ข้อสังเกตบางประการ
เกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคง
การตรากฎหมายความมั่นคงออกมาใช้บังคับเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยภายในประเทศมีหลายฉบับ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีหลายประเด็นของกฎหมายความมั่นคงบางฉบับที่น่าสนใจ เป็นข้อสังเกตเพื่อประโยชน์ไปขยายผลทางวิชาการต่อไป รวมทั้งอาจเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐนำไปประกอบการพิจารณาปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย บทความนี้เป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัวของผู้เขียน
1.พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457
1.1 ความแตกต่างของเงื่อนไข หรือองค์ประกอบการประกาศใช้กฎอัยการศึกระหว่างประกาศพระบรมราชโองการ ซึ่งทูลเกล้าฯ โดยคณะรัฐมนตรีกับการประกาศโดยผู้บังคับบัญชาทหาร หากเป็นการประกาศโดยพระบรมราชโองการก็เนื่องจากมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษา ความเรียบร้อยปราศจากภัยซึ่งจะมาจากภายนอก หรือภายในราชอาณาจักร ส่วนการประกาศโดยผู้บังคับบัญชาทหารได้เฉพาะเมื่อมีสงคราม หรือจลาจลขึ้นเท่านั้น ซึ่งการประกาศโดยพระบรมราชโองการจะมีเหตุอ้างในการประกาศได้กว้างขวางกว่าการประกาศโดยผู้บังคับบัญชาทหาร สำหรับการเลิกใช้กฎอัยการศึกแห่งใดนั้น ต้องมีประกาศกระแสพระบรมราชโองการทูลเกล้าฯ โดยคณะรัฐมนตรีเสมอ ผู้บังคับบัญชาทหารสามารถประกาศใช้กฎอัยการศึกในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารได้ แต่เวลาจะเลิกใช้กฎอัยการศึกต้องรายงานตามสายบังคับบัญชาไปจนถึงกระทรวงกลาโหม เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศพระบรมราชโองการต่อไป (มาตรา 2 มาตรา 4 และมาตรา 5)
1.2 การประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยผู้บังคับบัญชาทหารนั้นจะต้องรีบรายงานให้รัฐบาล (คณะรัฐมนตรี) ทราบโดยเร็วที่สุด ไม่ควรรายงานให้หน่วยเหนือทราบเฉพาะทางด้านยุทธการเท่านั้น ผู้บังคับบัญชาทหารที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกควรจะต้องรายงานไปยังหน่วยเหนือตามสายงานบังคับบัญชาไปจนถึงกระทรวงกลาโหมโดยมีข้อความว่า ทั้งนี้ ควรรีบรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบโดยเร็วด้วย (มาตรา 4)
1.3 ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกไม่ว่าโดยพระบรมราชโองการ หรือโดยผู้บังคับบัญชาทหารจะต้องมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ชัดเจน โดยระบุกำลังพลทหารหน่วยใดตำแหน่งใดให้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร เพื่อมีอำนาจเต็มที่จะตรวจค้น เกณฑ์ ห้าม ยึด เข้าอาศัย ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ และขับไล่ กำลังพลทหารในหน่วยต่างๆ ทุกนายในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารทั้งหมดแล้วมีอำนาจตามข้างต้นแต่อย่างใด จะต้องมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร จึงจะมีอำนาจข้างต้นได้ การประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยพระบรมราชโองการ ล่าสุดซึ่งมิใช่การประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ชัดเจนนั้น ผู้เขียนพยายามสืบเสาะหาคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารแต่ไม่สามารถหาได้ สมควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นหน่วยงานพิจารณาจัดทำการประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยพระบรมราชโองการ ได้ตรวจสอบหาคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเพื่อให้หน่วยทหารในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง เพราะอาจมีการตั้งคำถามว่ากำลังพลทหารที่มาตรวจค้นนั้นมีการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด พระบรมราชโองการประกาศใช้กฎอัยการศึกล่าสุดอาจมีที่ไปที่มาจากคำสั่งของคณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป หรือคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ซึ่งควรจะมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารด้วย แต่เมื่อมีการแก้ไขปรับปรุงมาเป็นพระบรมราชโองการทูลเกล้าฯ โดยคณะรัฐมนตรีก็ไม่ทราบว่าในส่วนของคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้มีการจัดทำหรือไม่ หรือมีคำสั่งให้อนุโลมใช้คำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของคณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป หรือคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือไม่ เพียงใด
