นับตั้งแต่มีการค้นพบการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิง หรือ monkeypox เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด
จนถึงขณะนี้ มีการค้นพบผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 700 ราย ในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก นอกพื้นที่ แอฟริกาตะวันตก และแอฟริกากลาง อันเป็นพื้นที่ซึ่ง ฝีดาษลิง เป็นโรคประจำถิ่น ที่พบได้บ่อยครั้ง
เป็นการระบาดที่มากและเร็วอย่างที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อนนอกทวีปแอฟริกา
ข้อมูลในทางระบาดวิทยาของตัวไวรัสฝีดาษลิงเบื้องต้นที่ได้จากการจำแนกพันธุกรรมของไวรัสนี้จากตัวอย่างที่ได้จากผู้ป่วย 2-3 รายแรก แสดงให้เห็นว่า ฝีดาษลิง ที่กำลังระบาดอยู่ในเวลานี้ เป็นเชื้อตัวเดียวกันกับที่เคยระบาดอยู่ในแอฟริกาเมื่อปี 2018
แต่เมื่อมีการระบาดเพิ่มมากขึ้น มีการจำแนกพันธุกรรมของไวรัสตัวนี้มากขึ้นในหลายประเทศ นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นก็เริ่มวิตกกังวลมากขึ้นตามลำดับ
เหตุผลที่ต้องเป็นกังวลมากขึ้นก็เพราะพวกเขาพบว่า ไวรัสฝีดาษลิงที่พบระบาดอยู่ในเวลานี้ ใกล้ชิดกับเชื้อที่เคยระบาดเมื่อปี 2018 มากที่สุดก็จริง แต่กลับพบการกลายพันธุ์ของไวรัส มากกว่าที่คาดคิดกันไว้มาก
ริชาร์ด นีเฮอร์ นักชีววิทยาวิวัฒนาการ จากมหาวิทยาลัยบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ข้อที่น่าสังเกตมากที่สุดสำหรับไวรัสฝีดาษลิงที่ระบาดอยู่ในเวลานี้ ก็คือ การที่มันมีจำนวนการกลายพันธุ์แตกต่างออกไปซึ่งกันและกันเป็นจำนวนมาก มากกว่า 40 ตำแหน่ง ซึ่งทำให้เชื้อที่ระบาดอยู่ในเวลานี้แตกต่างออกไปจากที่เคยระบาดเมื่อปี 2018 อย่างเห็นได้ชัด
ที่น่าวิตกอีกประการก็คือ การกลายพันธุ์ 40 กว่าตำแหน่งดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ปี หลังการระบาดเมื่อปี 2018
ผิดธรรมชาติของไวรัสฝีดาษลิง ที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า กลายพันธุ์ช้ามากเป็นอย่างยิ่ง
หากเป็นไปตามธรรมชาติของไวรัสฝีดาษลิง การกลายพันธุ์เป็นจำนวนมากกว่า 40 ตำแหน่งในลำดับพันธุกรรมของไวรัส จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 50 ปี
คำถามสำคัญที่กดดันนักวิทยาศาสตร์และนักไวรัสวิทยาทั่วโลกในเวลานี้ก็คือ อะไรทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นจำนวนมากและเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ สั้นมากๆ อย่างนี้ได้
การกลายพันธุ์ที่ว่านี้ คือสาเหตุที่ทำให้มันสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ง่ายขึ้นใช่หรือไม่?
ไวรัสในตระกูล พ็อกซ์ไวรัส (คือกลุ่มไวรัสที่ก่อโรค ไข้ทรพิษ และฝีดาษลิง) แตกต่างจากไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 หรือซาร์ส-โควี-2 อยู่มาก
พ็อกซ์ไวรัส เป็นดีเอ็นเอไวรัส พันธุกรรมของมันอยู่ในดีเอ็นเอ ทำให้มีพันธุกรรมขนาดใหญ่กว่าและเสถียรกว่า อาร์เอ็นเอไวรัส หรือไวรัสที่หน่วยพันธุกรรมบรรจุอยู่ในอาร์เอ็นเอ อย่างที่ซาร์ส-โควี-2 เป็น
ดีเอ็นเอไวรัส เปลี่ยนแปลงเชิงพันธุกรรม หรือที่เราเรียกกันว่ากลายพันธุ์ ได้ยากกว่าอาร์เอ็นเอไวรัส แต่ในเวลาเดียวกัน การกลายพันธุ์ยากกว่าที่ว่านี้ ก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถใช้วิธีการติดตามการกลายพันธุ์มาบ่งชี้ถึงที่มาของไวรัสที่พบอยู่ในมนุษย์แต่ละคนได้
การกลายพันธุ์ของไวรัสเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะอาจทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปมากจนทำให้ตัวมันเองเหมาะกับการระบาดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่ายขึ้น
ที่ผ่านมา ดีเอ็นเอไวรัส อย่างพ็อกซ์ไวรัส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไวรัสที่ก่อโรคฝีดาษลิง ไม่เคยมีประวัติว่าเกิดการกลายพันธุ์จนร้ายแรงขึ้นอย่างที่ว่านั้่น
จนถึงขณะนี้ นีเฮอร์ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น การกลายพันธุ์จำนวนมากและเกิดในระยะเวลาสั้นๆ เช่นนี้ถึงเกิดขึ้นกับไวรัสฝีดาษลิงได้
แต่ก็มีการตั้งสมมุติฐานเอาไว้สองสามประการด้วยกันว่า เกิดอะไรขึ้นถึงเป็นที่มาของการกลายพันธุ์นี้
สมมุติฐานในทางวิทยาศาสตร์ ยังไม่ใช่ทฤษฎีที่พิสูจน์ได้แน่ชัดแล้ว เป็นแต่เพียงการคาดการณ์ที่จำเป็นต้องใช้เวลาพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยการศึกษาเพิ่มเติมอีกไม่ใช่น้อย
แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้รู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโรคติดเชื้อซึ่งไม่เคยก่อภัยคุกคามในระดับนี้มาก่อน และอาจเป็นที่มาของการป้องกัน รวมทั้งการหาหนทางพัฒนาวิธีการรับมือกับมันต่อไป
ก่อนที่มันจะกลายเป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพใหม่ในระดับโลกในอนาคต
ผมขออนุญาตยกยอดไปอธิบายถึงสมมุติฐานเหล่านี้ให้กระจ่างชัดในสัปดาห์หน้านะครับ

