลาในธรรมชาติและกลางแจ้ง” ตั้งแต่อายุยังน้อย
สังคมเมือง “ปลอดภัย” สำหรับซึ่งเด็กๆ ที่สามารถเดินกลับบ้านจากโรงเรียนได้ตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ ทำให้เกิดการเรียนรู้ พึ่งตนเอง มีความรู้สึกเป็นอิสระที่ดี
ชาวฟินแลนด์มีนิสัย ไม่โอ้อวด ไม่คลั่งวัตถุ
จากการศึกษาพบว่า…โซเชียลมีเดียในโลกปัจจุบัน มีส่วนในการสร้าง “ความรู้สึกไม่พอใจ-ความคับแค้น” ของผู้คนโดยไม่รู้ตัว
เพราะตัวหนังสือและภาพทั้งปวงในโซเชียลมีเดีย “กระตุ้นให้เราเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นอยู่เสมอ”
ผู้เชี่ยวชาญชาวฟินแลนด์และนักวิจัยด้านสุขภาพ เชื่อว่าโดยทั่วไปแล้วชาวฟินแลนด์ ไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะนำเสนอมุมมองที่ดีเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาบนโซเชียลมีเดีย… ไม่โอ้อวด
ไม่คุยโวเกี่ยวกับความสำเร็จและความมั่งคั่ง
“…ชาวฟินนิช ไม่ได้ทะเยอทะยานเกินไปเกี่ยวกับสิ่งที่ชีวิตควรจะได้รับ แต่ยอมรับสิ่งที่มีมากมายในชีวิต และแน่นอนว่าสิ่งนี้สามารถช่วยให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่พวกเขามีอยู่ในปัจจุบัน…”
ชาวต่างชาติทั้งหลาย “เพ่งมอง-ตั้งข้อสังเกต” แล้วพบว่า…
“ความสุขแบบฟินแลนด์ไม่ได้ลึกซึ้ง…แค่ผิวเผินและมองเห็นได้ในทันที มันฝังแน่นอยู่ในตัวของเขา ความสุขที่ยั่งยืน คือ พลังวิเศษของเขา และนั่นหมายความว่า…เขามักจะใช้ชีวิตตามที่มันมาถึง ซึ่งเป็นลักษณะที่ช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลาท้าทายเหล่านี้ เขาซาบซึ้งกับสิ่งเล็กน้อยในชีวิตประจำวันของเขา เช่น การนั่งเงียบๆ บนม้านั่งและจ้องมองที่ทะเลสาบที่สงบยิ่ง หลังจากการอบตัวด้วยเซาน่าอันแสนจะผ่อนคลาย หรือการแช่ตัวในทะเลในตอนเช้าก่อนเริ่มต้นวันทำงาน”
เรื่องระบบการศึกษา…ที่ทั่วโลก (ก็ยกย่อง)
งานที่ยากที่สุดของครู คือ การค้นหา-สร้างรูปแบบ ที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนที่มีความแตกต่างกัน
ฟินแลนด์ได้ปฏิรูประบบการศึกษาของตนจนผงาดขึ้นเป็น 1 ในประเทศที่มีระบบการศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์สูงที่สุดในโลก ให้เด็กใช้เวลาที่โรงเรียนน้อยลง และให้ทำการบ้านและสอบน้อยลง
ระบบการศึกษา…เริ่มกันตั้งแต่โปรแกรมรับเลี้ยงเด็ก สำหรับทารกและเด็กวัยหัดเดิน และก่อนวัยเรียน 1 ปี
การศึกษาปฐมวัย ให้ความสำคัญกับการเคารพในความเป็นตัวของตัวเอง และสร้างโอกาสที่เด็กแต่ละคนจะพัฒนาเป็นบุคคลที่มีเอกลักษณ์ มีคุณค่าต่อสังคม
ในระดับปฐมวัยของเด็ก จะแนะนำเด็กๆ ในการพัฒนาทักษะทางสังคมและการโต้ตอบ กระตุ้นให้พวกเขาใส่ใจกับความต้องการและความสนใจของผู้อื่น ห่วงใยผู้อื่น และมีทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น ในวัฒนธรรมอื่นๆ และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ปรัชญาทางการศึกษา คือ ค่อยๆ ให้โอกาสสำหรับความเป็นอิสระที่เพิ่มขึ้น…เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถดูแลตัวเอง กลายเป็น “ผู้ใหญ่” ที่มีความสามารถในการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ มีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผลในสังคม และดูแลผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา
โรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความสามารถทุกระดับขั้นพื้นฐานบังคับ 9 ขวบ (เริ่มตอนอายุ 7-16 ปี) หลังมัธยมศึกษาตอนต้นจะแบ่งเป็นสายวิชาการและอาชีวศึกษา
สําหรับอุดมศึกษา มีมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์
ปี 2551 ดัชนีการศึกษาที่เผยแพร่ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติ ระบุการศึกษาของฟินแลนด์ อยู่ในจำนวนที่สูงที่สุดในโลก เท่ากับ เดนมาร์ก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
