ต้นรัตนโกสินทร์… “ชุมชนบ้านครัว” คือ หน่วยทหารอาสาแขกจาม (มุสลิม) ที่ได้รับพระราชทานที่ดินเป็นรางวัล ให้ตั้งหลักปักฐานอยู่นอกพระนคร…
ทำหน้าที่ระวังป้องกัน “พม่าข้าศึก” ที่อาจจะบุกมากรุงเทพฯที่ตั้งขึ้นใหม่เป็นราชธานี
“แขกจาม” ได้รับความไว้วางใจ เป็นนักรบในหลายศึก
ปัจจุบัน ชุมชนบ้านครัวเหนือ บ้านครัวใต้ ตั้งอยู่ในเขต “ปทุมวัน-ราชเทวี”
ขอย้อนอดีตไปสมัยต้นรัตนโกสินทร์…
ช่วงตั้งกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวง เมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว พระบรมมหาราชวังคือศูนย์กลางแห่งอำนาจ มองไปทางไหนในกรุงเทพฯก็แสนจะรกร้างผู้คน เป็นป่า น้ำท่วมขังเมื่อฝนตก
ชาวสยามส่วนหนึ่งใช้ชีวิตบน “แพ” ในแม่น้ำลำคลอง น้ำมาก น้ำน้อย ลอยไปมา ค้าขายได้สะดวก ไม่เดือดร้อน
ที่ดินบนบกรกร้างว่างเปล่า มีชุมชนเป็นหย่อมๆ
“ชาวจีน” ที่อพยพเข้ามานับแสนในกรุงเทพฯ จะอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน เป็นปึกแผ่น ทำมาค้าขาย พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ ลำคลองคือทำเลทอง เป็นท่าเรือสำหรับการขนส่ง
ข้าวปลาอาหาร พืชผักขนาดมหึมา ขนส่งด้วยเรือทั้งนั้น
แม่น้ำ ลำคลอง คือเส้นเลือดใหญ่ เส้นเลือดฝอย ใช้เรือเดินทาง
เมื่อต้องการสร้างบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น เข้มแข็ง ต้องมี “คน” …ต้องมีการทำมาค้าขาย ไปมาหาสู่ ส่วนหนึ่งต้องเป็น “ทหาร” เพื่อปกป้องดินแดน
สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์…กองทัพสยามต้องไปทำศึกสงครามจับเชลย กวาดต้อนผู้คนในดินแดนอื่นให้มาตั้งถิ่นฐาน แจกที่ดินให้ ทำมาหากิน…เดี๋ยวก็มีลูก มีหลาน กลายเป็นชุมชน เป็นเมือง
จะเป็นเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ไหน ศาสนาอะไร ไม่สำคัญ สยามพร้อมแจกที่ดินให้หมดฟรีๆ …ไปกวาดต้อนมาให้มากที่สุด
“คน” คือทรัพยากรอันมีค่า ที่ต้องไปหามาสะสม
ชุมชนบ้านครัว กลางกรุงเทพฯ ก็เป็น 1 กลุ่มชาติพันธุ์ ที่ถูกนำมา “จัดวาง” ในกรุงเทพฯเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว
พี่น้องประชาชนใน “ชุมชนบ้านครัว” ที่ปัจจุบันถือว่าอยู่ในกลางกรุงเทพฯ มีนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ศึกษาบอกเล่าว่า… มาจากหลายพื้นที่ บรรพบุรุษของชุมชนนี้ น่าศึกษาอย่างยิ่ง
(มีข้อมูลหลายสำนักที่ตรง-ไม่ตรงกัน แตกต่าง ซึ่งเป็นความละเอียด รอบคอบทางวิชาการ)
ผู้เขียนขออ้างอิงข้อมูลบทความของ ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ…ที่พิมพ์ในหนังสือ พระอาทิตย์ชิงดวง ในวาระ 60 ปี และเกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ.2549…
แทบไม่ค่อยมีคนรู้จักว่า ชุมชนบ้านครัว เขตปทุมวัน …พื้นที่ตรงนี้คือดินแดนของแขกจาม (มุสลิม) จากเขมร
“แขกจาม” เป็นใคร… มาจากไหน?
