ภาคประชาชนและพรรคการเมือง ได้ออกมาคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ที่ ครม.ให้ความเห็นชอบหลักการตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอแล้ว โดยภาคประชาชนได้รวบรวมรายชื่อประชาชน ผ่านเว็บไซต์ Change.org ขณะนี้มีผู้ลงชื่อเกือบ 1.5 หมื่นราย เพื่อนำไปยื่น ครม.ด้วยเช่นกัน
กลุ่มผู้คัดค้านชี้ว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ อ้างความมั่นคงของรัฐเพื่อจำกัดเสรีภาพของประชาชน อาทิ นิยามกิจกรรม “ต้องห้าม” กว้างขวาง-กำกวม เปิดช่องให้จำกัดสิทธิประชาชนได้มาก โดยกำหนดว่า กิจกรรมต้องห้าม คือ กิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี, ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม ฯลฯ ซึ่งกินความกว้างขวาง ต้องตีความ เกิดการควบคุมด้วยการให้อำนาจข้าราชการประจำมากเกินไป ลงโทษรุนแรงมากเกินส่วน การรวมตัวทั้งองค์กรจดทะเบียนและไม่จดทะเบียน ต้องเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างต่อสาธารณะ
กลุ่มผู้คัดค้านระบุว่า หากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรกว่า 200,000 องค์กร สภาองค์กรชุมชนกว่า 7,000 องค์กร ชมรม สมาคม ชุมนุม กลุ่มอาสาสมัครสมาคมหอการค้า องค์กรพัฒนาเอกชนทุกประเภท เครือข่ายประชาชน กลุ่มรากหญ้าเครือข่ายวิชาชีพ มูลนิธิ สถาบัน กองทุน ศูนย์ประสานงาน สมัชชา สมาพันธ์ สหกรณ์ สหภาพ ภาคีศูนย์ คณะกรรมการ องค์กรสวัสดิการชุมชน องค์กรสาธารณประโยชน์ทุกรูปแบบ กลุ่มนักกิจกรรม การรวมตัวชุมนุมของประชาชนทั่วไป จะอยู่ภายใต้การควบคุมของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะนิยามของ “องค์กรไม่แสวงผลกำไร” กินความกว้างขวางและกำกวม กิจการใดๆ ที่ไม่ใช่ของรัฐต้องถูกจำกัด-ควบคุม
ถือเป็นประเด็นที่สังคมไทยต้องศึกษาและแสดงท่าที ที่ผ่านมา รัฐไทยได้ใช้กฎหมายพิเศษ และกฎหมายที่ออกมาใหม่ ลิดรอนสิทธิของประชาชน จำกัดการแสดงออกของประชาชนมาตลอด กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อของภาครัฐว่า มีต่างชาติสนับสนุนการรวมตัวในเชิงเห็นต่างกับรัฐบาล ซึ่งในความเป็นจริง ประชาชนมีความคิดเห็นของตนเอง และหากมีข้อสงสัยรัฐบาลมีอำนาจตามกฎหมายที่จะตรวจสอบได้อยู่แล้ว และในเรื่องนี้ส.ส.ในสภา ควรตรวจสอบร่างกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่

