หน้าแรก บทความ สัญญาปางหลวงป...

สัญญาปางหลวงปีที่ 74 ความแค้นของเนวินตอนเจ้าจาแสงสาบสูญ

4.06.22 | 12:02 น.
สัญญาปางหลวงปีที่ 74 ความแค้นของเนวินตอนเจ้าจาแสงสาบสูญ

สัญญาปางหลวงปีที่ 74
ความแค้นของเนวินตอนเจ้าจาแสงสาบสูญ

ความแค้นของเนวินคราวที่แล้วกล่าวถึงเมื่อเขายึดอำนาจแล้ว แต่ตามจับเจ้าฟ้าหลวงแห่งสีป้อไม่พบ ในฐานะผู้มีอำนาจอยู่คนเดียวในพม่า เนวินต้องสั่งทหารสกัดไว้ทุกจุดอยู่แล้ว เนวินหวั่นใจว่าเจ้าองค์นี้จะพ้นเงื้อมมือของตนไปได้ แล้วตอนสายโด่งของวันที่ 2 มีนาคม 2505 นั่นเอง รถของเจ้าจาแสงก็ปรากฏที่ประตูเมืองตองยี ทหารจึงทำเครื่องหมายให้รถหยุด เจ้าจาแสงคงสงสัยว่าจะให้ท่านหยุดรถทำไม สายป่านนี้แล้ว พระองค์ยังไม่รู้ตัวเลยว่า รัฐบาลอูนุถูกยึดอำนาจไปเมื่อคืนแล้ว เมื่อพระองค์ลงมาจากรถ ทหารอีกคนหนึ่งก็บอกพลขับของเจ้าฟ้าให้ขับรถกลับไปเลย แล้วนั่นคือพระองค์รู้ว่าถูกจับแล้ว และคงรู้เพิ่มมาอีกว่าเนวินยึดอำนาจจากอูนุแล้ว ขอกลับไปกล่าวถึงพระมหาเทวี ที่วังสีป้อบ้าง ในเช้าของวันที่ 2 มีนาคม 2505 พระนางตื่นขึ้นมาด้วยความตระหนก เพราะทหารพม่าไปล้อมวัง และถามถึงเจ้าจาแสง พระนางก็ตอบไปว่า เจ้าจาแสงไปประชุมที่โรงแรมกัมโพช กรุงย่างกุ้ง ป่านนี้ยังไม่กลับมา ทหารพม่าให้พระมหาเทวี อยู่เฉพาะในวัง ห้ามออกนอกวังเด็ดขาด พระนางถามว่ามันเรื่องอะไร มาห้ามฉันไม่ให้ออกไปไหน ทหารพม่าไม่ตอบ แต่ห้ามทุกคนในวังนี้ออกนอกวัง

พระมหาเทวีวุ่นวายพระหฤทัย ทั้งพระสวามียังไม่กลับมา ทั้งทหารพม่าสั่งล่าตัวพระสวามี นี่มันเรื่องอะไร? แต่สุดที่จะแข็งขืนกับทหารพม่า เพราะทหารทุกคนถืออาวุธ พระนางจึงไปพักอยู่ชั้นบนพระตำหนัก ดีแต่ว่าพระราชธิดาสองพระองค์ยังไม่ตื่นบรรทม จึงยังไม่พบสภาพการณ์ที่ผิดปกติในตอนเช้า แล้วทันใดนั้น ก็มีรถวิ่งเข้ามาในบริเวณตำหนัก แล้วมีเสียงตะโกนลั่น รีบต้มน้ำร้อนลวกเข็มฉีดยาด่วน มหาเทวีแปลกใจ ที่หมอคนเดียวของสีป้อมาหาพร้อมภรรยา “คุยที่ห้องบรรทมได้ไหมแม่เจ้า” “ได้ซี่หมอ” พระมหาเทวีกล่าวตอบ “พร้อมละล่ำละลักถามกลับไปว่า “คุณหมอ ได้ข่าวเจ้าฟ้ามาหรือ” “ข้าเจ้าจะทูลทุกอย่างที่ทราบ เพราะข้าเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่เข้ามาในวังนี้ได้ แต่ข้าเจ้าอยู่ไม่นานต้องรีบกลับขอแม่เจ้าจงฟังให้ดี” พระนางพระทัยเต้นเพราะอยากทราบ “เกิดอะไรขึ้นหรือ ทำไมทหารพม่าตามหาเจ้าฟ้า ทำไมทหารพม่ามากักบริเวณฉันแบบนี้” “เนวิน ยึดอำนาจรัฐบาลอูนุแล้ว และจับนายกอูนุและผู้นำอื่นๆ ขังคุก พร้อมประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ” “ตายแล้ว!” พระนางอุทาน ลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ “คุณหมอรู้เรื่องเจ้าฟ้าบ้างไหม?” “เมื่อกองทัพไปค้นที่บ้านพระสหาย ไม่พบ พวกเราเชื่อว่าพระองค์คงหนีรอดไปได้แล้ว” หมอทูล จากนั้นหมอก็ทูลพระมหาเทวีให้ระวังพระองค์แล้วลากลับ

แล้วอีกสองวันต่อมา พี่สะใภ้ของเจ้าสีป้อก็มาแจ้งข่าวแก่พระมหาเทวีว่า เจ้าจาแสงถูกจับไปขังเดี่ยวอยู่ที่กระท่อมไม้ไผ่ในค่ายทหาร บาตู-มโย ใกล้เมืองตองยี

จากนี้ไป มาอ่านบันทึกของพระมหาเทวีเกี่ยวกับการทำลายผู้ขัดขวางการยึดครองดินแดนรัฐฉานของพม่าต่อไป ในบทความที่แล้วได้กล่าวถึงการที่เนวินต้องการจะลอบฆ่าเจ้าจาแสง ก็วางแผนง่ายๆ ดื้อๆ ให้ ผู้บัญชาการทหารภาคเหนือ แจ้งต่อผู้ว่าราชการรัฐฉานว่า ผู้บัญชาการทหารเขาจะต้องไปประชุมที่ย่างกุ้ง และต้องนั่งเครื่องที่เจ้าจาแสงจะต้องนั่งไปประชุมที่ย่างกุ้งเที่ยวเดียวกัน แต่เขาอ้างว่าเขาไม่กล้านั่งเครื่องบินร่วมกับเจ้าฟ้าหลวงได้ เพราะกลัวอันตราย และนั่นคือแผนที่เนวินบีบให้เจ้าฟ้าสีป้อเสด็จกลับวังสีป้อ แล้วก็ถูกลอบยิงที่ทางเปลี่ยวบนเส้นทางไปสีป้อ ต่อมาอีกคราวหนึ่ง เนวินตัองการจะหมิ่นเกียรติเจ้าจาแสง จึงให้ผู้บัญชาการทหารภาคเหนือไปเฝ้าเจ้าฟ้าที่วังสีป้อ แล้วทูลว่า “นายพลเนวินต้องการจะผ่านเมืองสีป้อไปทางเมืองลาเสี่ยว” เจ้าจาแสงจึงรีบเสนอว่า “เรายินดีจะเชิญท่านนายพลพร้อมคณะมาทานกลางวันที่หอตะวันออกในวังของเรา” ผบ.ภาคเหนือรีบตอบว่า “ท่านนายพลไม่ประสงค์จะพบพ่อเจ้าดอก “เจ้าจาแสงยังยืนยันเหมือนเดิมว่า “ถ้าไม่ทานอาหาร มาทานน้ำชาที่วังของเราก็ยังดี” ผบ.ภาคเหนือจึงปล่อยวลีเด็ดตามที่เนวินต้องการออกไปว่า “คงไม่สะดวกดอกพ่อเจ้า ทางที่ดี ขอให้พ่อเจ้าไปคอยดักพบข้างทางจะดีที่สุด แล้วข้าเจ้าจะบอกเวลาที่จะผ่านเมืองสีป้อให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง” เจ้าจาแสงคาดไม่ถึงว่า นายทหารจะกล่าวคำอันไม่ควรนี้ออกมา จึงตรัสว่า “ถ้าเราเป็นสามัญชนคงทำได้ แต่นี่เราเป็นเจ้าฟ้าแห่งสีป้อยากที่จะทำได้” ถามว่า เนวินต้องการอะไร? ตอบว่า นี่คือแผนทำลายผู้หวงดินแดนรัฐฉานของไทยใหญ่ของเนวิน หลังจากเนวินผ่านเมืองสีป้อไปแล้ว โดยไม่มีเจ้าฟ้าแห่งสีป้อไปตั้งโต๊ะบูชาข้างทางเพื่อต้อนรับท่านนายพลเนวิน จากนั้นไม่นานกองทัพได้ทำจดหมายฟ้องไปยังนายกอูนุว่า เจ้าฟ้าแห่งสีป้อแสดงการลบหลู่ไม่ให้เกียรติวีรบุรุษเช่นท่านนายพลเนวินแห่งพม่า แล้วจากวันนั้นกองทัพก็ประกาศความเป็นศัตรูระหว่างกองทัพกับเจ้าฟ้าแห่งสีป้ออย่างเปิดเผย

