หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ‘คู่กรรม’…ของจริง…ที่ลืมกันไปแล้ว โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

25.07.22 | 13:41 น.

8 ธันวาคม 2484 …เกิดการสู้รบ ณ พื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย 7 พื้นที่ บรรพบุรุษไทยหยิบปืนขึ้นมายิงต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น ตายจริง เจ็บจริง แทบไม่อยู่ในความระลึกของสังคมไทย …ถูกลืมสิ้น

เนื้อหาของบทประพันธ์เรื่อง “คู่กรรม” ของคุณทมยันตี ที่เข้ามา “ฝังกลบ” เหตุการณ์จริงได้อย่างน่าอัศจรรย์

ความรักของหนุ่มนายทหารเรือญี่ปุ่นต่อสาวไทยย่านฝั่งธน เสรีไทย ระเบิดที่ถล่มสถานนีรถไฟธนบุรี… บรรจุอยู่ในท้องเรื่อง

เหตุการณ์จริงเพียงเสี้ยวเดียว… ถูกนำมา “ประพันธ์” แบบมืออาชีพ กลายเป็น นวนิยายที่ถูกใจพระเดชพระคุณคนไทย ทำเอาต่อมน้ำตาแตกกันทั่วบ้านทั่วเมือง

คนไทยที่ได้ชมส่วนใหญ่… ถึงกับหลงรักทหารญี่ปุ่นไปโน่น

Advertisement

“คู่กรรม” ได้ถูกนำมาสร้างแล้วทั้งหมด 10 ครั้ง แบ่งเป็นคู่กรรมเวอร์ชั่นละคร 6 ครั้ง และภาพยนตร์ 4 ครั้ง พระเอก คู่กรรม เวอร์ชั่นละครเมื่อ พ.ศ.2513 โกโบริ คือ คุณมีชัย วีระไวทยะ

คู่กรรม มีอิทธิพลตรึงใจ ประทับใจคนไทย ชนิดที่เรียกว่า แนบแน่นแกะไม่ออก …คนไทยส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นเรื่องจริง

ผู้เขียนเองก็ยอมรับว่า ยอดเยี่ยม ทั้งบทประพันธ์ ภาพยนตร์ ละคร พระเอก นางเอก เป็น “เพชรเม็ดงาม” ทุกเวอร์ชั่น

แล้ว “เรื่องจริง” …มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างสงคราม

…ราวตี 4 ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพลูกพระอาทิตย์หลายพันคนพร้อมอาวุธ มายกพลขึ้นบก 7 พื้นที่ตามชายฝั่งอ่าวไทย

กองทัพญี่ปุ่นมาโผล่ขึ้นบกที่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรนครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี ปัตตานีและบางปู สมุทรปราการ ขณะที่อีกทางหนึ่งบุกเข้าทางบกที่ อ.อรัญประเทศ จ.ปราจีนบุรี

เกิดการสู้รบ แบบดุเดือด ทหารบก ทหารอากาศ ที่ประจำการในพื้นที่ชายฝั่ง เผชิญกับเหตุการณ์ “ข้าศึกรุกราน” ยิงต่อสู้ พลีชีพไป 172 นาย

ทหารอากาศสร้างวีรกรรมนำเครื่องบิน 3 ลำ ขึ้นไปยิงกับนักบินญี่ปุ่นบนท้องฟ้า อ.วัฒนานคร จ.ปราจีนบุรี ถูกยิงตก เสียชีวิตทั้งหมด

ทหารญี่ปุ่นมาขึ้นบก…ใกล้กรุงเทพฯที่สุด คือ ชายทะเล บางปู จ.สมุทรปราการ… ไกลสุด คือ ปัตตานี

ยิงต่อสู้กันราว 4 ชั่วโมง… ก็มีคำสั่งจากกรุงเทพฯให้หยุดยิง

คณะรัฐบาลจอมพล ป. ตัดสินใจ ยอมให้กองทัพญี่ปุ่น “ผ่าน” ลงไปทางใต้ของไทยเพื่อไป “จัดการ” กับกองทัพอังกฤษในมาลายา

ทหารอีกนับหมื่น ขึ้นไปทางเหนือ เพื่อรุกจากไทยเข้าสู่พม่า

ทหารญี่ปุ่นอีกส่วนหนึ่งคุม “เชลยศึก” ไปสร้างรางรถไฟจากสถานีหนองปลาดุก จ.ราชบุรี แบบหฤโหด ไปกาญจนบุรี ระเบิดภูเขา สร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว พุ่งเข้าป่าดงดิบไปในพม่า

กองทัพญี่ปุ่นใช้ทางรถไฟในไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะ “สายใต้” ที่ลงไปถึง มาลายา สิงคโปร์ ญี่ปุ่นรบชนะหมด…ขนเชลยศึกนับหมื่นมาสร้างทางรถไฟที่เมืองกาญจน์

คำว่า “ยินยอมให้ผ่าน” แปลว่า ให้ความร่วมมือ เป็นพันธมิตร จึงเกิดเป็น “ที่ตั้งกองทหารญี่ปุ่น” ในไทยหลายแห่ง

ต่อมา…25 มกราคม 2485 รัฐบาลไทย ประกาศสงครามกับ สัมพันธมิตร อเมริกา อังกฤษ ตามมาอีก

เท่ากับว่า…ที่ตั้งหน่วยทหารญี่ปุ่นในไทย กลายเป็น “เป้าหมาย” ที่อังกฤษ อเมริกา ต้องการทำลาย สถานีรถไฟ สะพาน ทางรถไฟ ย่านชุมชน ที่ญี่ปุ่นใช้เป็นประจำในไทย คือ “เป้า”

สงครามดำเนินต่อมา…สัมพันธมิตรเริ่ม “ตั้งหลัก” ได้

เครื่องบินทหารสัมพันธมิตร (อเมริกา อังกฤษ) เริ่มบินมาทิ้งระเบิดใส่ สถานีรถไฟ สะพาน ทางรถไฟ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดพังพินาศ ด้วยเหตุที่มีหน่วยทหารลูกซามูไรในไทย

เครื่องบินทิ้งระเบิดหนัก ของกองทัพอากาศอเมริกันที่ 10 โดยเครื่องบิน B-24 Liberators ซึ่งมีฐานอยู่ในอินเดียและจีน บินมาโจมตีเป้าหมายในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบิน Boeing B-29 Superfortresses ที่เพิ่งผลิตออกมาประจำการ บินมาทิ้งระเบิดแสดงอานุภาพ

กรุงเทพฯโดนระเบิดอ่วม เป็นระยะๆ

เหตุผล คือ …กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นศูนย์บัญชาการของญี่ปุ่นในแนวรบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การทิ้งระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2485 เมื่อเครื่องบินของกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) บินจากย่างกุ้ง มาโจมตีเป้าหมายทางทหารในกรุงเทพฯ

ระบบการส่งกำลังบำรุงหลัก ของฝ่ายญี่ปุ่น คือ รถไฟ ทางรถไฟ

สะพานจุฬาลงกรณ์ ที่ จ.ราชบุรีพังพินาศ ทางรถไฟลงใต้ เรื่อยลงไปถึง จ.ชุมพร คือ เป้าหมายการทิ้งระเบิด แบบสะดวก ง่ายดาย

ที่ไหนมีรางรถไฟ ที่นั่น คือ “ตัวเรียกแขก” ให้มาทิ้งระเบิด

ในกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง โดนซะอ่วม

ฝ่ายสัมพันธมิตรบันทึกไว้ว่า…

5 มิถุนายน พ.ศ.2487 นกเหล็กยักษ์ B-29 จำนวน 98 ลำ นำโดยผู้บัญชาการกองพลที่ 58 นายพล ลาแวร์น ซอนเดอร์ส บินออกจากสนามบินในอินเดียเพื่อมาโจมตีลานรถไฟมักกะสันในกรุงเทพฯ

ภารกิจนี้…เป็นการบินระยะไกลที่สุดในสงคราม เป็นการเดินทางไปกลับ 2,261 ไมล์ มี B-29 เพียง 77 ลำจาก เท่านั้นที่เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ โดย 21 ลำต้องหันหัวกลับบ้านเนื่องจากปัญหาเครื่องยนต์

