หน้าแรก บทความ นคราภิวัฒน์ ก...

นคราภิวัฒน์ กับทิศทางของการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ

12.04.22 | 12:30 น.

ในห้วงเวลาของการรณรงค์และหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ก่อนจะถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ที่จะมาถึงนี้ เราอาจจะได้รับฟังสโลแกน คำขวัญ และนโยบายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพมหานครจากบรรดาผู้สมัครอยู่มากมายนับไม่ถ้วน

เราจะพบว่าแต่ละท่านก็บอกว่าอยากให้กรุงเทพฯเป็นนู่นเป็นนี่ และมีนโยบายมากมาย

สิ่งที่ยังไม่ค่อยได้เห็นคือการนำเสนอมุมมองในการวิเคราะห์อย่างจริงจังว่าความเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯที่ผ่านมา อย่างน้อยภายในรอบสิบปีนั้นมีลักษณะเด่นในทางหลักวิชาอย่างไร (หมายเหตุ: สิบปีหมายถึงเวลาที่ห่างจากการเลือกตั้งในรอบที่แล้วโดยประมาณ)

อย่าว่าแต่ในมุมมองของผู้สมัครเองเลยครับ แม้แต่ในวงวิชาการของไทยก็ไม่ค่อยได้มีคนพูดถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ในห้วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาในลักษณะของหลักวิชา ส่วนมากเป็นเรื่องของข้อสังเกตในแบบไล่เรียงของปัญหาที่พบ หรือการไล่บรรยาย-พรรณนาปรากฏการณ์ในแต่ละพื้นที่ย่อยที่เกิดขึ้น

ไล่มาตั้งแต่ปัญหาน้ำท่วม ขยะ อากาศ รถติด ความไม่ปลอดภัย ฯลฯ หรือหากพิจารณาเรื่องของปรากฏการณ์เชิงพื้นที่ก็มักจะอยู่ในอิทธิพลของการวิเคราะห์แบบ “ทำเล” มากกว่าการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเมืองตามหลักวิชาที่ถกเถียงกันในระดับสากล เราจึงมักจะได้ผ่านตาในเรื่องของการพูดถึงว่า ย่านหรือทำเลต่างๆ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร แล้วก็มีการนำเสนอโครงการการออกแบบหรือโครงการพัฒนามากมายเพื่อรองรับ หรือชี้นำการพัฒนาในพื้นที่เหล่านั้น

Advertisement

สิ่งที่อยากจะนำเรียนท่านผู้อ่านก็คือว่าในระดับสากลนั้น ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานี้มีความพยายามในการกำหนดนิยามการทำความเข้าใจ “นคราภิวัฒน์” (urbanization) หรือการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเมือง (หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดเมือง และการเปลี่ยนแปลงภายในเมืองที่มีอยู่เดิมด้วย) อยู่หลายด้าน อย่างน้อยในช่วงยี่สิบกว่าปีนี้มีความพยายามรวบรวมออกมาไม่ต่ำกว่าร้อยความคิด หรือประเด็น (ดู Taylor, P.J. and Lang, R. E. 2004. Commentary: The Shock of the New: 100 Concepts Describing Recent Urban Change. Environment and Planning A. 36: 951-958)

โดยภาพรวมแล้ว การวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของเมืองจากการรวบรวมของนักวิชาการด้านเมืองศึกษา – นคราคดีศึกษา (urban studies) นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นสองด้านได้แก่

1.รูปแบบใหม่ของพื้นที่เมือง/นครหลวง (New Metropolitan Form) ซึ่งหมายรวมถึงโครงสร้างภายในของเมืองต่างๆ

2.รูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างเมือง (New Intercity Relations) หมายรวมถึงความสัมพันธ์ของเมืองกับโลกภายนอก

การวิเคราะห์ทั้งสองแบบนี้เป็นเสมือนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในวงการการศึกษาเรื่องเมือง เพราะเกี่ยวข้องมากไปกว่าการ “นิยาม” ในแบบที่นักวิชาการสังคมศาสตร์บ้านเราชอบทำกัน เพราะในการศึกษาเรื่องเมืองนั้น การนิยามความหมายหรือปรากฏการณ์ยังมุ่งหวังที่จะพัฒนาเป็นตัวแบบ (model หรือตัวแบบที่เป็นทางการ formal model) เพื่อการวัดประเมินมากไปกว่าการพรรณนากรณีศึกษาเดียว และยังต้องมีแกนของการสร้างโมเดล อาทิ การใช้แกนเรื่องของระยะทาง หารใช้ที่ดิน หรือ ลำดับชั้น

