แนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
เกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนคดีอาญา
หากจะกล่าวถึงกระบวนการสอบสวนในทางคดีอาญาแล้ว คงจะหนีไม่พ้น 2 องค์กรหลักที่มีหน้าที่โดยตรงในการสอบสวนคดีอาญาเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ คือ ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน (inquiry official) และ พนักงานอัยการ (prosecutor) แต่ในขณะเดียวกันการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจในการทำความเห็นทางคดีของพนักงานสอบสวนและการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ มีลักษณะเป็นการถ่วงดุลระหว่างหน่วยงานเท่านั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้คู่กรณี หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาในทางคดีได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการทำความเห็นของพนักงานสอบสวนหรือการสั่งคดีพนักงานอัยการ ซึ่งที่ผ่านมามีบุคคลมาใช้สิทธิในการขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนคดีอาญาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นบทความนี้จึงเป็นการรวบรวมแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ในประเด็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนคดีอาญา เพื่อให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ รวมถึงบุคคลที่สนใจ ใช้ศึกษาและเป็นแนวทางในการพิจารณาเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกทางหนึ่งยังเป็นการคุ้มครองสิทธิประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาด้วย
สรุปแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
1.ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ระหว่างดำเนินการของพนักงานสอบสวน หรืออยู่ระหว่างพิจารณาสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ คณะกรรมการวินิจฉัยจะพิจารณาไม่เปิดเผย เนื่องจากการเปิดเผยสำนวนการสอบสวนคดีอาญาจะส่งผลกระทบต่อรูปคดีและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีอาญาของพนักงานสอบสวนและการสั่งคดีของพนักงานอัยการอันส่งผลทำให้การบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญาเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ ตามมาตรา 15(2) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540
2.ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว หมายความว่า การสั่งคดีของพนักงานอัยการได้ดำเนินการเสร็จสิ้นตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายแล้ว โดยมีคำสั่งเสร็จเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา คณะกรรมการวินิจฉัยจะพิจารณาให้เปิดเผย เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาไม่เป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการและการสอบสวนของพนักงานสอบสวนอันจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 15(2) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 แต่อย่างใด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ขอข้อมูลเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เช่น เป็นผู้ถูกกล่าวหา ย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอเพื่อใช้ในการปกป้องสิทธิของตนตามกฎหมาย หรือกรณีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษก็ย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงของการพิจารณาให้ความเห็นทางคดีของพนักงานสอบสวนและการสั่งฟ้องคดีหรือสั่งไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการว่าเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ การเปิดเผยจะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบในการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ
ในกรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินคดีเนื่องจากคดีขาดอายุความ ก็ถือว่าการสั่งคดีของพนักงานอัยการได้ดำเนินการเสร็จสิ้นตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายแล้วเช่นกัน
3.กรณีที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการอ้างว่าสำนวนการสอบสวนในคดีอาญาถือว่าเป็นความลับของทางราชการ ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่คณะกรรมการวินิจฉัยมีแนวคำวินิจฉัยวางหลักไว้ว่า แม้สำนวนการสอบสวนคดีอาญาจะถูกกำหนดชั้นความลับไว้ก็ตาม แต่ก็ไม่ตัดอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในการพิจารณาเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้ ตามข้อ 24 ของระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544
4.คำให้การพยานบุคคลที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนคดีอาญา หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระบวนการพิจารณาสั่งฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีคำสั่งเสร็จเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้ว คำให้การพยานบุคคลหรือบันทึกถ้อยคำของพยานบุคคลย่อมสามารถเปิดเผยได้ ยกเว้นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลและข้อมูลข่าวสารในขอบเขตสิทธิส่วนบุคคล ได้แก่ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ลายมือชื่อ หมายเลขประจำตัวประชาชน ชื่อบิดา มารดา ของพยานที่ปรากฏในบันทึกการให้ถ้อยคำของพยาน เนื่องจากการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร ตามมาตรา 15(5) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการพิจารณาสั่งฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีคำสั่งเสร็จเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้วก็ตาม แต่ถ้าการเปิดเผยชื่อจะก่อให้เกิดอันตรายต่อพยานบุคคลหรือทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย ตามมาตรา 15(4) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 คณะกรรมการวินิจฉัยจะพิจารณาให้ปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพยานบุคคลนั้น เช่น พยานบุคคลที่ให้ข้อมูลเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด หรือพยานบุคคลที่เป็นนักเรียนนักศึกษาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบของผู้บริหารสถานศึกษาหรือครูในโรงเรียน เป็นต้น
5.กรณีคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานสอบสวน ความเห็นและคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ (แบบ อก.4และแบบ อก.20) ตลอดจนรายงานสำนวนคดีการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และรายงานความเห็นของพนักงานอัยการ คณะกรรมการวินิจฉัยมีแนวคำวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าพนักงานอัยการได้พิจารณาสำนวนคดีอาญาเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการด้วยแล้ว จึงมีผลทำให้การพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการเสร็จสิ้นตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายแล้ว การเปิดเผยความเห็นและคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการในสำนวนคดีอาญา รวมทั้งรายงานการสอบสวนคดีอาญาดังกล่าวจึงไม่เป็นอุปสรรคหรือส่งผลกระทบต่อการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการอันจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 15(2) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 แต่อย่างใด ประกอบกับผู้อุทธรณ์เป็นผู้เสียหายในคดีจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารโดยตรงจึงควรได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อใช้ในการปกป้องสิทธิของตน และการเปิดเผยจะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ว่าการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการเป็นไปด้วยความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจึงเปิดเผยให้ผู้อุทธรณ์ทราบได้
6.ข้อมูลข่าวสารอื่นๆ ในสำนวนการสอบสวนคดีอาญา เช่น บัญชีพยาน สรุปรายงานการสอบสวน เป็นข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติราชการตามปกติของพนักงานสอบสวนในการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ส่วนลายมือชื่อของพนักงานอัยการที่สั่งไม่ฟ้องคดี ชื่อและลายมือชื่อของพนักงานอัยการ ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นข้อมูลที่พนักงานอัยการกระทำในฐานะที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอันเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการตามปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การเปิดเผยลายมือชื่อพนักงานอัยการจึงไม่เป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลของพนักงานอัยการโดยไม่สมควรแต่อย่างใด ตามมาตรา 15(5) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ประกอบกับการเปิดเผยจะทำให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการด้วย
อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่ง คือ การคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อาจถูกกระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพจากกระบวนการยุติธรรม ภายใต้หลักการ “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” การที่บุคคลที่อาจถูกกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวน หรือกระบวนการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการ บุคคลดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม และมี “สิทธิในการได้รู้” (Right to Know) ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนในคดีอาญาอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวนและการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการว่าเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
และในขณะเดียวกัน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะทำให้ประชาชนและสังคมโดยส่วนรวมเกิดความเชื่อมั่นในการกระบวนการยุติธรรมของไทยว่ามีมาตรฐานและปฏิบัติต่อบุคคลภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม

