เดินหน้าชน : ถึงที ‘คนกรุง’

4.04.22 | 13:53 น.

ศึกชิงผู้ว่ากรุงเทพมหานครห่างเหินไปนานถึง 9 ปี เพียงวันแรกเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมา มีผู้มายื่นกรอกใบสมัคร 20 คนคาดว่ากว่าจะถึงวันที่ 4 เมษายน น่าจะมีผู้มาสมัครเพิ่มเติมกันอีก

โดยในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในปี 2556 มีผู้มาสมัครกัน 25 คน แต่เหลือคู่ชิงลุ้นกัน 2 คน คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ของประชาธิปัตย์ และ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ พรรคเพื่อไทย ต่างได้เสียงโหวตเกิน 1 ล้านเสียง แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้มากกว่าเกือบ 1.8 แสนคะแนน เป็นผู้ว่าฯในเวลาต่อมา

ส่วนการรับสมัครในครั้งนี้ ผู้สมัครที่มีชื่อเสียงอยู่ในแวดวงการเมืองและภาคเอกชนต่างชิงเบอร์หาเสียงกันเรียบร้อยไปหมดแล้ว และทาง กกต.ประจำท้องถิ่น กทม.จะใช้เวลา 7 วันจากนั้น เพื่อตรวจสเปกผู้สมัครทั้งหมด ก่อนจะแจ้งรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 เมษายนนี้

เป็นอีกครั้งที่การเลือกตั้ง กทม.ได้สร้างบรรยากาศทางการเมืองที่คึกคักกันพอสมควร นอกจากต้องวางแผนเดินเท้าหาเสียง จัดเวทีปราศรัย เข้าร่วมดีเบตตามเวทีต่างๆ แล้ว การใช้สื่อบนหน้าตักของตัวเองในการเผยแพร่ความคิดความอ่านผ่านโลกโซเชียลก็มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นการสื่อสารทางตรงไปยังกลุ่มประชาชนที่ยังเปิดกว้างในการรับฟังนโยบายที่น่าสนใจ

โจทย์ใหญ่ของเหล่าผู้สมัครจะเสนอนโยบายอะไรบ้างที่ทำให้คนกรุงพยักหน้าตอบรับ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงบนหน้างานตลอดระยะเวลาทำงานตามวาระในอีก 4 ปีข้างหน้า ส่วนรายไหนที่เสนอนโยบายเพ้อฝัน สร้างวิมานในอากาศ จะถูกกำจัดออกโดยปริยาย ผู้สมัครและผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งต่างทันกันอยู่แล้ว

Advertisement

นโยบายหรือแผนงานต้องจับต้องได้ แม้หลายแผนงานใช้ระยะเวลาเกิน 1 วาระ แต่ก็ต้องเห็นเส้นทางว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป โดยผู้ว่าฯกทม.สามารถจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้เต็มที่ไม่เกิน 2 วาระ

ส่วนค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณในการหาเสียงไม่เกิน 49 ล้านบาท ก็เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขการนำเสนอของผู้สมัครเช่นกัน

ในจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ข้อมูลถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 มีจำนวนทั้งสิ้น 4,374,131 คน “ขจิต ชัชวานิชย์” ผอ.กกต.ประจำ กทม.ระบุว่า น่าจะมีคนมาใช้สิทธิครั้งนี้ 70%

ครั้งที่แล้ว เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2556 ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง กำหนดใหม่จะต้องมีอายุ 18 ปีในวันเลือกตั้ง ส่วนผู้ที่ได้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งแรกเป็นกลุ่ม Gen Z มีจำนวนหลายแสนคน

กลุ่มนี้มากับความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองอย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้น ผู้สมัครอาจจะต้องกำหนดนโยบายให้รับกับคนกลุ่มนี้ ที่จะต้องใช้ชีวิตในกรุงต่อ เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า ช่วยต่อยอดคิดพัฒนาบ้านเมืองต่อไป

ขณะเดียวกัน หากกรุงเทพมหานครได้รับการพัฒนาในทางที่ก้าวหน้ามากขึ้น ก็จะส่งอานิสงส์ไปยังพื้นที่ปริมณฑลที่ติดกัน อย่างปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปรากร ต่อไป

ส่วนการคาดการณ์ว่าผู้สมัครคนไหนที่จะมีเสียงโหวตเกิน 1 ล้านเสียงหรือไม่ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ชาว กทม.จะเทให้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นหนก่อน โดยสถานการณ์ช่วงโค้งสุดท้ายจะเห็นเลยว่าใครคือคู่ต่อกรที่แท้จริง

สำหรับสิ่งที่คาดหวังและจะเกิดขึ้นในระหว่างการหาเสียง การนำเสนอนโยบาย มักจะมีกลุ่มที่คอยตัดแข้งตัดขาผู้สมัคร หาความมาใส่กันให้เสียเครดิต ให้คนหลงเข้าใจผิด เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ส่งผลร้ายต่อผู้สมัคร แต่หากเป็นการตรวจสอบที่ได้ข้อเท็จจริงก็นับเป็นประโยชน์มหาศาลที่จะได้ผู้ว่าฯที่มือสะอาด โปร่งใส และตรวจสอบได้

เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. 2565 เป็นโอกาสสำคัญไม่ใช่แค่เฉพาะคนกรุงเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนไทยทั้งประเทศ ที่มีมากกว่าการติดตามข่าวสาร ทั้งในแง่ของสังคม เศรษฐกิจและการเมือง รวมไปถึงความสนใจของคนทั่วโลกที่ติดตามข่าวสารประเทศไทย