โควิด-19 ‘ขาลง’ ‘การเมือง’ ขาขึ้น

สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศเราเข้าสู่ช่วงขาลงจากตัวเลข ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2565 จำนวนผู้ติดเชื้อลดน้อยลงตามลำดับต่ำกว่า 5,000 (วันนี้ 4,739 คน) ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตลดลง หรือประมาณต่ำกว่า 50 คน (วันนี้ 31 คน) ประกอบประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันแล้วเป็นจำนวนมาก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2565) ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นประธาน “ศูนย์บริการสถานการณ์โควิด-19” (ศบค.) พิจารณามติเห็นชอบผ่อนคลายให้สถานบันเทิง ผับ บาร์ เปิดบริการโดยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป

รวมทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็คาดว่าการประเทศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นเร็วขึ้นจากเดิมคาดว่าจะประกาศวันที่ 1 กรกฎาคม 2565

ขณะวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 เป็นวันเลือกตั้ง “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)” ผลจากการเลือกตั้งจะเป็นใครก็ตามยังเป็นปัจจัยสู่การเมืองสนามใหญ่โดยปริยาย หรืออาจจะกลายเป็นปมปะทุร้อนขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จะเพิ่ม “อุณหภูมิทางการเมือง” หลังวันเปิดประชุมสภา คือ 22 พฤษภาคม กำหนดเปิดประชุมสมัยสามัญใช้เวลาเต็ม 4 เดือน โดยเฉพาะเรื่องร้อนๆ อย่างเช่น ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ. … ที่ยังต้องลุ้นกันในวาระ 2 เรื่อง สูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะใช้สูตร 100 หรือใช้สูตร 500 หาร เพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

⦁ ในวันที่ 1-2 มิถุนายน 2565 จะเป็นกิจของการพิจารณา “พ.ร.บ. งบประมาณ” รายจ่ายประจำปี 2566 ตามเดิมพันหากฝ่ายรัฐบาลแพ้ในโหวตจากผ่านวาระแรกไม่สำเร็จ “บิ๊กตู่” ต้องไขก๊อกรับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญ ถ้ารอดไปได้ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล ครม. เรือเหล็กสนิมเกรอะก็ต้องไปเจอด่านสำคัญจากอภิปรายไม่ไว้วางใจจาก พรรคฝ่ายค้านล็อกคิวปมไว้ที่เดือนกรกฎาคม ผลเป็นอย่างไรคงต้องติดตามอย่างไม่กะพริบตา

⦁ ในโอกาสนี้ผู้เขียน ขอสื่อสารเจ้าของ “พ.ร.บ.งบประมาณรายได้ประจำปี พ.ศ. …” คือ หน่วยงานที่ชื่อว่า “สำนักงบประมาณ” ซึ่งมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของ “รัฐบาล” ให้แฟนมติชนและคนไทยทั่วไปได้รับทราบรู้จักถึงประวัติความเป็นมา ความสำคัญและหน้าที่ ความว่า

ประวัติความเป็นมาของสำนักงบประมาณ : สำนักงบประมาณเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่ากรม สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่จัดทำงบประมาณแผ่นดินเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ก่อนที่รัฐบาลจะนำเสนอรัฐสภา เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป สำนักงบประมาณต้องทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณของชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ โดยจัดสรรออกมาในรูปของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจนำไปใช้จ่ายในกิจกรรมของรัฐ เพื่อการพัฒนาประเทศ และกิจการที่จำเป็นทั้งมวล รวมทั้งจะต้องดูแลให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเป็นไปอย่างประหยัดที่สุดไม่ให้มีการรั่วไหลหรือสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

ความเป็นมา : เมื่อกรมพระคลังมหาสมบัติได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นกระทรวงเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2433 ในรัชกาลที่ 5 ก็ได้จัดให้มีกรมที่สำคัญกรมหนึ่ง คือ กรมบัญชีกลาง ครั้นต่อมาในปี พ.ศ.2469 ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการแบ่งส่วนราชการของกรมบัญชีกลางใหม่ ให้เหมาะสมกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น โดยจัดแบ่งออกเป็นกองหนึ่งในจำนวนนี้ คือ กองงบประมาณ โดยกำหนดงานในหน้าที่ไว้ดังนี้ คือ การตรวจจ่ายฎีกาเบิกค่าใช้สอยการจร และเงินพิเศษที่เบิกจ่ายในงบประมาณรักษางบประมาณ รักษาวิธีการที่เกี่ยวกับงบประมาณ ทำงบประมาณแผ่นดิน และรักษาลายเซ็นนาม ครั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงกองงบประมาณ เป็นแผนกงบประมาณสังกัดกองค่าใช้จ่ายและการจรกรมบัญชีกลาง แต่ในปีถัดมารัฐบาลได้พิจารณาเห็นความสำคัญของงานงบประมาณอีกแผนกงบประมาณจึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นกองเช่นเดิม กองงบประมาณในครั้งนั้น ได้รับมอบหน้าที่จัดทำงบประมาณแผ่นดินประจำปีโดยตรง แต่ก็ยังเป็นลักษณะรวบรวมประมาณการรายจ่ายของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ เป็นส่วนใหญ่การพิจารณาและวิเคราะห์คำของบประมาณได้ใช้วิธีการที่ไม่มีความยุ่งยากสลับชับซ้อนมากนัก นอกจากนี้ ก็ยังทำหน้าที่ควบคุมการเบิกจ่ายเงินของส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบด้วย ต่อจากนั้นกองงบประมาณก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นมีแผนกมากขึ้นกว่าเดิมพร้อมด้วยอัตรากำลังที่สูงขึ้นโดยลำดับจนถึงปี พ.ศ.2495 สหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการพร้อมกับแนะนำให้ปรับปรุงบทบาท และสถานภาพของหน่วยงานนี้ ครั้นถึงปี พ.ศ.2501 จึงได้เลื่อนฐานะเป็นส่วนการงบประมาณแต่ยังคงสังกัดกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังเช่นเดิม จนเมื่อเกิดการปฏิวัติขึ้นในเดือนตุลาคมปีนั้น คณะกรรมการฝ่ายการคลังและงบประมาณของคณะปฏิวัติได้พิจารณาเห็นว่าการงบประมาณนั้น เป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งของรัฐบาลในการที่จะบริหารและพัฒนาประเทศ สมควรยกฐานะหน่วยงานให้สูงกว่าเดิม และควรจัดแยกการจัดทำงบประมาณออกต่างหากจากการจัดเก็บรายได้และการเบิกจ่ายเงิน ดังนั้น รัฐบาลจึงได้จัดตั้งสำนักงบประมาณขึ้น โดยมีฐานะเทียบเท่ากรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2502 เป็นต้นมา

สถานที่ตั้งของสำนักงบประมาณ : อาคารสถานที่ทำงานสำนักงบประมาณใช้ตึกพัฒนาซึ่งเป็นอาคารในบริเวณทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ปฏิบัติงาน ต่อมาเมื่อมีการขยายภารกิจและบุคลากรเพิ่มมากขึ้นเป็นเหตุให้สถานที่เดิมคับแคบลง สำนักงบประมาณจึงได้ย้ายสถานที่ทำการมาอยู่ ณ ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระรามที่ 6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2529 จนถึงปัจจุบัน

อำนาจหน้าที่ของสำนักงบประมาณ : (1) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (2) เสนอแนะนโยบายและแนวทางการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและแนวทางการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติต่อคณะรัฐมนตรี (3) ให้คำปรึกษาแนะนำในการจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกับการงบประมาณแก่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ (4) จัดทำงบประมาณรายจ่ายโดยคำนึงถึงวินัยทางการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (5) จัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีและร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม เสนอต่อคณะรัฐมนตรี

(6) จัดทำข้อเสนอเพิ่มหรือลดการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และกำลังเงินของแผ่นดินต่อคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี (7) บริหารจัดการงบประมาณเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า ให้บรรลุเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของงานตามแผนที่กำหนดไว้ (8) ติดตามผล ประเมินผล และรายงานผลความสำเร็จของการดำเนินงานของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจต่อคณะรัฐมนตรี (9) จัดทำรายงานการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (10) เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในด้านการงบประมาณและด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (11) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของสำนักงบประมาณหรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย ด้วยอำนาจหน้าที่กล่าวมาตลอด 11 ข้อ เช่นนี้แหละ ถ้ารัฐบาลแพ้โหวตวาระแรกจึงมีผลต่อ “ชีวิตความอยู่รอด” หรือไม่ของรัฐบาล ไงเล่าครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon