นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า เป้าหมายของ สธ.จะให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) ในเดือนพฤษภาคม จากข้อมูลย้อนหลัง 1 สัปดาห์ พบว่าผู้ติดเชื้อลดลง ผู้เสียชีวิตคงที่ เป็นสัญญาณที่ดีในการเข้าสู่ภาวะหลังการระบาด (Post Pandemic) อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังต้องปฏิบัติตัวสร้างภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติเพิ่มเติมจากวัคซีน เพราะยังมีอีกร้อยละ 20 ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน อนามัยโพลได้สำรวจพฤติกรรมประชาชนช่วงสงกรานต์ พบว่า ผู้ที่สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างและล้างมือ มีจำนวนเฉลี่ยที่ร้อยละ 80 อีกร้อยละ 20 ทำได้ไม่ครบ เหตุผลเกิดจาก 1.ไม่สวมหน้ากากอนามัย เพราะอากาศร้อนและอึดอัด 2.ไม่ได้ตรวจ ATK ร้อยละ 20 เพราะคิดว่าไม่ได้เสี่ยง และ 3.ไม่ได้สวมหน้ากากขณะอยู่ร่วมบ้านร้อยละ 30 เพราะไว้ใจคนในครอบครัวว่าไม่ติดเชื้อ หายใจลำบาก และคิดว่าคนในบ้านติดเชื้อหมดแล้ว
รองอธิบดีกรมอนามัยย้ำว่า แม้อากาศร้อน สวมหน้ากากแล้วรู้สึกอึดอัด แต่ยังเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในการป้องกันการติดเชื้อ แพร่เชื้อได้ ส่วนการสำรวจช่วงหลังสงกรานต์ ถามถึงการปฏิบัติตัวเมื่อมีความเสี่ยงพบว่า สังเกตอาการตัวเองร้อยละ 79.9 งดกินข้าวร่วมกับผู้อื่นร้อยละ 38.7 ทำงานจากบ้าน (work from home) ร้อยละ 18.1 และไม่ได้ทำอะไรเลยร้อยละ 4.4 เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยงอะไร ทั้งนี้ ขอย้ำว่าแม้สถานการณ์การติดเชื้อขาลงแต่ต้องไม่ประมาท ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์และให้ปฏิบัติการมาตรการ ป้องกันโรคครอบจักรวาล ความเชื่อที่ระบุว่าติดเชื้อกันทั้งบ้านแล้วไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากนั้นไม่จริง เพราะมีโอกาสที่จะรับสายพันธุ์อื่นๆ เข้ามาได้ ฉะนั้น ไม่ว่าจะติดแล้วหรือยังไม่ติดก็ตาม หากมีการรวมตัวกันก็ขอให้สวมหน้ากากอนามัยเว้นระยะห่างและล้างมือบ่อยๆ
ถือเป็นแนวโน้มที่ดี หากโควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่น จะทำให้การเปิดประเทศเพื่อรับการเดินทางท่องเที่ยวจากต่างประเทศ สามารถทำได้อย่างจริงจัง ซึ่งหลายประเทศได้เปิดประเทศและยุติมาตรการควบคุมต่างๆ ไปแล้ว สำหรับประเทศไทย ภาคราชการยังมีความห่วงใย และยังเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันปฏิบัติตัวและเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่เมื่อความรุนแรงลดลงแล้ว ก็ได้เวลาที่จะโฟกัสที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การทำมาหากินของประชาชนแล้ว