Advertisement

ถามว่า เนวินประกาศความเป็นศัตรูกับเจ้าฟ้าแห่งสีป้อเพื่อเหตุผลใด? ตอบเพื่อความชอบธรรมในวันที่ 2 มีนาคม 2505 ที่เนวินจะจัดการเจ้าฟ้าที่ขัดขวางพม่าไม่ให้ยึดดินแดนรัฐฉานเป็นของพม่า แล้วนั่นเองในวันยึดอำนาจจากอูนุ
เนวินก็ประกาศอย่างฮึกเหิมว่า ห้ามใครเข้ามายุ่งกับเจ้าสีป้อ เขาจัดการคนเดียว แล้วนั่นเองที่เจ้าจาแสงถูกขังเดี่ยวอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่ตามที่กล่าวมาแล้ว ในวันที่ถูกขังวันแรก ทหารที่เฝ้าอยู่ที่กระท่อมเข้ามากระซิบตอนดึกว่า เขาเป็นทหารชาติพันธุ์คะฉิ่น ลุงเขาเคยเป็นทหารรับใช้อยู่ที่วังสีป้อ เขาจะอาสานำจดหมายจากพ่อเจ้า แจ้งให้พระชายาทราบ เจ้าจาแสงเชื่อใจจึงดึง
สมุดพกมาฉีกกระดาษเขียนข้อความถึงพระชายา แล้วรีบยื่นให้ทหารยามคนนั้นไป แล้วอีกหลายวันต่อมา ร้อยเอกชาวคะฉิ่นได้ย้ายมาควบคุมวังสีป้อแทนคนเก่า เพราะความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับคะฉิ่นนั้น ไม่ดีเท่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยใหญ่กับคะฉิ่น

ดังนั้น ผู้กองชาวคะฉิ่นจึงไปรายงานตัวต่อพระมหาเทวี ในฐานะผู้ควบคุมพระราชวังสีป้อ แล้วอีกสามวันต่อมาจดหมายฉบับแรกและฉบับที่สองที่ทหารยามชาวคะฉิ่นนำออกมาจากกระท่อมก็มาถึงมือพระมหาเทวี

แล้วคืนวันหนึ่ง พันเอกส่างลวิน คนสนิทของเนวิน และเป็นหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของพม่า ก็เข้ามาในกระท่อม เจ้าจาแสงทรงลุกขึ้นยืนกอดอก เพราะคนคนนี้ชาวพม่าพูดถึงด้วยความเกลียดชัง ทรงมองส่างลวินตั้งแต่หัวยันตีน โดยไม่หวั่น ทั้งๆ ที่รู้คนคนนี้โหด ส่างลวิน
เมื่อเห็นอาการเย็นชาไม่พูดจาอย่างนั้น ก็พูดขึ้นก่อนว่า “สอพวา ยี (พม่าออกเสียงเจ้าฟ้าว่า สอพวา) ข้าเจ้าได้รับมอบหมายจากหัวหน้าปฏิวัติให้มาต่อรองเรื่องอิสรภาพของท่าน ท่านหัวปฏิวัติมีข้อเสนอที่มีประโยชน์ต่อตัวท่านเองและฝ่ายเราด้วย เราจะนั่งคุยกันดีไหม?” “เราจะยืน” ทรงรับสั่งอย่างเย็นชา “สอพวา ยี ถ้าท่านให้ความร่วมมือ จะเป็นประโยชน์ต่อท่านนะ” ส่างลวินเริ่มหงุดหงิด แล้วก็นิ่งฟังแต่เจ้าจาแสงก็ยืนนิ่ง ส่างลวินจึงเอยขึ้นว่า “เอาล่ะ! เราจะทูลตรงๆ ก็แล้วกัน บางทีท่านฟังแล้วอาจจะให้ความร่วมมือก็ได้ แต่ถ้าจนแล้วจนรอดท่านไม่ให้ความร่วมมือ เราจะตั้งข้อหาว่าท่านทรยศต่อชาติก็ได้นะ” เจ้าจาแสงงงในคำที่ว่า ทรยศต่อชาติ จึงถามไปว่า “จะตั้งข้อหาอะไรบ้างล่ะ?” ส่างลวินจึงตอบว่า “เรามีหลักฐานว่าท่านให้เงินอุดหนุนกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ ท่านติดต่อกับซีโต้ แล้วท่านมีแผนที่จะแยกรัฐฉานออกจากพม่า ท่านเป็นผู้ทรยศต่อชาติอย่างไม่มีข้อโต้แย้งเลยล่ะ สอพวา ยี” “แนะผู้พัน” เจ้าจาแสงตรัส “เราก็อยากจะทำอย่างที่ท่านพูดนั่นแหละ เพราะรัฐธรรมนูญก็ระบุไว้ว่า อยู่ร่วมกันสิบปีแล้วก็เป็นเอกราชได้ แต่พม่าไม่ยอม พยายามทำลายชาติพันธุ์ต่างๆ ให้สิ้นสภาพไปเอง” คู่สนทนาเคืองจัดโพล่งขึ้นว่า “ท่านอย่ายั่วโทสะพวกเราดีกว่า ท่านไม่รู้หรือว่า ลูกเมียของท่านอยู่ในกำมือของเรา” เจ้าจาแสงชะงักตรัสว่า “ท่านมีข้อเสนออะไร?” ส่างลวินยิ้มเยาะพลางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งให้อ่านพลางพูดว่า “ท่านแค่ลงพระนามในกระดาษแผ่นนี้เท่านั้นละ พ่อเจ้า” เจ้าจาแสงอ่านแล้วตรัสว่า “เราไม่ลงชื่อเด็ดขาด” พูดพลางส่งกระดาษคืน “เอาเถอะ” ส่าง
ลวินเอ่ย “จะให้เวลาคิดทบทวน แล้วข้าเจ้าจะกลับมาขอคำตอบอีกครั้งหนึ่ง”

เขาพูดแล้วก็พรวดเข้าประชิดตัวเจ้าจาแสง ดึงแว่นสายตาของเจ้าจาแสงออกไปจากพระพักตร์ พลางพูดว่า “ข้าเจ้าเอาแว่นไปก่อน เมื่อข้าเจ้ากลับมาแล้ว ท่านจึงใช้แว่น”