1.4 การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่ไม่ปฏิบัติตามความต้องการ ในเขตพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนเกี่ยวกับการยุทธการระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร หากเป็นด้านอื่น เช่น งานด้านภาษี งานจราจร งานสุขาภิบาล หรืองานโยธาทั่วไป เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่มีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน แต่ในส่วนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนตามข้างต้น หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารสามารถดำเนินการได้ ดังนี้ 1.) รายงานนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพร้อมพยานหลักฐานที่แสดงถึงการกระทำ หรือพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่จงใจไม่ปฏิบัติตามความต้องการเพื่อพิจารณาโยกย้ายออกจากพื้นที่และลงโทษทางวินัย ซึ่งเป็นอำนาจฝ่ายบริหารตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตลอดจนกฎหมายว่าด้วยข้าราชการพลเรือนที่เกี่ยวข้อง 2.) กักตัวเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนดังกล่าวเพื่อสอบถาม หรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารไม่เกิน 7 วัน ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกฯ มาตรา 15 ทวิ 3.) อาจเข้าข่ายผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ขัดขวางเจ้าพนักงาน มาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 165 ขัดขวางมิให้เป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่ง ซึ่งในการพิจารณาดำเนินการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารนั้น อาจดำเนินการได้ทุกหนทางข้างต้นหรือเพียงบางหนทาง ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรัดกุม กับคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาในการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต่อไปด้วย สำหรับในกฎหมายความมั่นคงอื่น คือ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มีบทบัญญัติให้โยกย้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานออกจากพื้นที่ได้
1.5 การไม่มีบทลงโทษทางอาญาต่อผู้ฝ่าฝืน พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกฯ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหลายประการตามข้างต้น แต่ในกรณีมีผู้ฝ่าฝืนไม่มีบทบัญญัติลงโทษทางอาญา ดังเช่น พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งมีทั้งโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ คงปฏิบัติได้เพียงกักตัวไว้เพื่อสอบถาม หรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารไว้ไม่เกินกว่า 7 วันเท่านั้น (มาตรา 15 ทวิ) แต่ผู้ฝ่าฝืนอาจมีความผิดตามกฎหมายอาญาอื่นๆ ด้วย
1.6 การชดใช้ค่าเสียหาย หรือค่าปรับโดยทางราชการทหาร แม้บุคคล หรือบริษัทใดๆ จะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ปฏิบัติตามกฎอัยการศึกไม่ได้เลย (มาตรา 12) แต่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก เพราะในบางกรณีเป็นการยึดทรัพย์สินเกือบ 3 ปี และทรัพย์สินที่ส่งคืนก็ไม่ครบ ซึ่งควรเป็นการยึดชั่วคราว การยึดเกือบ 3 ปีมิใช่การยึดชั่วคราว และทรัพย์สินที่ยึดไปก็ต้องส่งคืนครบถ้วน มิฉะนั้นทางราชการทหารโดยกระทรวงกลาโหมอาจต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับบริษัทผู้ถูกยึด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 241/2459 ระหว่างพระยาไชยยศสมบัติ ผู้ชำระบัญชีบริษัท ศรีราชา จำกัด โจทก์ กับกระทรวงกลาโหม (โดยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จำเลย)
2.พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
2.1 การจัดทำหนังสือมอบอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวงให้ กอ.รมน. ถ้ามีความจำเป็นที่ กอ.รมน.ต้องใช้อำนาจหรือหน้าที่ตามกฎหมายใดที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐใด ให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานของรัฐมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายในเรื่องดังกล่าวให้ กอ.รมน.ดำเนินการแทน ตามวรรคท้ายสุดของมาตรา 16 นั้นแตกต่างจากพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 7 ที่ให้โอนอำนาจรัฐมนตรีที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายอื่นมาเป็นของนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ในกรณีตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ ควรต้องมีการทำหนังสือมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบจากรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายให้ กอ.