พ.ศ.2562 ประธานาธิบดี ราชปักษา ตั้งน้องชายแท้ๆ ของตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี ทุกตำแหน่งสำคัญในประเทศคือ อดีตทหาร ญาติพี่น้อง และคนสนิท…
ผ่านมาราว 2 ปีเศษ…ศรีลังกา…ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง…ประชาชนแสนลำเค็ญ ไม่มีจะกิน เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ
ต้นเดือนเมษายน 2565 ประชาชนนับหมื่นออกมาประท้วงตามถนน ก่อการจลาจล คณะรัฐมนตรี 26 คน และผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติ ขอลาออก แต่ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ที่เป็นพี่น้องกัน…ขออยู่ต่อ…
ผู้ประท้วงที่โกรธจัด เผายานพาหนะ มีเสียงปืนด้านนอกบ้านพักของประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษา เหตุการณ์รุนแรง ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำเพื่อสลายการประท้วง
ประชาชนทั้งประเทศเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก
นี่เป็นหายนะทางเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชใน พ.ศ.2491 จากอังกฤษ
ทำให้อาหาร เชื้อเพลิง ก๊าซและยารักษาโรคขาดแคลน
ร้านค้าต่างๆ ต้องปิดลง เพราะไม่สามารถเปิดตู้เย็น เครื่องปรับอากาศหรือพัดลมได้
รัฐบาลส่งทหารไปประจำที่ปั๊มน้ำมันเพื่อจัดระเบียบ ประชาชนเข้าแถวท่ามกลางความร้อนระอุเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อเติมน้ำมันใส่ถัง
แผ่นดินแห่งพุทธศาสนาที่คนไทยไปเที่ยว ไปแสวงบุญ เคยมีปัญหาสงครามกลางเมือง ระหว่าง “ชาวสิงหล” และ “ชาวทมิฬ” ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเองนานเกือบ 30 ปี คนตายหลายแสน
พ.ศ.2552 กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (LTTE) โดนรัฐบาลทหารศรีลังกากวาดล้างจนหมด เป็นการทำลายล้างที่แสนหฤโหด
เมื่อบ้านเมืองเริ่มสงบสุข… มีการพัฒนา
หลังสงคราม เศรษฐกิจของศรีลังกาเติบโตในระดับ 8-9 เปอร์เซ็นต์ จนถึง พ.ศ.2556 และ พ.ศ.2557 เป็นต้นมา เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 เปอร์เซ็นต์
พ.ศ.2557 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนกรุงโคลัมโบ เพื่อหารือแผนการสร้างถนน ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลเพื่อส่งเสริมการค้าขายไปทั่วโลก
นโยบาย 1 แถบ 1 เส้นทาง (BRI) นำเม็ดเงินจากจีนเข้ามา แปรเปลี่ยนให้เศรษฐกิจศรีลังกาดีขึ้น
พ.ศ.2562 มีการเลือกตั้ง …โกตาบายา ราชปักษา ชนะการเลือกตั้ง แล้วแต่งตั้งน้องชายของเขา ชื่อ มหินทา ราชปักษา เป็นนายกรัฐมนตรี
แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล จากอดีตทหารและเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง
นายเบซิล ราชปักษา น้องชายอีกคน ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเวลาต่อมา
3 พี่น้อง “ราชปักษา” ครองอำนาจในศรีลังกามาช้านาน
ในทศวรรษที่ผ่านมา จีนให้ศรีลังกายืมเงินกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการต่างๆ ซึ่งรวมถึงถนน สนามบิน และท่าเรือ
สินค้าแทบทุกชนิด…ใช้การนำเข้าจากต่างประเทศ
เศรษฐกิจ…ที่ต้องพึ่งพา “การท่องเที่ยว” ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ร่อยหรอ
ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.2565 ทรุดหนักลงไปอีก…รัฐบาล “งดจ่ายไฟฟ้า” วันละ 13 ชั่วโมง หลังจากไม่มีสกุลเงินต่างประเทศเพื่อนำเข้าน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
รัฐบาลบริหารงานผิดพลาดมาตลอด…เมื่อเจอโควิดเลย “ทรุดหนัก”
โควิด-19 ยาวนาน 2 ปี ทำให้ศรีลังกาสูญเสียเงินตราต่างประเทศประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ที่เคยได้รับจาก “การท่องเที่ยว”
ปลายปี พ.ศ.2564 ชาวศรีลังกาส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวและมีการศึกษาแห่กันไปทำพาสปอร์ตเพื่อขอออกจากประเทศ