เมื่อขาดแว่นเจ้าฟ้าก็โหยหาแต่แว่น พระองค์สำนึกรู้แล้วว่าจะต้องถูกทรมานแบบนี้ต่อไป ทรงเตรียมพร้อมที่จะผจญกับสิ่งที่เนวินจะทำ เพราะทรงรู้ชัดว่า พม่าและเนวินต้องการแผ่นดินของรัฐฉานและชาติพันธุ์อื่นๆ แล้วดึกคืนหนึ่ง ส่างลวินก็พรวดพราดเข้ามาในกระท่อมพัก พร้อมทหาร สองนายจ่อปืนไปที่เจ้าฟ้าหลวง ทรงถอยไปชิดฝากระท่อม “ว่าไง เปลี่ยนใจหรือยัง?” ส่างลวินถามเสียงดัง “ฉันไม่เป็นหุ่นเชิดให้ใครเด็ดขาด” ทรงตอบ “ไม่น่านะ ท่านคิดถึงตัวเองและลูกเมียบ้างหรือเปล่า?” ส่างลวินชะโงกหน้าไปชิดพระพักตร์ ทรงหลบพระพักตร์เพราะสะอิดสะเอียนลมหายใจของผู้นี้ “ตอบสิ! ตอบออกมาให้ได้ยิน” เขาตวาดเสียงแหว เมื่อเจ้าฟ้าหลวงทรงนิ่ง เขาจึงไปกระซิบกับ ร.ท.ที่ยืนใกล้ๆ แล้วเขาก็ผลุนผลันออกจากกระท่อมไป ทหารก็กรูกันเข้าไปกระชากพระองค์แล้วจับมือไพล่หลัง ใส่กุญแจมือ ผลักพระองค์ให้เดินไปข้างหน้า พระองค์อิดโรยมากแล้ว ไม่คิดแข็งขืน และพร้อมที่พบอะไรก็ได้ เมื่อได้ยินร้อยโทผู้นั้นพูดว่า “มีคำสั่งให้นำท่านไปยังห้องของส่างลวิน” ตอนนั้นน่าจะดึกมากแล้ว เจ้าฟ้าหลวงทั้งอิดโรยทั้งง่วงนอน พลันได้ยินเสียงตะโกนออกมาว่า “นำเข้ามาเร็วๆ” พระองค์คงสลัดความง่วง และพร้อมที่จะสู้เพื่อชาวฉานมิได้กลัวตาย พระองค์ถูกทหารผลักเข้าไปที่โต๊ะส่างลวินนั่งคอยอยู่ “ขอโทษด้วยนะที่ต้องใส่กุญแจมือ เชิญนั่ง
สอพวา ยี” ส่างลวินพูดสุภาพขึ้น เมื่อถูกถอดกุญแจ ก็ประทับนั่งหน้าส่างลวิน “ท่านเป็นเลขานุการสมาคมเจ้าฟ้าไทยใหญ่ใช่หรือไม่?” “ใช่ ฉันยังเป็นอยู่แม้ขณะนี้” ทรงตอบคำถามส่างลวิน “ท่านได้ติดต่อกับต่างประเทศบ้างหรือไม่” “ไม่เลย” “แต่ท่านก็ยินดีที่จะให้รัฐฉานเป็นอิสระจากพม่ามิใช่รึ” “ฉันไม่เคยดำเนินดังกล่าวเลย แต่รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้แล้วว่า เมื่ออยู่ร่วมกับพม่าสิบปีแล้ว ก็เป็นเอกราชได้” ตรัสตอบอย่างไม่หวั่น “พูดเป็นบ้าไปได้!” ส่างลวินโทสะพุ่ง เพราะถูกจี้ใจดำของพม่าที่ไม่ชอบคำๆ นี้ “รัฐธรรมนูญก็คือกระดาษ เนวินจึงฉีกทิ้งเสียนั่นไงล่ะ เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องเอามาพูดกันอีก เสียเวลา” “ท่านจะพอใจหรือไม่ก็ตามที่ แต่ชาวไทยใหญ่จะต้องลุกขึ้นสู้อย่างแน่นอน” ทรงโต้กลับไป “ไม่หรอก ไทยใหญ่ไม่ลุกขึ้นต่อสู้แน่ ถ้ากำจัดตัวการใหญ่เช่นท่านได้” ส่างลวินโต้กลับแล้วจ้องหน้าเจ้าฟ้าหลวงด้วยความโกรธ “ท่านขู่ฉันไม่สำเร็จหรอก เพราะฉันบริสุทธิ์ใจ ทำตามรัฐธรรมนูญ” “บริสุทธิ์ได้อย่างไร ในเมื่อท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการใหญ่ก่อกบฏไทยใหญ่และรบกวนความสงบสุขของพม่า ไม่รู้เรอะ” ส่างลวินจ้องหน้าพูด เจ้าฟ้าจาแสงกริ้วจึงโพล่งด้วยความโกรธว่า “ทำไมพม่าไม่คิดบ้างว่า การที่ไทยใหญ่ต้องลุกขึ้นสู้ ก็เพราะพม่าตระบัดสัตย์และบีบคั้นเราอย่างไม่ละอาย” “เอาล่ะ” ส่างสวินยกมือสรุปห้วนๆ “ท่านก็ยอมรับแล้วว่า ท่านหนุนพวกกบฏ แต่เราจะช่วยเหลือท่าน ขอให้ท่านมาร่วมมือกับเรา ท่านก็จะได้เป็นใหญ่และมีความสุขต่อไป” “ให้ฉันตายดีกว่า!” เจ้าฟ้าหลวงตรัสอย่างทระนง ส่างลวินโกรธจัด ลุกพรวดขึ้น ชะโงกหน้าไปข้างหน้าพูดเสียงต่ำว่า “พูดแบบนี้แสดงว่าพิพากษาตัวเองแล้วนะ” แล้วส่างลวินหันมาทางร้อยโทสั่งว่า “เอานักโทษคนนี้ไปขังในห้องขังใหม่ แล้วเพิ่มการจองจำให้หนักขึ้นด้วย”