อยุธยา ที่เคยเป็นราชธานีของสยาม มีมัสยิดจดทะเบียนเป็นทางการ 56 แห่ง มีมุสลิมไทยเชื้อสายจามตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ชุมชนอะห์มาติยะห์ตุสซอลิฮาด ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา
แขกจามมีตัวตน ต่อเนื่องมาตั้งแต่อยุธยาตอนต้น ถ้านับมาถึงปัจจุบัน ก็ราว 500 ปี (รวมถึงชุมชนบ้านครัว เขตปทุมวัน)
ชนชาติจาม เป็นชาติพันธุ์โบราณชาติหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลของเวียดนามตั้งแต่สมัยต้นคริสตกาล
มีสงครามระหว่างชาวเวียดนามกับชาวจาม ชาวเวียดนามขับไล่ชาวจามหนีตายไปอยู่ในเขมร
ราว พ.ศ.2014 ชาวจาม แพ้สงครามต่อชนชาติเวียดนามที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ อาณาจักรล่มสลาย
ชาวเวียดนาม ผนวกดินแดนของจามปาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม และกลืนชาวจามจนกลายเป็นชนกลุ่มน้อย
ชาวจามยังต้องเผชิญกับชาว “ขอม” ที่เข้าปราบปราม
(ต้องขอเรียนท่านผู้อ่านว่า ในเวลานั้นยังไม่มีประเทศ กลุ่มใคร พวกใคร ก็อยู่รวมกัน มีหัวหน้ากลุ่ม)
ศึกสงคราม ก็เกิดขึ้นระหว่างกลุ่ม กวาดต้อนผู้คนกันไป-มา
ชาวจามบางส่วน…ก็อพยพเข้ามาเอง
ไม่ปรากฏหลักฐานว่า แขกจามเข้ามาอยุธยาตั้งแต่เมื่อใด ตั้งบ้านเรือนถิ่นฐานที่ใด …หากแต่มีคำว่า “คลองคูจาม” ในอยุธยา
พ.ศ.2347 ในกฎหมายตราสามดวง ที่ในหลวง ร.1 ทรงให้รวบรวม มีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ตกทอดมาจากสมัยอยุธยา เป็นเอกสารฉบับเดียวที่บันทึกตำแหน่ง “ขุนนางจาม” ไว้อย่างชัดเจน
มีแผนภูมิแบ่งกรมอาสาจามออกเป็น 4 กรม เจ้ากรมทั้ง 4 มีบรรดาศักดิ์เป็น “หลวง”
กรมอาสาจาม มี “พระยาราชวังสัน” ตำแหน่งจางวาง เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ศักดินา 2000
งานวิจัยของ ดร.พลับพลึง คงชนะ ยังกล่าวถึง การใช้ภาษาเขมรในการเรียกพื้นที่แห่งหนึ่ง…คำว่า “ปทาคูจาม”
“คู” เป็นภาษาไทย แปลว่า ร่องน้ำที่ขุดขึ้น
“ปทา” เป็นภาษาเขมร แปลว่า ป้อมค่าย
การใช้หลักฐานทางภาษา พอจะเป็นร่องรอยที่พอทราบได้ว่า แขกจาม มาจากเขมร มาตั้งถิ่นฐานในอยุธยา
สอดคล้องกับคำให้การของผู้นำชุมชนในอดีต ที่เคยกล่าวถึงลักษณะบ้าน การทำนา การโพกผ้า ภาษาที่ใช้เรียกเครือญาติของชนกลุ่มนี้… ล้วนเป็นภาษาเขมร
เรื่องการไปทำสงครามกับเขมรเป็นเรื่องคลุมเครือ ที่มีข้อมูลหลายสำนัก
หากแต่เรื่อง “ชนะสงคราม” แล้วกวาดต้อนเชลยศึกกลับมา ถือเป็นแนวทาง วิถีชีวิตของบรรพชน
เชลยศึกทั้งหลายจะกลายเป็นแรงงาน สร้างป้อมปราการ ขุดคลอง บุกเบิกที่ดินใหม่ ทำการเกษตร และแน่นอนที่สุด ชายฉกรรจ์ทั้งหลายต้องเป็น “ทหาร”
…คนกลุ่มนี้นับถือศาสนาอิสลาม ชาวสยามเลยเรียกว่า “แขกจาม”
บทบาท หน้าที่ของออกญาราชวังสัน หัวหน้าชุมชนจามในยุคอยุธยา คือ ดูแลทุกข์สุขของชุมชน ตัดสินคดีความเมื่อเกิดความขัดแย้งเฉพาะภายในชุมชน เกณฑ์แรงงานและ “ส่งส่วย”
(ออกญาราชวังสัน เป็น “ตำแหน่ง”)
ออกญาราชวังสันในสมัยพระนารายณ์ฯ เชี่ยวชาญในการใช้ดาบ เป็นผู้นำทัพอาสาจามไปร่วมรบ เป็นทหารเอกคนหนึ่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย
บรรพบุรุษของ “แขกจาม” เคยอาศัยอยู่บริเวณทางใต้บริเวณชายฝั่งของเวียดนามมาก่อน จึงเชี่ยวชาญในการเดินเรือ
ตำแหน่งออกญาราชวังสัน ที่เข้ามาอยู่ในอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ จึงทำงานเสมือน “แม่ทัพเรือ”
