นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น (Endemic) ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 12 พ.ค. จากนั้นเผยว่า มาตรการสู่โรคประจำถิ่นมี 4 ระยะ คือ ระยะต่อสู้กับโรค (Combatting) ระยะโรคทรงตัว (Plateau) ระยะโรคลดลง (Declining) และระยะหลังการระบาด (Post pandemic) ขณะนี้อยู่ในระยะทรงตัว จึงลดระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 3 พร้อมดำเนินงานใน 4 ด้าน คือ ด้านสาธารณสุข เดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ได้มากกว่าร้อยละ 60 และผ่อนคลายมาตรการสำหรับผู้เดินทางจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ด้านการแพทย์ ปรับแนวทางการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอก เน้นดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงอาการรุนแรง มีอาการรุนแรง และภาวะลองโควิด ด้านกฎหมายและสังคม เตรียมการด้านกฎหมายของทุกหน่วยงานให้สอดคล้องกับการปรับตัวสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ลดการจำกัดการเดินทางและการรวมตัวของคนหมู่มาก และด้านประชาสัมพันธ์
รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ระบุว่า คาดว่าช่วงปลายเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ จะเข้าสู่ระยะโรคลดลง (Declining) จะมีการผ่อนคลายมากขึ้น รวมถึงลดระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 2 อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการผ่อนคลายยกเลิกไทยแลนด์พาส, เปิดสถานบันเทิง ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาไปทีละขั้น มีมาตรการต่างๆ เป็นลำดับ พร้อมกับย้ำว่า ขณะนี้ยังถือว่าโควิดเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ใช้มาตรการดูแลประชาชนอยู่ เมื่อทุกอย่างพร้อม ประชาชนมีความเข้าใจแล้ว ก็เป็นโรคประจำถิ่น เหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ ที่รักษาตามสิทธิ หรือหากอยากรักษาเอง ก็ต้องให้ผู้ผลิตเวชภัณฑ์มาขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ภาวะทั่วไป ที่หาซื้อได้ตามร้านทั่วไป
ถือเป็นสัญญาณของการคลี่คลายไปเป็นลำดับในระยะ 2-3 เดือน ภายหลังการระบาดของโอมิครอน หากสถานการณ์ยังพัฒนาไปในแนวทางนี้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สัญญาณดีอีกประการหนึ่งได้แก่ การเดินทางระหว่างประเทศมีความคึกคักมากขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าการดำเนินการเปิดประเทศ การตอบรับสัญญาณการฟื้นตัวของภาคราชการไทยยังมีความล่าช้า ต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรผลักดันจะมีการปรับปรุงแก้ไขโดยเร็ว ขณะที่ภาคเอกชนมีความพร้อมมากกว่า