รากฐานของการสร้างคำอธิบายระดับตัวแบบของการศึกษาเรื่องเมืองสมัยใหม่นั้นมักจะวางอยู่บนสองเรื่องสำคัญ

1.เมืองนั้นถูกจัดวางอยู่ในลักษณะของการมีศูนย์กลางที่เป็นเรื่องของธุรกิจ/เศรษฐกิจ และมีการล้อม หรือแผ่ขยายออกไปเป็นวง เป็นส่วน เป็นย่าน หรือเป็นโซน โดยส่วนที่อยู่ด้านนอกคือย่านที่พักอาศัยที่มีพื้นที่มากมาย

2.ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองมักจะถูกจัดออกมาในลักษณะของระบบเมืองในระดับชาติ (national urban system) ที่มีลักษณะเป็นลำดับชั้น เช่น เมืองหลวง เมืองหลัก/หัวเมือง และเมืองรอง

สิ่งที่พบในช่วงหลายสิบปีนี้คือความเปลี่ยนแปลงของทั้งการจัดการรูปแบบและความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ (แน่นอนหมายถึงคนด้วย) ในเมือง และการจัดความสัมพันธ์ระหว่างเมืองต่างๆ ในกรอบของประเทศ (แน่นอนหมายถึงในระดับที่มากกว่าประเทศได้ด้วย อย่างรูปธรรมที่เราเห็นก็คือ การที่บางจังหวัดของเราก็มีสนามบินที่มีสถานะเป็นสนามบินนานาชาติไปแล้ว)

ตัวอย่างที่สำคัญในระดับโครงสร้างภายในของเมืองอาจจะหมายถึงเรื่องของการที่พื้นที่ที่เราเคยเรียกว่าชานเมือง (suburban) นั้นอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ย่านที่พักอาศัยอีกต่อไป หรือความสัมพันธ์ที่เราเชื่อว่าชานเมืองนั้นจะต่อกับพื้นที่ชนบท (ที่บ้านเรามองว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สีเขียว) นั้นอาจจะเปลี่ยนไปด้วย หมายถึงว่าแทนที่จะมีลักษณะไล่เรียงตามลำดับของการใช้พื้นที่ตามความหนาแน่น จากมากไปน้อย เมื่อเทียบจากศูนย์กลางเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องของการเกิดศูนย์กลางย่อยในส่วนต่างๆ ของเมือง ไม่ได้มีศูนย์กลางเดียวเหมือนสมัยก่อน และพื้นที่ที่ชานเมืองอาจจะกลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่เรียกว่า peri-urban หรือพื้นที่ที่มีลักษณะของการเป็นทั้งศูนย์กลางย่อยและมีระบบที่ผสมปะปนกันเองของพื้นที่ เช่น มีทั้งหมู่บ้านจัดสรร มีทั้งวิถีเกษตรเดิม มีทั้งโรงงาน สถานศึกษา อาคารพาณิชย์และสำนักงาน และศูนย์การค้า หรืออธิบายง่ายๆ หมายถึงเป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศของตนเอง คนที่อยู่ในละแวกนั้น กล่าวอีกอย่างว่าแนวคิดที่ว่าด้วยเรื่องตรงขอบของเมือง หรือเมืองที่อยู่ตรงขอบเมือง (edge city) ดูจะเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนให้ความสนใจมาก

ขณะที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจในระดับโลกส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับพื้นที่แบบอื่นนอกเมืองนั้น และอาจทำให้ลำดับชั้นของพื้นที่เปลี่ยน และความสัมพันธ์ระหว่างเมืองในโลกรวมทั้งเมืองที่มีสถานะเป็นเมืองในระดับโลกคือ ทรงอิทธิพล ก็เปลี่ยน (world city hierarchy) ทำให้เราต้องมานั่งคิดว่าการประกอบกันเป็นโลก หรือเรื่องราวระดับโลกมันมีหน้าตาอย่างไรเมื่อพิจารณาถึงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างเมือง และความเชื่อมโยงกันว่ายังเป็นลักษณะแบบลำดับชั้น หรือเป็นแบบระบบคือประกอบกันโดยอาจไม่ได้มีใครเหนือกว่าใคร

พูดย้ำอีกทีก็คือว่า เรากำลังพยายามทำความเข้าใจว่ากรุงเทพฯนั้นมีลักษณะการเติบโตแบบไหน และผู้คนนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร อะไรที่ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่พูดถึงลิสต์หรือรายชื่อของปัญหาเฉยๆ

