หนังกลางแปลงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งใน พ.ศ.2565 เป็นการเรียกความทรงจำของใครต่อใครหลายคนในสมัยยังเป็นหนุ่มสาวหรือเป็นเด็ก ภายหลังจากทางกรุงเทพมหานครภายใต้ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคณะผู้บริหาร กทม. ได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนในการช่วยกันรื้อฟื้นบรรยากาศการดูหนังกลางแปลงกลับมาอีกครั้ง
ถ้าย้อนกลับไปในอดีตประมาณ 50 ปีที่แล้ว ปกติภาพยนตร์หรือหนังใหม่ๆ ก็จะฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ที่กลายเป็นหนังเก่าไปแล้ว ก็จะถูกนำกลับมาฉายใหม่ผ่านหนังกลางแปลง เปิดโอกาสให้คนส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถเสียเงินตีตั๋วเข้าไปดูที่
โรงหนังได้ บางเรื่องอาจจะถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ยังมีคนปูเสื่อ ปูกระดาษหนังสือพิมพ์รองนั่งดูกันไม่รู้จักเบื่อ
การตั้งวิกหนังกลางแปลงในชุมชน ไม่ว่าจะฉายหนังไทย หนังจีน หรือหนังฝรั่ง จะมาพร้อมกับรถเร่ขายยา หรืออาจจะเป็นของกรมประชาสัมพันธ์ สมัยก่อนนักพากย์หนังตลอดทั้งเรื่องจะใช้คนเดียว พากย์เสียงทุกตัวแสดง ตั้งแต่ดารานำทั้งชายและหญิง จนถึงตัวโกง ความชำนาญของความเป็นมืออาชีพ พร้อมกับเครื่องเคาะทำเสียงต่างๆ ผ่านไมโครโฟน ช่วยสะกดเรียกมนตร์ให้ทุกคนจ้องไปบนหน้าจอผืนผ้าใบที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อกล่าวถึงเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพกลางแปลง ที่ลานคนเมือง เสาชิงช้า นัดแรกที่ผ่านไปแล้ว เรียกกระแสคนดูได้จำนวนมากจนแน่นเต็มพื้นที่ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีกับการได้ชิมบรรยากาศที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นอีก
โดยตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม 2565 มีการกำหนดจัดโปรแกรมฉายหนังตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ รวม 10 แห่ง เป็นไปตามท้องเรื่องของหนังแต่ละเรื่องที่ใช้ฉากของกรุงเทพฯใกล้กับบริเวณนั้นๆ ทั้งหมด 25 เรื่อง สามารถช่วยสร้างความสุขให้คนกรุงเทพฯได้มีกิจกรรมร่วมกันอีกครั้ง หลังต้องตกอยู่ในสถานการณ์โควิดและสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างหนักหน่วง ช่วยทำให้เศรษฐกิจรากหญ้า บรรดารถเข็นขายของกินพลอยได้อานิสงส์
คาดว่า ผลจากนโยบายและความร่วมมือในส่วนของ กทม. จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการฉายหนังกลางแปลงในพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะหนังไทยอีกหลายเรื่องก็ใช้ฉากถ่ายทำในพื้นที่ต่างจังหวัดมากมาย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ป่าเขา แม่น้ำ และในเมือง ผู้คนในบ้านเมืองนั้นจะได้เห็นความเจริญของชุมชนตัวเอง ไปจนถึงรายละเอียดอื่นๆ ทั้งรสนิยมการแต่งกายเสื้อผ้าหน้าผม บ้านเรือน หรือรถยนต์ ถนนหนทางในขณะนั้น เป็นอย่างไร อีกทั้งได้รู้จักดารานักแสดงในอดีตมากมาย ที่ปัจจุบันเป็นผู้อาวุโสหรือล่วงลับกันไปมากมายแล้ว
แต่ก็ต้องยอมรับว่า การจะจัดหาหนังไทยในอดีตกลับมาโลดแล่นใหม่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องการแรงผลักดันของฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจังเหมือนที่เกิดขึ้นใน กทม.เวลานี้ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทางภาครัฐสมควรที่จะช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่
นอกจากนั้น ที่น่าตื่นตาตื่นใจอีก เป็นการจัดแสดงของวงโยธวาทิต กำหนดจัดชาเลนจ์ข้ามจังหวัด ของโรงเรียนชื่อดังในจังหวัดนครราชสีมา ระหว่างโรงเรียนสุรนารีวิทยากับราชสีมาวิทยาลัย กับฝั่งของ กทม. โรงเรียนวัดสุทธิวราราม กับโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต จะมีขึ้นในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์กีฬาเยาวชนไทย-ญี่ปุ่นดินแดง
โอกาสอย่างนี้ไม่เคยมีมาก่อนที่โรงเรียนของแต่ละจังหวัดจะมาอวดฝีมือการแสดงดนตรีให้ชมกัน โดยปกติไม่ใช่จะหาชมกันได้ง่ายๆ อยู่แล้ว เนื่องจากเรื่องของเงื่อนไขเวลา ความพร้อมของแต่ละฝ่ายและการใช้งบประมาณจำนวนมาก
แต่เพราะความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจต่อกัน ทำให้ทุกอย่างสำเร็จลุล่วงอย่างดี จึงเป็นโอกาสเหมือนกับหนังกลางแปลง ที่จะได้เห็นการชาเลนจ์ระหว่างโรงเรียนดังๆ อีกหลายแห่งในจังหวัดอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องจัดที่กรุงเทพฯ
กิจกรรมร่วมกันเหล่านี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของบ้านเมืองที่กำลังต้องการสร้างความสมานฉันท์อีกครั้งก็ได้