รมน. แต่ในกรณีตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ไม่ต้องมีการทำหนังสือมอบอำนาจ เพราะบทบัญญัติกำหนดชัดเจนว่าให้โอนอำนาจมิได้กำหนดให้มอบอำนาจ ดังนั้น ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ นี้ หากมีแต่ประกาศว่าให้ กอ.รมน.สามารถใช้อำนาจ หรือหน้าที่ตามกฎหมายใดแต่ไม่มีการจัดหนังสือการมอบอำนาจที่ถูกต้อง อาจถือได้ว่าการมอบอำนาจนั้นไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ กอ.รมน.ไม่มีอำนาจ หรือหน้าที่ตามกฎหมายนั้นแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปดำเนินการอาจต้องรับผิดทางกฎหมายเป็นการส่วนตัว สมัยผู้เขียนรับราชการได้เรียนชี้แจงประเด็นนี้ต่อปลัดกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ส่งผลให้ทุกครั้งที่มีการประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ และมีประกาศโอนอำนาจและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกลาโหม พ.ศ.2551 ไปให้ กอ.รมน. ผู้เขียนจะต้องจัดทำหนังสือมอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงชื่อแล้วไปมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง ที่ผ่านมาในประกาศตามพระราชบัญญัตินี้มีการโอนอำนาจและหน้าที่ของกระทรวงต่างๆ ประมาณ 18 ฉบับ ก็ไม่ทราบว่ากระทรวงอื่นมีการจัดทำหนังสือมอบอำนาจหรือไม่
2.2 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องผู้ต้องหาเป็นอันระงับในบางกรณีไม่เกิดผล หากผู้ต้องหากระทำความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดได้กลับใจเข้ามอบตัวเพราะหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วเข้าอบรมตามที่ศาลกำหนด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องผู้ต้องหาเป็นอันระงับไป ตามมาตรา 21 นั้น เป็นหลักการเดียวกันกับมาตรา 17 สัตต แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ซึ่งยกเลิกไปแล้ว แต่ปรากฏว่ามีการนำมาตรา 21 มาใช้กับผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ค่อนข้างน้อยหากเปรียบเทียบการใช้มาตรา 17 สัตต กับผู้ต้องหาคดีคอมมิวนิสต์ในอดีต เนื่องจากส่วนใหญ่ของผู้ต้องหาคดีความมั่นคงดังกล่าวไม่กลับใจมอบตัว เพราะไม่คิดว่าตัวเองหลงผิด หรือตัวเองรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่อย่างใด ต่างกับผู้ต้องหาคดีคอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่ที่ยอมรับว่าหลงผิดและรู้เท่าไม่ถึงการณ์
3.พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
3.1 พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการ ตามที่บัญญัติในมาตรา17 นั้น มิใช่เป็นเพียงการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา หรือวินัยเท่านั้น แต่เป็นการนำเอาหลักสิทธิมนุษยชนมากำหนดให้ประกอบการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องเป็นการกระทำที่สุจริต (ซื่อตรง ตรงไปตรงมาไม่กลั่นแกล้ง) ไม่เลือกปฏิบัติ (ปฏิบัติเท่าเทียมกัน ไม่สองมาตรฐาน ไม่ว่าจะแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ ความเชื่อทางศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือสถานะทางเศรษฐกิจ) และกรณีใช้กำลังต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ (ไม่มีทางเลือกที่จะป้องกันด้วยวิธีการอื่น) หรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น (ไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้) เป็น
กรอบการปฏิบัติงานมิให้กระทำการตามอำเภอใจ ทุกภารกิจต้องอยู่ภายใต้กรอบหลักสิทธิมนุษยชน หากไม่อยู่ภายใต้กรอบดังกล่าวจะต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย
4.พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558
4.1 การไม่สอดคล้องหรือย้อนแย้งกับกฎหมายอื่น มาตรา 3 (6) บัญญัติสรุปได้ว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับการชุมนุมสาธารณะในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก และการชุมนุมสาธารณะในการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น เห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับทั้งฉบับหากเข้าสามกรณีข้างต้น และหากว่าในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึกออกข้อกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะนั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่หากในข้อกำหนดให้นำพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับด้วย น่าจะเป็นการย้อนแย้งหรือขัดกัน กล่าวคือ ระหว่างประกาศดังกล่าวพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับโดยให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น คือ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ หรือพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกฯ แต่กฎหมายว่าด้วยการนั้นมาออกข้อกำหนดให้มีการย้อนกลับมาใช้พระราชบัญญัตินี้อีก ผู้ต้องหาหรือจำเลยในความผิดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึกควรยกเป็นประเด็นให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล พิจารณาวินิจฉัยถึงการไม่สอดคล้องหรือย้อนแย้งของกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องเพื่อความชัดเจน ผู้เขียนเห็นว่าข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึกควรลงรายละเอียด หรือจะลอกข้อความในพระราชบัญญัตินี้ตามที่ต้องการให้ใช้บังคับได้ แต่ไม่ควรไปกล่าวอ้างในภาพรวมว่าให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะฯ เพราะไม่อาจใช้บังคับได้ตามสามกรณีข้างต้น
4.2 เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารอาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะ ปกติเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะตามพระราชบัญญัตินี้ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารอาจเข้ามาเกี่ยวข้องภายใต้พระราชบัญญัตินี้ได้สองกรณี กรณีแรกตามมาตรา 19 วรรคหก
เจ้าพนักงานตำรวจอาจร้องขอเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในท้องที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะดำเนินการตามคำร้องขอภายใต้ขอบอำนาจหน้าที่ของผู้นั้น ซึ่งกรณีนี้ควรเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือมิใช่การขอให้ใช้กำลังทหารควบคุมฝูงชนโดยตรง หน่วยทหารที่ได้รับการร้องขอจะต้องพิจารณาภายใต้อำนาจหน้าที่ของหน่วยเป็นเรื่องๆ ไป เช่น หน่วยทหารขนส่งอาจสนับสนุนยานพาหนะในการเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยแพทย์ทหารอาจสนับสนุนการปฐมพยาบาลฝูงชนระหว่างการชุมนุม เป็นต้น กรณีที่สอง ตามมาตรา 23 วรรคสอง และวรรคสาม กรณีผู้ชุมนุมไม่เลิกการชุมนุมตามคำสั่งศาล นายกรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้อาจมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์เพื่อให้มีการเลิกชุมนุมได้ ซึ่งเป็นการใช้กำลังทหารควบคุมฝูงชนโดยตรง ควรหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หากไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ให้ใช้กำลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนเท่าที่จำเป็น โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก กำลังพลทหารทุกนายที่จะมาทำหน้าที่ควบคุมฝูงชนจะต้องได้รับการฝึกอบรมให้มีทักษะ ความเข้าใจ และอดทนต่อสถานการณ์การชุมนุมสาธารณะ กับต้องแต่งเครื่องแบบเพื่อแสดงตน และการใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนต้องเป็นไปตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 เรื่อง เครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ ที่ได้กำหนดไว้ 48 รายการ ตามมาตรา 19 วรรคเจ็ด ไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าเจ้าหน้าที่ที่มาควบคุมฝูงชนรวมทั้งกำลังพลทหารนั้นไม่ได้รับการฝึกอบรมตามข้างต้น เพราะพระราชบัญญัตินี้บัญญัติชัดเจนกำหนดต้องให้มีการฝึกอบรมจนมีทักษะ ความเข้าใจ และอดทนต่อสถานการณ์ นอกจากนั้น ควรเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการที่กำลังพลทหารจะมาควบคุมฝูงชน หรือปราบจลาจลด้วยภายใต้พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 มาตรา 35
สรุป กฎหมายความมั่นคงมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชน ตลอดจนผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย จึงควรทำความเข้าใจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองเป็นอย่างดี ในส่วนของหน่วยงานของรัฐสมควรให้มีการจัดทำคู่มือประกอบการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญทำให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่เกี่ยวข้องบรรลุภารกิจลุล่วงด้วยดี
ทั้งนี้ การจัดทำคู่มือต้องมิใช่การสรุปบทบัญญัติของกฎหมาย แต่เป็นการอธิบายชี้แจงรายละเอียดเชิงลึกในการปฏิบัติพร้อมมีตัวอย่างประกาศและข้อกำหนดประกอบด้วย รวมทั้งควรมีการฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นประจำด้วย
พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์
กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม
และกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