และเราก็คงต้องพยายามเข้าใจด้วยว่ากรุงเทพฯนั้นเชื่อมโยงกับพื้นที่รอบๆ อย่างไร เชื่อมโยงกับพื้นที่ในระดับภูมิภาคอย่างไร และเชื่อมโยงกับโลกอย่างไร ไม่ใช่มโนกันไปเรื่อย เช่น กรุงเทพฯเมืองนู่นเมืองนี่ หรือเป็นมหานครแห่งเอเชีย แต่ตอบไม่ได้ว่ามันคือนครแห่งตัวอย่างของปัญหาในเอเชีย หรือจะมีบทบาทนำอย่างไร ในเอเชีย

นอกจากการพยายามถกเถียง อภิปรายประเด็นการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯในฐานะส่วนหนึ่งของนคราภิวัฒน์ในระดับโลกแล้ว เราอาจจะต้องตั้งคำถามด้วยว่า ปัญหาของกรุงเทพฯนั้นเป็นปัญหาแค่เรื่องของสิ่งที่เกิดจากการขยายเมืองไปที่ขอบเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯกับพื้นที่อื่นๆ เท่านั้น หรือยังมีเรื่องของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เมืองชั้นใน พื้นที่ริมน้ำ และ พื้นที่บริเวณย่านที่พักอาศัยหนาแน่นปานกลาง ที่กำลังทวีปัญหาทั้งเรื่องของชุมชนแออัด ความเข้มข้นของพีเอ็ม 2.5 และเรื่องอื่นๆ อีกไหม เพราะในข้อถกเถียงในโลกตะวันตกยังไม่ได้พูดเรื่องนี้มากนัก

ในส่วนที่เหลือของสัปดาห์นี้ ผมอยากจะนำเสนอเรื่องที่พ้นไปจากแค่การวิเคราะห์พื้นที่เมือง และความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับพื้นที่อื่น มาสู่เรื่องของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงผ่านนโยบาย โครงการ และการเคลื่อนไหวของผู้คนที่มีต่อเมืองของเขาทั่วโลก โดยยกเอารายงานของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Deloitte ที่สรุปเอาไว้อย่างน่าสนใจถึงแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงเมือง 12 ทิศทาง โดยเฉพาะหลังการระบาดจากโควิด (Antunes, M.E., Barroca, J.G., and Oliveira, D.G. 2021. Urban Future with a Purpose: 12 Trends Shapping Human Living)

1.เมืองที่มีการวางแผน/ออกแบบพื้นที่สาธารณะให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Planning of Public Spaces) โดยการออกแบบนี้ไม่ได้เพื่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้นแต่ต้องเพื่อส่งเสริมให้คนในได้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม และมีพื้นที่ใหม่ๆ ที่เป็นพื้นที่สาธารณะให้เป็นศูนย์กลางของชีวิตทางสังคมในเมืองนั้นๆ

2.เมืองที่ชุมชนที่มีสุขภาวะดีและมีระบบที่ชาญฉลาด (Smart Health Communities) โดยระบบนิเวศด้านสุขภาวะใหม่นี้จะไม่ได้เน้นแต่เรื่องของการวินิจฉัยโรคและการรักษาโรคเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีผ่านการเข้าไปดูแลประชาชนตั้งแต่เนิ่นๆ และเน้นเรื่องการระวังป้องกันด้วย อีกทั้งใช้ประโยคจากเทคโนโลยีดิจิทัลให้มากขึ้น

3.เมืองที่เข้าถึงบริการใน 15 นาที (15-Minute City) การพูดถึงระยะเวลาไม่เกินสิบห้านาทีที่จะเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นี้ยังหมายถึงระยะทางที่ต้องวัดจากการเดินหรือปั่นจักรยานด้วย ไม่ใช่รถยนต์หรือขนส่งสาธารณะเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าสำคัญมาก เพราะมันจะส่งเสริมความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสาธารณะของพื้นที่

