วิวาทะว่าด้วยการนำเสนอข่าวดราม่าของสื่อกับร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อมวลชน ยังไม่จบ เพราะ 69 นักวิชาชีพและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนในนามสมาพันธ์สื่อไทยเพื่อประชาธิปไตย เกิดมีข้อกังวลเกี่ยวกับประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน จากการที่กฎหมายบัญญัติให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนมีรายรับจากงบประมาณรัฐได้
โดยมองว่าสื่อมวลชนต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการของภาครัฐ เมื่อมีแหล่งรายได้จากเงินงบประมาณรัฐจะกระทบต่อความเป็นอิสระได้
ข้อกังวลประการนี้จึงเป็นประเด็นที่น่าสนทนาสาธารณะกันอย่างยิ่ง นอกเหนือจากที่ผมตั้งคำถามไปบ้างแล้วว่า ถ้ายึดหลักสภาวิชาชีพต้องไม่รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ สื่อภาครัฐคงหมดสิทธิเป็นสมาชิกเพราะดำเนินงานโดยงบประมาณของทางราชการ
สมาชิกสภาวิชาชีพคงเป็นสื่อภาคเอกชนเท่านั้น
รวมไปถึงคำถามว่า จะแยกบทบาทระหว่างสื่อของรัฐกับสื่อของเอกชนอย่างไร ถ้ายึดตามหลักสื่อต้องไม่รับเงินรัฐ สื่อมวลชนของรัฐถือว่าเป็นสื่อมวลชนหรือไม่
แนวทางหาข้อยุติเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปสู่หลักการเบื้องต้นกันเลยทีเดียว ว่าวิชาชีพสื่อควรมีสภาวิชาชีพเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ หรือไม่
ระหว่างมีสภาวิชาชีพกับไม่มี แนวทางใดจะเกิดประโยชน์มากกว่ากันทั้งต่อวงการสื่อเองและสังคมโดยรวม
หากเห็นว่าสื่อเป็นอิสระต่อกัน ไม่จำเป็นต้องมีองค์กร หรือสภาอะไรขึ้นมากำกับ หรือส่งเสริม สนับสนุนทั้งสิ้น ก็ปล่อยให้ทำหน้าที่กันไป แบบตัวใครตัวมัน ไม่ต้องมีการรวมตัวเพื่อพัฒนาใดๆ
แต่ถ้าเห็นว่าการรวมตัวกันเป็นสภาวิชาชีพเกิดประโยชน์กว่า ก็สมควรมีสภาวิชาชีพเป็นศูนย์กลางการประสานงานระหว่างนักวิชาชีพด้วยกันเอง โดยหาทางช่วยเหลือตัวเอง ไม่ต้องยุ่งกับรัฐทั้งสิ้น
สภาพก็จะเป็นไปอย่างที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี สะท้อนในบทความเรื่อง โอกาสของพรรคการเมืองในการร่วมทำสิ่งใหม่ที่ดี กรณี พ.ร.บ.สื่อมวลชน ตอนหนึ่งว่า “แต่นักข่าวในประเทศไทยไม่มีระบบสนับสนุน อยู่ในสภาพที่เรียกว่า คุ้ยเขี่ยหากินเอง ตามบุญตามกรรม ไม่มีระบบการฝึกอบรมและมาตรฐานวิชาชีพ ถ้าถูกนายจ้างกดเงินเดือนและไม่มีความมั่นคงอาจถูกไล่ออกโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรเมื่อใดก็ได้”
ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่เพื่อส่วนรวมของสื่อ เงื่อนไขอยู่ที่ความกล้าหาญทางจริยธรรมและจิตวิญญาณของนักวิชาชีพแต่ละคน รวมถึงกรรมการสภาวิชาชีพ ต้องยืนหยัดในอุดมการณ์แสวงหาและรายงานความจริงเพื่อประโยชขน์สาธารณะเป็นหลัก
การได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐเป็นการให้กับสภาวิชาชีพเพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพนักวิชาชีพ การพัฒนาประการหนึ่งที่สังคมเรียกร้องมาโดยตลอด อาทิ การทำข่าวเชิงลึก สืบสวนสอบสวน (Investigative Journalism) เป็นต้น
ที่ผ่านมาสภาวิชาชีพต้องแสวงหารายได้จากการสนับสนุนจากภาคธุรกิจเอกชนและองค์กรประกอบการ ขณะที่ต้องทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบรายงานข่าวสาร วิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวกิจกรรมทางธุรกิจของภาคเอกชน เพื่อคุ้มครองประโยชน์ผู้บริโภค การได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนต่างๆ จะเข้าในลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
ขณะที่องค์กรเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาสื่อ เช่น กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุน องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยพีบีเอส) ได้รับเงินจากภาษีบุญหรือบาปก็ตาม กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ได้รับงบประมาณจาก กสทช. สามารถรับเงินสนับสนุนจากรัฐมาส่งเสริมพัฒนาสื่อมวลชนได้
แต่กับสภาวิชาชีพซึ่งมีกฎหมายรัฐธรรมนูญรองรับเช่นเดียวกันกลับมีสภาพช่วยตัวเองกันไป ตัวใครตัวมัน เป็นภาระอันหนักอึ้งของผู้เสียสละมาทำงานเพื่อเป็นแกนกลางในการพัฒนาวิชาชีพตลอดมา
กล่าวอีกด้านหนึ่ง การส่งเสริมให้สภาวิชาชีพทุกวิชาชีพมีความเข้มแข็ง ทำหน้าที่รับผิดชอบภายใต้หลักจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐเช่นเดียวกันภายใต้หลักการ มาตรฐานเดียว ไม่เลือกปฏิบัติระหว่างสภาวิชาชีพต่างๆ โดยต้องยอมรับความต่างระหว่างวิชาชีพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอมรับบทบาทหน้าที่ของความเป็นสื่อ ต้องยึดหลักความจริง ความเปิดเผยโปร่งใส ความเป็นอิสระ ถือประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ประโยชน์รัฐบาลผู้มีอำนาจจัดสรรงบประมาณเป็นสำคัญ
ส่วนข้อกังวล ประเด็นกรรมการสรรหากรรมการสภาวิชาชีพมาจากกลุ่มบุคคลในวงจำกัด และสภาวิชาชีพสื่อไม่มีกลไกเอื้อให้สมาชิกมีส่วนร่วม หรือตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น สามารถปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความถูกต้องเหมาะสมได้ โดนไม่ล้มหลักการใหญ่ทิ้งทั้งกระดานลงอย่างน่าเสียดาย