บรรพบุรุษชาวจาม ในเวียดนาม มีความสามารถเดินเรือและค้าขายไปตามหมู่เกาะ รวมไปถึงแผ่นดินจีน
สินค้า ผลิตภัณฑ์ของชาวจามส่วนใหญ่เป็นผ้าไหม ไม้หอม เครื่องปั้นดินเผา
ข้อมูลบางสำนักระบุว่า ช่วง พ.ศ.2199-2231 ในแผ่นดินสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชาวจามบางส่วนอพยพเข้าสู่ดินแดนสยาม
ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในราชสำนัก ค้าขาย เจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะมุสลิม
(ในข้อสันนิษฐานของผู้เขียน คาดว่า เฉก อาหมัด ขุนนางคู่พระทัยของสมเด็จพระนารายณ์ มุสลิม ชาวเปอร์เซีย น่าจะมีส่วนในการทูลถวายความเห็นให้ชาวจามหนีภัยสงครามเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารด้วย เพราะมุสลิมทั้งผองคือพี่น้องกัน)
และนี่คือ คำเฉลย…พี่น้องมุสลิม (ส่วนหนึ่ง) มาอยู่ จ.อยุธยา จำนวนมากได้อย่างไร
พ.ศ.2310 ในช่วงสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ชุมชนชาวจามก็เป็นกำลังส่วนหนึ่งในการสู้รบกับการรุกรานของพม่า
ภายหลังการเสียกรุง ชาวจามที่เหลือรอดได้เข้าสวามิภักดิ์กับพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านครัว ที่มีแขกจามกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ก่อนแล้ว
ในรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี มีการทำศึกกับเขมร กองทัพสยามไปกวาดต้อนครัวจามมาเพิ่มเติมที่บ้านครัวอีก
การติดต่อ การคบหาของคนเชื้อชาติเดียวกัน ก็เป็นเรื่องปกติ
ตำแหน่งออกญาราชวังสัน เพิ่งมายกเลิกในสมัยในหลวง ร.5 เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ขอตัดฉากเข้ามาที่เรื่อง “ชุมชนบ้านครัว” เขตปทุมวัน
กำเนิดชุมชนบ้านครัว…แบบเป็นปึกแผ่น
พ.ศ.2328 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในหลวงรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้กองอาสาจามไปร่วมกันทำสงคราม 9 ทัพ ระหว่างสยาม-พม่า ในสมรภูมิพื้นที่กาญจนบุรี
สยามมีชัยชนะ กองทหารแขกจามต้องได้รับรางวัล…
จึงทรงโปรดเกล้าพระราชทานที่ดินขนาดใหญ่ เป็นบำเหน็จรางวัลให้นักรบมุสลิมกลุ่มนี้
ที่ตั้ง คือ ชุมชนสุดคลองมหานาค และทำหน้าที่เป็น “ชุมชนหน้าด่าน” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ในขณะนั้น สยามถือว่าพม่าคือข้าศึกที่เป็นภัยต่อกรุงรัตนโกสินทร์ ถ้าพม่ายกกำลังเข้ามา…แขกจามกลุ่มนี้ จะต้อง “ปะทะ” เอาไว้ก่อน
ขออ้างอิงจากงานวิจัยของ คุณชวน ขำสุวัฒน์…เพิ่มเติม
…เมื่อ พ.ศ.2376 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวง ร.3 ไทยทำสงครามกับเขมร แม่ทัพสยาม คือ “เจ้าพระยาบดินทรเดชา” นำกองทหารสยามออกไปทำศึก…
เมื่อได้ชัยชนะ…ท่านได้กวาดต้อนเชลยสงครามคนเขมรรวมทั้งแขกจามเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงเทพฯ
มีแขกจามและครอบครัวเขมรรวม 3,000 คนเศษ ส่งเข้ามากรุงเทพฯผ่านทางเมืองปราจีนบุรี ได้แบ่งครอบครัวอีกส่วนหนึ่งไว้สำหรับเมืองปราจีนบุรี
อีกส่วนหนึ่ง…ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดครอบครัวเขมรไปอยู่ที่คลองมหานาค ตลอดไปจนลำคลองหัวหมาก บางกะปิ พร้อมทั้งพระราชทานที่ดินให้ทำมาหากิน