4.เมืองที่มีการคมนาคม/เคลื่อนที่ที่ชาญฉลาด ยั่งยืน และมีฐานะเป็นการบริการที่เข้าถึงได้ (Mobility: Intelligent, Sustainable and As-A-Sevice). ระบบการคมนาคมในเมืองจะต้องพัฒนาไปสู่การนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย มีความสะอาด ชาญฉลาด มีความเป็นอิสระและเชื่อมต่อกันได้หลากหลายรูปแบบ มีการส่งเสริมพื้นที่ในการเดินและปั่นจักรยาน และต้องมองว่าการขนส่งนั้นเป็นบริการที่เข้าถึงได้ ไม่ใช่มองแค่ว่าเป็นสิ่งที่ใครมีปัญญาก็เข้าถึงเอาเอง เช่น มีแค่ถนนให้ แล้วก็ไปดิ้นรนหารถมาขับเอง การทำให้การเคลื่อนที่เป็นบริการไม่ได้หมายถึงการทำให้การเดินทางเคลื่อนที่เป็นเรื่องที่เราต้องรับผิดชอบเองหมด เช่น คิดวางแผนเอง และเป็นเจ้าของยานพาหนะ แต่อาจหมายถึงการที่มองว่าการเดินทางทำได้หลายรูปแบบ เราสามารถใช้บริหารการออกแบบการเดินทางผ่านแอพพ์ หรือเลือกบริการการเดินทางได้หลายแบบโดยไม่ต้องอยู่กับการเดินทางแบบเดียว เช่น ถ้าขับรถแล้วจะไปจอดไหน มีคนไปทางเดียวกันก็ไปด้วยกันได้ ในแง่นี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องจัดรถให้เสมอไป แต่อาจมีระบบที่เชื่อมต่อ หรือให้เอกชนทำแต่ต้องกำกับดูละระบบดังกล่าวได้ด้วย

5.เมืองที่มีการให้บริการและการวางแผนที่ไม่ถึงใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Services and Planning) หมายถึงจะต้องมุ่งมั่นในการต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมกันในเมือง โดยเพิ่มช่องทางให้เข้าถึงที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐาน การรองรับสิทธิที่เท่าเทียมกันของคนในเมือง การมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของเมือง รวมทั้งการสร้างงานและโอกาสในเมือง

6.เมืองที่มีระบบนิเวศวิทยาดิจิทัลที่ส่งเสริมนวัตกรรม (Digital Innovation Ecosystem) หมายถึงการพยายามดึงดูดคนและทรัพยากรที่มีพรสวรรค์เข้ามาในเมือง และเชื่อมโยงกายภาพและระบบดิจิทัลใหม่ในเมืองนั้น

7.เมืองที่มีเศรษฐกิจหมุนเวียนและแบ่งปัน รวมทั้งมีการผลิตที่เกิดในท้องถิ่น (Circular Economy and Producing Locally) หมายถึงส่งเสริมเศรษฐกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หมุนเวียนเอาทรัพยากรต่างๆ กลับมาใช้ใหม่ รักษาสิ่งที่มีอยู่ในเมืองเอาไว้ แบ่งปันสิ่งต่างๆ กัน ไม่ทำให้เกิดมลพิษ ยังรวมไปถึงเน้นการเกษตรในเมืองด้วย

8.เมืองที่มีระบบอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่ชาญฉลาดและยั่งยืน (Smart and Sustainable Buildings and Infrastructure) อาคารบ้านเรือนจะต้องผลิตพลังงานได้ มีการใช้ข้อมูลที่ส่งเสริมการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพที่สุด และคำนวณการผลิตของเสีย น้ำ และพลังงานได้อย่างเป็นระบบ

9.เมืองที่มีการมีส่วนร่วมที่กว้างขวางของประชาชนพลเมือง (Mass Participation) เน้นความเป็นมนุษย์ และส่งเสริมให้มีระบบนิเวศวิทยาใหม่ที่ทำให้เกิดกระบวนการปรึกษาหารือในเมือง และทำให้เกิดระบบรัฐบาลที่เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมและตรวจสอบติดตาม

10.เมืองที่มีการทำงานด้วยระบบสมองกลอัจฉริยะ (City Operations Through AI) โดยระบบดังกล่าวนี้จะต้องมีการวางแพลตฟอร์มในระดับเมือง และมีการวางแผนต่างๆ โดยเน้นถึงข้อมูลที่เป็นจริง

11.เมืองที่มีความปลอดภัยด้านไซเบอร์และความตระหนักถึงความเป็นส่วนตัวของประชาชน (Cybersecurity and Privacy Awareness)

12.เมืองที่มีการรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนผ่านการเฝ้าระวังและใช้ระบบสมองกลอัจฉริยะเพื่อคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า (Surveillance and Predictive Policing Through AI) และจะต้องตระหนักถึงความเป็นส่วนตัวของประชาชน และหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน ด้วย

ในแต่ละการเปลี่ยนแปลงนั้นมีเมืองต่างๆ ของโลกนั้นทำสิ่งเหล่านี้และมีขั้นตอนต่างๆ ในการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การพยายามเข้าใจทิศทางในการพัฒนากรุงเทพฯ ย่อมจะต้องหมายถึงการทำความเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯในฐานะส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงในระบบนคราภิวัฒน์ทั่วโลก และมองความเป็นไปได้ในความเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความเป็นไปได้หากเรามองออกไปนอกประเทศนี้

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์