กรณีอื้อฉาวของนักการเมืองชื่อดัง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ หรือทนายตั้ม เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ผู้เสียหายสาวรายล่าสุด รายที่ 15 เป็นไฮโซสาว อายุประมาณ 30 ปี ได้ประสานมานานแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยตัวและเข้าให้การกับพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ในฐานะพยานเรียบร้อยแล้ว เหตุเกิดเมื่อปี 2551 หลังจากเหยื่อพูดคุยกับผู้ก่อเหตุได้ประมาณ 4 เดือน ผู้ก่อเหตุพาไปที่ห้องพักในคอนโด จากนั้นลวนลาม จูบปาก แต่หลบหนีออกมาได้
ทนายชื่อดัง ยังเผยว่ามีเหยื่ออีก 2 คนประสานมา และผู้เสียหายบางคนแจ้งว่ามีความพยายามจ่ายเงินเพื่อยุติเรื่อง ผู้เสียหายบางรายไม่ให้ความร่วมมือ และไม่อยากติดต่อกับตน จึงอาจไปยื่นเรื่องกับทางตำรวจ ทนายตั้มยังระบุว่า มั่นใจการทำงานของตำรวจว่าถึงแม้หลายคดีเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่มีการจัดเก็บพยานหลักฐานค่อนข้างชัดเจน สำนวนค่อนข้างแน่น มีจุดบอดเพียงแค่ผู้เสียหายมาช้าไป คดีคงยังไม่ส่งฟ้องเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่ได้กันผู้เสียหายเป็นพยาน 3 ราย อย่างไรก็ตาม มีเสียงเตือนว่าให้ระวังโดนโต้กลับ ยอมรับว่ากังวลจะมีคนแฝงตัวเป็นผู้เสียหายเพื่อทำให้ดูเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา จุดที่น่าห่วงใยได้แก่ การที่นายษิทราระบุว่า ขณะนี้ไม่ได้พูดคุยกับผู้เสียหายรายแรกแล้ว เพราะมีตำรวจยศ พล.ต.ต.นายหนึ่ง มาพูดคุยกับมารดาของผู้เสียหาย อาจจะเป็นคนห้ามมิให้ผู้เสียหายมาคุยกับตนตนเองได้ขอให้ทำหนังสือมอบฉันทะ ให้ไปค้านการประกันตัวผู้ต้องหาที่ศาล แต่ผู้เสียหายรายนี้ไม่ทำ อย่างไรก็ตาม ตนได้มอบคลิประหว่างผู้เสียหายกับผู้ต้องหาเป็นหลักฐานให้ตำรวจอีกชิ้นแล้ว
เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นปัญหาทางจริยธรรมของนักการเมือง ที่ช็อกความรู้สึกของผู้สนับสนุนพรรคการเมืองดังกล่าว และก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงภายในพรรค ซึ่งมีความขัดแย้งภายในสูงอยู่แล้ว ปัญหาสำคัญก็คือ การทำความจริงให้ปรากฏและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดูแลมิให้เกิดการแทรกแซง การล็อบบี้เพื่อปกปิดกลบเกลื่อนเรื่อง เหตุการณ์อื้อฉาวในครั้งนี้ ท้าทายอย่างแหลมคมต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายอีกครั้ง