จากนั้นเจ้าจาแสงก็ถูกสวมกุญแจมือ ถูกตีตรวน ถูกนำไปขังในห้องสังกะสี เป็นพื้นดินแข็ง อบอวลไปด้วยกลิ่นอุจจาระและปัสสาวะของนักโทษ จากนั้นท่านก็สาบสูญไป ไม่รู้ว่าท่านถูกพม่าฆ่าท่านด้วยวิธีใด!

นั่นคือบันทึกของมหาเทวีตลอดเวลา 11 เดือน พระนางยังไม่ยอมเชื่อว่าเจ้าจาแสงถูกเนวินฆ่าไปแล้วพระนางจึงวางแผนจะไปพบเนวิน งานนี้จึงทำให้คนชั้นสูงเข้ามาช่วย น่าจะเริ่มที่อูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ อูฮั่นน้องชายอูถั่นได้มาพบ พระมหาเทวี ไม่ให้เข้าพบเนวิน เพราะเป็นคนมุทะลุ อาจจะมีการเนรเทศให้พระมหาเทวีกับราชธิดาทั้งสองพระองค์แยกกันก็ได้ โดยยกตัวอย่างความโหดร้ายของเนวิน เรื่องเผานักศึกษาไทยใหญ่ที่ทำการประท้วงรัฐบาลพม่า ที่ให้อิสราเอลเช่าที่ทำนาในรัฐฉาน 1 ล้านไร่ เมื่อ พ.ศ.2499 นักศึกษาชุมนุมกันที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ให้เปลี่ยนสัญญาเช่าที่ใช้คำว่าที่ดินพม่า เป็นที่ดินในรัฐฉานแทน คราวนั้นเนวินได้เผานักศึกษาไทยใหญ่ทั้งที่ตายแล้วและยังไม่ตายในกองเพลิงในมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ตายเป็นร้อยเป็นพัน นั่นเพราะต้องการแผ่นดินของไทยใหญ่ อูฮั่นตอบคำถามของพระมหาเทวีเรื่องเจ้าฟ้าหลวงว่า เจ้าฟ้าหลวงถูกฆ่าตายนานแล้ว ดังนั้น เมื่อทูตออสเตรียมาพบให้เดินทางกลับประเทศ แต่ติดปัญหา เพราะพระมหาเทวีกลับไปได้เพียงคนเดียว เนื่องเพราะพระราชธิดาทั้งสองเป็นพลเมืองพม่า งานนี้ขอเดาว่าองค์การโลกคงมาช่วยอีก เพราะสถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทย ได้บันทึกรับรองว่า “รัฐบาลออสเตรียขอรับรองว่ามายรี และเกนรี เป็นพลเมืองของประเทศออสเตรีย” เพียงข้อความนี้เท่านั้น พระนางจึงออกจากพม่าพร้อมพระธิดาได้

ดูเหมือนพระมหาเทวีอยู่รอคอยพระสวามีอย่างโดดเดี่ยวในพม่าถึงสองปี จึงได้เดินทางกลับไปประเทศออสเตรีย ด้วยความช่วยเหลือขององค์การโลกและคนชั้นสูงในสังคมพม่า และการเอาใจช่วยของไทยใหญ่ทั่วไป แล้วนั่นเองความลับต่างๆ ของเจ้าฟ้าหลวงแห่งสีป้อ จึงได้เผยออกมาจากหนังสือชื่อ สิ้นแสงฉาน ที่พระมหาเทวีได้มีโอกาสเขียนที่มาตุภูมิของพระองค์

กลิ่นบงกช