การทำงานของกระทรวงการศึกษาของฟินแลนด์ ถือว่าเป็นความสำเร็จของ ระบบการศึกษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
(ข้าราชการ นักการเมือง ผู้บริหารการศึกษา มหาศาลจากประเทศไทย ไปดูงานกันมาท่วมท้น และยังจะต้องไปดูงานกันอีก)
อาชีพครู คือ บุคคลที่มีความสามารถสูง มีเกียรติ ได้รับการยกย่อง มีรายได้ดีมาก
ข้อมูลทั้งหลาย มิได้เกิดจากคนในฟินแลนด์ประเมินกันเองแล้วนำมาโม้โอ้อวดนะครับ…สังคมโลกมีโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ มีการทดสอบเป็นสากลเพื่อประเมิน
ปี 2555 เยาวชนประเทศฟินแลนด์ครองอันดับที่ 6 ในการอ่าน อันดับที่ 12 ในวิชาคณิตศาสตร์ และอันดับที่ 5 ในวิชาวิทยาศาสตร์
การศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศฟินแลนด์ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 1 จากสภาเศรษฐกิจโลก
การสอบเข้าเป็น “ครู” …เป็นอาชีพที่น่าสนใจ การรับเข้าศึกษาการเป็น “ครู” …มีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของผู้สมัครทั้งหมด “ครู” ต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป มีความเชี่ยวชาญในวงกว้างในการเรียนรู้
คุณสมบัติของครูยังต้องครอบคลุมทักษะทาง สังคม จริยธรรม และศีลธรรม ระบบการศึกษาเอื้อให้ครู เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและความสามารถในการพัฒนางานของตนเองสถาบันอุดมศึกษา สามารถตัดสินใจเลือกการรับนักศึกษาเข้าศึกษาโดยอิสระ
ครู มีอิสระทางวิชาชีพ และมีโอกาสสร้างสรรค์โรงเรียนในชุมชนของพวกเขา สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการสอน ใช้สื่อการสอน และการประเมินนักเรียนของตนเอง
ข้อมูลโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ระบุว่า เด็กนักเรียนในฟินแลนด์มีผลการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน โดยเฉลี่ยดีกว่าเด็กจากประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุโรป (OECD)
ครู ส่วนใหญ่ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกัน มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการศึกษาในระดับชาติ คิด ริเริ่ม ทำแผน มีการปฏิรูปการศึกษาและการริเริ่มใหม่เสมอโดยครูด้วยกันเอง
ข้อมูลจาก BBC เมื่อ 3 ตุลาคม 2561 ระบุว่า… ที่โรงเรียนวิกกี้ (Viikki) ในกรุงเฮลซิงกิ มีเด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวร่ำรวยและครอบครัวชนชั้นแรงงานนั่งเรียนรวมกันในห้องเรียน
ที่นี่ไม่มีค่าเทอม และไม่มีค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์การเรียน
ที่โรงอาหารอันกว้างขวาง มีการเสิร์ฟอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพแก่เด็กนักเรียน 940 คนของโรงเรียน ซึ่งมีตั้งแต่ชั้นประถมไปถึงมัธยมศึกษา
เด็กๆ ยังได้รับบริการดูแลสุขภาพและทันตกรรมฟรี อีกทั้งมีนักจิตวิทยาและครูคอยส่งเสริมด้านพัฒนาการของพวกเขา
ครูใช้เวลาในการสอนหนังสือวันละ 4 ชั่วโมง ทำให้พวกเขาได้มีเวลาเตรียมการสอน และมีเวลาใส่ใจเด็กนักเรียนมากขึ้น
วิชาชีพครูมีรายได้ดีพอสมควร และเงื่อนไขการทำงานก็ดีมาก
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเพื่อเป็นครู จึงกลายเป็นหนึ่งในอาชีพที่เยาวชนในฟินแลนด์นิยมเรียนมากที่สุด แซงหน้าการเรียนเป็นแพทย์ นักกฎหมาย และสถาปนิก
ชั่วโมงการเรียนของโรงเรียนในฟินแลนด์ยัง “น้อยกว่า” เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนในประเทศกลุ่ม OECD อื่นๆ หรือราว 670 ชั่วโมงต่อปี สำหรับโรงเรียนระดับประถมศึกษา
ไม่มีสังคมไหนในโลก ที่ดีพร้อม สมบูรณ์ สุขสำราญไปซะหมด ในฟินแลนด์ก็คงมีข้อเสีย ข้อบกพร่องบ้างเป็นธรรมดา
วันนี้…ระบบการศึกษาของไทย เป็นอย่างไร…เราทราบดี