มอบหน้าที่…ให้เป็น “ไพร่หลวง” รักษาเรือรบตามริมคลองบางกะปิ เขมรพวกนี้ได้ชื่อว่าเป็น “แขกเขมร” โดยมีบิดาเป็นแขก มารดาเป็นเขมร
คนไทยเรียกว่า แขกครัว เพราะไทยกวาดครอบครัวมาทั้งหมด
เคยมีผู้ทำวิจัย ที่ไปสัมภาษณ์ผู้นำศาสนาของชุมชนเมื่อ พ.ศ.2529 ถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของแขกบ้านครัว ได้ความว่า…
แขกครัว…ได้อพยพมาจากพระตะบอง ประเทศกัมพูชา มาอยู่ที่ชุมชนบ้านครัวมากว่า 4 ชั่วอายุคนแล้ว สมัยก่อนบริเวณนี้เรียกว่า บ้านแขกครัว …มุสลิมบ้านครัวมาจากหลายๆ พื้นที่ในเขมร มาจากตำบลใดก็มักเรียกชื่อบริเวณที่ตนเองอาศัยอยู่ตามชื่อตำบลดั้งเดิมในเขมร…
ลักษณะพื้นที่ของชุมชน “บ้านครัวเหนือ” ยาวขนานไปตามชายฝั่งคลองมหานาคทางด้านเหนือ
ในช่วงเวลาที่สำรวจชุมชนในปี 2529 มีจำนวน 623 หลัง บ้านเรือนส่วนใหญ่จะเป็นบ้านไม้ มีทั้งบ้านชั้นเดียวและ 2 ชั้น ปลูกกันอยู่หนาแน่น มีทางเดินกว้างประมาณ 70 เมตร เชื่อมติดต่อกัน
เมื่อสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น ก็จะแบ่งพื้นที่ให้สร้างบ้าน ทำให้ที่ดินมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ พื้นที่ดินมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถขยายออกไปได้อีก จนทำให้เกิดความแออัด
ศาสนาอิสลามได้มีบทบาทต่อการจัดตั้งองค์กรชุมชน โดยมีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง
แขกจามกลุ่มนี้มี “วิชาชีพ” ติดตัวกันมา
อาชีพ “ทอผ้าไหม” เป็นอาชีพดั้งเดิมของผู้หญิงบ้านครัวซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ที่เขมร
เมื่อถูกกวาดต้อนเข้ามาตั้งรกรากริมคลองมหานาคในรัชกาลที่ 3 ก็ประกอบอาชีพดั้งเดิม จึงเกิดเป็นกิจการทอผ้าไหม หลักฐานประกอบเหตุการณ์ย้อนหลัง คือ วัดพระยายัง
วัดพระยายัง คาดว่าสร้างวัดพระยายังขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ผู้สร้างคือ พระยามหานิเวศนานุรักษ์ (ยัง รักตะประกิจ) ท่านเป็นแม่ทัพได้ยกทัพไปตีหัวเมืองเขมร และกวาดต้อนเขมรมา ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองแสนแสบ ที่รู้จักในชื่อ บ้านครัวแขก
เมื่อชนะสงคราม เป็นธรรมเนียมของแม่ทัพที่ต้องสร้างวัดเพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับไพร่พลที่เสียชีวิต แม่ทัพสร้าง “วัดพระยายัง” ตามชื่อผู้สร้างวัด
วัดพระยายัง (ปัจจุบัน) อยู่ในแขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร วัดมีเนื้อที่ 5 ไร่เศษ และมี “โรงเรียนวัดพระยายัง” สังกัด กทม. อยู่ในบริเวณวัด
ช่วง พ.ศ.2510 กิจการทอผ้าไหมของบ้านครัวรุ่งเรืองสุดขีดเมื่อนายจิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยซีไอเอของสหรัฐ ผู้หลงใหลในผ้าไหมไทย เคยเข้ามาช่วยเหลือ ส่งเสริมกิจการผ้าไหม ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ผลิตภัณฑ์มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก
ชาวจาม คือ กลุ่มที่อพยพเข้ามาในสยามไม่น้อยหน้าชาวจีน กลุ่มท้ายๆ ที่อพยพเข้ามา…หนีภัยสงครามจากชาวเวียดนาม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวง ร.5 ได้พระราชทานที่ดินให้ไปอยู่รวมกันที่บ้านครัว เขตปทุมวัน มาจนทุกวันนี้
ปี 2565 มีการสำรวจ พบว่า…ตรงนี้ คือ ชุมชนชาวไทยมุสลิมเก่าแก่ใน กทม. ที่มีประชากรราว 3,000 ชีวิต ใน 800 หลังคาเรือน
มาถึงวันนี้ เลยกลายเป็นชุมชน “อยู่กลางเมือง”