ศรีลังกาต้องชำระหนี้ “น้ำมัน” กับอิหร่าน โดยจ่ายให้เป็น “ใบชา” ต้องส่งใบชามูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน เพื่อเคลียร์หนี้น้ำมันจำนวน 251 ล้านเหรียญสหรัฐ
เดิมเป็นหนี้จีนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์
พ.ศ.2564 ต้องไปกู้เงินเพิ่มอีก 1 พันล้านดอลลาร์จากปักกิ่ง เพื่อช่วยในวิกฤตการเงินเฉียบพลันซึ่งกำลังชำระเป็นงวด
พ.ศ.2565 ภาครัฐและเอกชนศรีลังกาจะต้องชำระคืนเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศประมาณ 7.3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการชำระเงินคืนพันธบัตรรัฐบาลระหว่างประเทศมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ ในเดือนมกราคม พ.ศ.2565
ณ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2564 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเหลือเพียง 1.6 พันล้านดอลลาร์
จีน คือ เจ้าหนี้รายใหญ่ของศรีลังกา
ปัจจัย 1 ที่นำมาสู่หายนะด้านการเงินของประเทศ…
ศรีลังกาได้กู้ยืมเงินจากจีนมาสร้างท่าเรือขนาดมโหฬารในภาคใต้ของประเทศ…จีนใจดี…ให้เงินกู้ 1.4 พันล้านดอลลาร์
ท่าเรือแห่งนี้ แน่นอนที่สุดคือ เป็นประโยชน์ต่อจีน ตามโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง ชื่อ ท่าเรือ “ฮัมบันโตตา” (Hambantota)
ท่าเรือ…อยู่ทางตอนใต้ของเกาะ
บริษัทจีนได้สัญญาการก่อสร้างท่าเรือ จากการแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งตะวันตก แต่มีบริษัทอเมริกันรายหนึ่งที่ถอนตัวไป
สหรัฐและอินเดียเคยเตือนรัฐบาลศรีลังกาว่า ท่าเรือราคาแพงระยับแห่งนี้…อาจทำให้มี “ฐานทัพทางทหารจีน” ในมหาสมุทรอินเดีย
โคลัมโบและปักกิ่งร่วมกันปฏิเสธว่า ท่าเรือตรงนี้ “จะไม่ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร”
เมื่อเปิดใช้งาน…ท่าเรือแทบไม่มีรายได้ ไม่มีเรือมาใช้บริการ
พ.ศ.2560 เมื่อไม่มีเงินใช้หนี้จีน…จีนเสนอตัวเพื่อการบำรุงรักษา-ดูแลโครงสร้างพื้นฐาน
เวลาผ่านไป…ท่าเรือ “เจ๊งสนิท” หนี้ท่วมหัว ถูกบังคับให้เช่าโดยบริษัทของจีนเป็นเวลา 99 ปี
มีเสียงนินทาว่า…พญามังกร กำลังกลืนศรีลังกา
เมื่อบริษัทของจีนได้เป็นผู้บริหารท่าเรือแห่งนี้…ก็ต่อยอด-ขยายผล
จากเกาะศรีลังกา…ปักกิ่งยังขยายการเงิน การลงทุนไปยังเกาะมัลดีฟส์ (Maldives) จีนเริ่มให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ อำนวยความให้ชาวจีนมาท่องเที่ยวเกาะสวรรค์แห่งนี้
มัลดีฟส์ มีรายได้มหาศาลจากนักท่องเที่ยวจีน
ปักกิ่ง…เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรอินเดีย ตามยุทธศาสตร์ 1 แถบ 1 เส้นทาง
เมืองท่า เกาะหลายแห่งในมหาสมุทรอินเดีย กำลังเป็นลูกหนี้ของจีน
จีนเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่อันดับ 4 ของศรีลังกา รองจากตลาดการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย และญี่ปุ่น
นอกจากนั้น…โครงการสนามบินแห่งใหม่ ชื่อ มัททาลาราชปักษา (Mattala Rajapaksa) ที่ห่างจากกรุงโคลัมโบ 250 กิโลเมตร แทบไม่มีการใช้งานด้วยซ้ำ ก็เป็นเงินกู้จากจีน
เมกะโปรเจ็กต์…ทำให้ศรีลังกาติด “กับดักหนี้ก้อนใหญ่”
ข้อมูลจากนิกเคอิ เอเชีย รายงานว่าในปี 2564 ที่ผ่านมา ศรีลังกามีหนี้สินรวมทั้งหมดมากถึง 81,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 2.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ถึง 104 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าในปี 2562 ซึ่งสัดส่วนนี้อยู่ที่ 85 เปอร์เซ็นต์
“อินเดีย” ที่อยู่ทางตอนเหนือ ทราบดีว่า ศรีลังกากำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเงินของจีน ก็พยายามจะเข้าช่วยเหลือ เพราะไม่อยากเห็นอำนาจของจีนมาล้อมกรอบอินเดีย
ที่ผ่านมา…อินเดียก็ช่วยเหลือมาตลอด
50 ปีที่ผ่านมา ศรีลังกาเคยขอความช่วยเหลือจาก IMF มาแล้ว 16 ครั้ง ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ คงต้องขอความช่วยเหลือเป็นครั้งที่ 17
นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายมองว่า ศรีลังกา “ถูกดูด” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ BRI ของจีน ซึ่งเป็นแผนระยะยาวในการให้ทุนและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงจีนกับส่วนอื่นๆ ของโลก
โครงการนี้เป็น “กับดักหนี้” สำหรับประเทศที่เล็กกว่าและยากจนกว่า
แน่นอนที่สุด…ปักกิ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้นมาโดยตลอด
เกาะศรีลังกา คือ แหล่งผลิต “ใบชา” รายใหญ่เบิ้มของโลก และเป็นผู้ผลิตชาออร์โธดอกซ์ (Orthodox Tea) เป็นส่วนใหญ่
(ชาออร์โธดอกซ์ ไม่ว่าจะเป็นสีดำ เขียว ขาวหรืออู่หลง ขึ้นชื่อในเรื่องความละมุนของรสชาติและการผลิตที่ละเอียดอ่อน ชาชนิดนี้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในตลาดชาโลก มีประโยชน์ในด้านสุขภาพ ราคาสูง)
เกาะศรีลังกามีสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของการค้าชาออร์โธดอกซ์ทั่วโลก และส่งออกไปยังอิรัก อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอฟริกา ลิเบีย รัสเซีย และตุรกี
วันนี้ ศรีลังกาไม่มีเงินจ่ายอะไรทั้งนั้น…
เมื่อไม่มีปุ๋ย ไม่มีน้ำมันดีเซล จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตใบชาที่เป็นสินค้าตัวหลัก
ขณะนี้ โรงพยาบาลขาดแคลนยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกชนิด โรงเรียนปิด น้ำประปา น้ำดื่มขาดแคลน คนไข้นอนรอความตายในโรงพยาบาล
“กับดักหนี้” ของจีน คือ จีนให้กู้ยืมเงินแก่ประเทศอื่นๆ ซึ่งจบลงด้วยการควบคุมทรัพย์สินหลักหากพวกเขาไม่สามารถชำระหนี้ได้
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ศรีลังกาได้หันไปหาอินเดียในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิด เพื่อการสนับสนุน อินเดียก็ใช้โอกาสนี้ในการขยายสถานะทางเศรษฐกิจในศรีลังกาเช่นกัน
กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 ศรีลังกาได้ลงนามในวงเงินสินเชื่อมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ กับอินเดียเพื่อนำเข้าเชื้อเพลิงและต้องมาปันส่วน
ท่าเรือ… เคยกลายเป็น “ชนวนความขัดแย้ง” กับอินเดีย
ย้อนไปในปี พ.ศ.2557 (ก่อนจีนเข้ามาบริหาร) มีเรือดำน้ำจีน 2 ลำ จอดเทียบท่า ทำให้อินเดียเกิดความโกรธแค้น ซึ่งอินเดียถือว่า…ศรีลังกาเพื่อนบ้านของตนอยู่ในขอบเขตอิทธิพล
ตั้งแต่นั้นมา ศรีลังกาได้ปฏิเสธที่จะอนุญาตให้มีเรือดำน้ำจีนแวะมาใช้ท่าเรืออีกต่อไป
ประธานาธิบดีได้ออกมาเปิดเผยว่า ศรีลังกาจะทำงานร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลการค้าไว้ประมาณ 14%
ต้องใช้เงินช่วยเหลือ 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อพยุงสถานะการเงินของประเทศ
วันที่ 4 เมษายน 2565 อัลจาซีรารายงานว่า ประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา ปลดนายเบซิล ราชปักษา น้องชายของตนเองออกจากตำแหน่ง รมว.คลังแล้ว พร้อมเสนอตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” โดยเชิญฝ่ายค้านเข้าร่วม
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การดำเนินนโยบายของประธานาธิบดี ราชปักษา หลังจากชนะเลือกตั้งในปี 2562 มีข้อบกพร่อง เช่น การตัดลดภาษีอย่างมาก และการห้ามการนำเข้า และยังไม่เต็มใจที่จะขอความช่วยเหลือจาก IMF
ตัวประธานาธิบดีก็ได้รับฉายาว่าเป็น “มิสเตอร์ 10 เปอร์เซ็นต์”
ปธน.ราชปักษากล่าวโทษว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำงานของรัฐบาลชุดก่อน
หากแต่ชาวศรีลังกายืนยันว่า…เขาต้องลาออกจากตำแหน่ง และแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่
ชาวศรีลังกาลำบากยากแค้นมาแสนนาน ก็ต้องลำบากต่อไป… ใช่ว่า IMF เข้ามาแล้วจะปัดเป่าให้มีกินมีใช้ได้ทันที
ผู้นำทั้งหลายและญาติพี่น้อง..ไม่เคยมีใครต้องลำบาก
ลูก-หลาน-เหลน ที่เกิดมาในแผ่นดิน ต้องทนทุกข์ ต้องมาแบกรับ ใช้หนี้อีกยาวนาน และก็ยังไม่รู้ว่าผู้นำทั้งหลายที่สร้างหายนะ จะยอมลงจากตำแหน่งหรือไม่…
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่…

