เริงโลกด้วยจิตรื่น : ‘สุข’ของปุถุชน
“ความสุข” ดูจะเป็นเป้าหมายของทุกชีวิต
เราต่างต้องการความสุข ทว่ามนุษย์กลับแตกต่างกันที่ความเข้าใจความหมายของความสุข และวิธีหลบเลี่ยงจากความทุกข์
กลุ่มแรก ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุด ว่าไปแล้วเกือบทั้งหมดของมนุษย์ ไม่ว่าจะต่างกันด้วยชนชั้น หรือฐานะอย่างไร เป็นกลุ่มที่ความสุขเกิดจาก “สมปรารถนา” คิดหวังว่าจะได้อะไรแล้วได้สมกับที่หวัง หรือไม่ได้มากนั้น
คนกลุ่มใหญ่ที่สุดนี้หล่อเลี้ยงความรื่นเริงใจของตัวเองได้ด้วยคิดค้น หาทาง ทุ่มเท คิดหวังในสิ่งที่เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตดีงาม ในรูปของความสำเร็จต่างๆ และจัดการให้ชีวิตไปถึงความสำเร็จนั้น ถ้าทำได้จะเบิกบานบันเทิงใจ ยิ้มย่องผ่องใส
หากทำไม่ได้ หรือรู้สึกว่าชีวิตล้มเหลว เสียหายจากที่วาดหวังไว้ จะเกิดความไม่พอใจ เป็นทุกข์ สำหรับผู้มีปัญหาในกลุ่มนี้ก็จะปรับความสนใจออกจากเรื่องที่ทำให้ผิดหวังนั้น ไปหาทางความบันเทิงในทางอื่น ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว อ่านหนังสือ เฮฮากับเพื่อนฝูง หาความสุขจากสิ่งต่างๆ ที่พอหาได้ ไม่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่ไม่สมหวังให้ทุกข์ใจ
คนที่มีความพร้อม เช่น ร่ำรวย มีเงินพอซื้อความสุขในรูปแบบต่างๆ ได้ง่ายกว่า จะหลีกเลี่ยงจากความไม่สบายใจอันเกิดจากความผิดหวังได้ง่ายกว่า และมีหนทางที่ดีกว่าในการจะสร้างความหวังใหม่ๆ ที่จะหาทางให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า
ในมนุษย์ส่วนใหญ่นี้ ที่น่าเห็นใจคือคนที่ไม่มีฐานะจะเลี่ยงไปหาความสุขอื่นมาทดแทนได้ง่ายๆ และไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนความหวังเพื่อตามหาความสมปรารถนาหรือความสำเร็จ ต้องจมอยู่กับ “ความผิดหวัง” เดิมๆ ทำใจให้หลุดไปจากความล้มเหลวนั้นไม่ได้ เพราะไม่มีหนทางที่จะเลือกหลบเลี่ยงไปเสพสุขทางอื่น เพื่อผ่อนคลายจากการครุ่นคิดถึงความไม่สมหวังนั้น
ดังนั้น แม้จะเป็นคนกลุ่มเดียวกันก็จริง แต่ความบันเทิงเริงรมย์ต่างกัน เพียงบางครั้งแม้จะมีฐานะร่ำรวย เป็นคนชั้นสูง แต่เรื่องที่ผิดหวังในความรู้สึกหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะเยียวยาด้วยเครื่องมือของชนชั้น และฐานะ จะทำให้ไม่ว่าจะร่ำรวย หรือมีโอกาสนำชีวิตหลบเลี่ยงไปเสพสุขกับสิ่งอื่นแค่ไหน ก็ไปไม่พ้น ด้วยติดกับทุกข์เดิมๆ นั้นอย่างวางไม่ลง ก็มีให้เห็นอยู่มาก
ในคนกลุ่มใหญ่นี้ ใครที่สะสมโอกาสในการหาความสุข ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมืออย่างทรัพย์สินเงินทอง เพื่อนฝูง ความบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ ไว้มากก็จะมีช่องทางหลบเลี่ยงจากเรื่องที่ทำให้ทุกข์ได้ง่ายกว่า ชีวิตจะมีความสามารถอยู่กับเวลาที่มีความสุขได้มากกว่า
ยิ่งถ้าเป็นผู้ที่รู้จักปรับตัว และมีโอกาสเปลี่ยนความหวังได้ง่ายๆ จะยิ่งบันเทิงเริงใจกับชีวิตได้มากกว่า
นั้นเป็นหนทางของคนกลุ่มแรก
สำหรับ กลุ่มที่ 2 และ กลุ่มที่ 3 เป็นชีวิตที่ลึกลงไปจากความเป็นปุถุชน จึงต้องมีรายละเอียดจะอธิบายแลกเปลี่ยนกันมาก
กลุ่มที่ 2 ซึ่งมีน้อยลงมาจากกลุ่มที่ 1 มาก เป็นผู้ที่อาศัยความสงบ ความเรียบง่าย เป็นความสุข ชีวิตไม่ได้ขึ้นกับความหวัง ความฝันอะไร ความหมายของความสุขอยู่ที่ความสบายอกสบายใจ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจเกินกว่าความจำเป็นของชีวิตแบบที่เรียบง่าย และสงบ ความสุขขึ้นกับการมีความคิดฝันที่ดีงาม สดสวย
ส่วน กลุ่มที่ 3 ไปไกลกว่านั้น เพราะจะเป็นมนุษย์ที่เข้าใจถึงแก่นแท้ของชีวิต ปลดปล่อยทุกสิ่งอย่าง ไม่ติดข้องอยู่กับอะไร มีสภาวะจิตที่เป็นอิสระ โปร่งโล่ง กระแสจิตมีพลังที่จะเลือกได้ว่าจะเสพความรู้สึกแบบไหน เสพแล้วไม่ยึดถือว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของปัจจุบันขณะได้ตลอดเวลา
กลุ่มนี้ยิ่งมีน้อย และน่าจะอธิบายยากเข้าไปอีก
ด้วยเหตุนี้ เพราะกลุ่ม 1 นั้นเป็นมนุษย์ส่วนใหญ่ หรือแทบทั้งหมด
การหาความสุขแบบมนุษย์ทั่วไป จึงเป็นเรื่องที่ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อน
หากต้องการแลกเปลี่ยนในเรื่องราวของกลุ่ม 2 กลุ่ม 3 เดี๋ยวว่ากันอีกที