ฝูงบินมฤตยู บินเข้ามาวนเหนือฟ้าเมืองหลวงของไทยเวลาประมาณ 11.00 น. พบว่าเป้าหมายในกรุงเทพฯ ถูกบดบังด้วยสภาพอากาศเลวร้ายซึ่งทำให้เกิดความสับสนในการโจมตี

เครื่องบิน B-29 ต้องลดเพดานลงมาทิ้งระเบิดจากความสูง 15,000 ฟุต… มีระเบิดเพียง 18 ลูกเท่านั้นที่ตรงเป้า

ขากลับ B-29 จำนวน 42 ลำ ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินฉุกเฉิน เนื่องจากขาดน้ำมัน และ 5 ลำประสบอุบัติเหตุขณะลงจอด

ข้อมูลของคุณโรม บุนนาค จาก นสพ.ผู้จัดการ เมื่อ 8 มกราคม 2563 เรื่องการทิ้งระเบิดความว่า…

“… ระเบิดลงที่ชุมทางรถไฟหัวลำโพงและสะพานพระพุทธยอดฟ้า แต่การทิ้งระเบิดในยุคนั้นยังสะเปะสะปะพอควร ระเบิดจึงไปลงแถวเยาวราชและตรอกบีแอลฮั้ว ตรงข้ามถนนกับวัดอนงคาราม ฝั่งธนบุรี ทำให้บ้านเรือนพังไป 30 หลัง คนตายไป 11 คน บาดเจ็บ 112 คน ตลอดวันรุ่งขึ้นจึงเห็นคนกรุงเทพฯหอบข้าวหอบของอพยพออกไปนอกเมืองเป็นขบวน เช่น สวนแถวฝั่งธน บางกะปิ แสนแสบ ย่านที่คิดว่าไม่มีจุดยุทธศาสตร์ จนรถราไม่มีพอจะขน หลายคนก็ต้องใช้วิธีเดินแบกของไป…”

“…มีรายงานเมื่อหลังสงครามครั้งนี้ว่า ประเทศไทยโดนระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรไป 18,583 ลูก มีผู้เสียชีวิต 8,711 คน ทำลายอาคาร 9,615 หลัง อีก 1,194 หลังอยู่ในขั้นเสียหาย หัวรถจักรรถไฟพังไป 73 คัน
ยานพาหนะอื่นๆ อีก 173 คัน ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ตกอยู่ในสถานการณ์สงคราม …”

2 มกราคม 2488 สะพานพระราม 6 ที่เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรก โดนระเบิดอย่างจัง พังครืนลงก้นแม่น้ำเจ้าพระยา

คุณพ่อ คุณแม่ของผู้เขียน (อยู่ต่างจังหวัด) เล่าให้ฟังเป็นเกร็ดชีวิตว่า… สินค้า อาหาร ขาดแคลน ชีวิตความเป็นอยู่ในบ้านเมืองขัดสน ต้องมีการดับไฟฟ้า แสงสว่าง ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด

ผู้คนระดับล่าง แสนลำเค็ญ ใช้เสื้อผ้าขาดเก่า ต้องปะ ต้องชุน เครื่องเขียน แบบเรียน ดินสอ ปากกา คือ ของหายาก

“สถานีรถไฟบางกอกน้อย” เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเป็นเป้าหมายโจมตีของฝ่ายพันธมิตร (คุณทมยันตี นำเหตุการณ์ตรงนี้มาเป็นฉากอวสานของ โกโบริ)

(19 มิถุนายน 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เปิด “สถานีรถไฟธนบุรี” เปิดเดินรถครั้งแรก 1 เมษายน 2446 เป็นเส้นทางที่สามารถเดินทางลงใต้ก็ได้หรือไปทางตะวันตกก็ได้ : ศิลปวัฒนธรรม)

5 มี.ค. 2488 ซึ่งเป็นช่วงปลายสงครามมหาเอเชียบูรพา กองทัพญี่ปุ่นเริ่มอ่อนกำลังลง สถานีธนบุรีถูกทิ้งระเบิดจากเครื่องบินบี 24 และบี 29 ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก

10 ก.ค. 2488 โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ที่อยู่ใกล้ “หัวลำโพง” ถูกระเบิดจากนกเหล็กอย่างจัง พังไป 2 ตึก คือ ตึกแม้นนฤมิตร และตึกโชฎึกเลาหะเศรษฐี (หลังเก่า)

บางกอกน้อย โดนซ้ำอีกรอบ…

29 กรกฎาคม 2485 เวลา 12.30 น. สถานีรถไฟบางกอกน้อยถูกระเบิดอีกครั้งจนพังย่อยยับ และเป็นครั้งสุดท้ายที่มีเสียงหวอเตือนระเบิดในกรุงเทพฯ

เหตุการณ์จริงตรงนี้… ทมยันตี นำมาเป็นพล็อตนวนิยาย เรื่อง “คู่กรรม” แบบคนดูใจเจียนขาด คนไทยที่ดูหนังฉากนี้สะอึกสะอื้น แขนเสื้อเปียกชุ่มด้วยน้ำตา

“โกโบริ” ทหารเรือรูปหล่อราชนาวีญี่ปุ่น ทราบข่าวว่า เครื่องบินสัมพันธมิตรจะมาทิ้งระเบิดใส่ เคยเตือน อังศุมาลิน ว่า…มิให้ไปแถวสถานีรถไฟบางกอกน้อย

“อังศุมาลิน” ที่อยู่แถวคลองบางกอกน้อย เมื่อทราบว่ามีการทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟ…โกโบริทำงานอยู่ที่นั่น…จึงรีบไปที่สถานีรถไฟ

อังศุมาลินพบโกโบริ นอนบาดเจ็บอยู่ในกองไม้ที่กระเด็นมาทับเพราะแรงระเบิด สุดท้ายความตายก็พรากดวงวิญญาณโกโบริไป

ภาพของอังศุมาลิน ประคองกอดโกโบริ ท่ามกลางเพลิงลุกไหม้สถานีรถไฟที่ถูกทิ้งระเบิด แสดงถึงความรัก ความผูกพัน ที่มีระหว่างคนไทยและคนญี่ปุ่น… เป็น “ภาพจำ” ของคนไทย

สงสาร สะเทือนใจ ในความรัก ความซื่อสัตย์ของทหารญี่ปุ่น

ถ้านำมาสร้างอีก… ก็ต้องร้องไห้กันอีกแทบจะต้องหยุดงาน

ทำเอา…”ประวัติศาสตร์- เรื่องจริง” กลายเป็น “เรื่องน่าเบื่อ”

ช่วงทหารญี่ปุ่นมาตั้งฐานทัพในไทย หลายจังหวัดมีสารพัดปัญหา มีกระทบกระทั่งกับคนไทยบ้าง แต่คนไทยก็ “เป็นมิตรกับทุกฝ่าย” รวมทั้งไม่ขอเป็น “ศัตรู” กับอังกฤษ อเมริกา โดยตรง

มีหน่วยงาน “พิมพ์ธนบัตร” เข้ามาในไทยด้วย

หน่วยรถถังของญี่ปุ่น เข้าไปตั้งอยู่ใน “สวนลุมพินี” บางส่วนเข้าไปในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นิสิตจุฬาฯ จำนวน 298 คน ได้ตัดสินใจสมัครเข้ารับใช้ประเทศชาติเพื่อช่วยเหลือ “ขบวนการเสรีไทย” ต่อต้านญี่ปุ่น ด้วยการอาสาเข้าเป็นนักเรียนนายทหารสารวัตร (นร.สห.) ตามความต้องการของทางราชการ

สถานที่ฝึก คือ ที่ตั้ง กองพลที่ 1 รอ. ในปัจจุบัน หลังจากนั้น ประมาณ 2 เดือนก็ไปฝึกภาคสนามที่สวน “ลดาพันธ์” หลังวัดเขาบางทราย ชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งเสรีไทยภาคตะวันออก ซึ่งอยู่ในเขตของกองบัญชาการนาวิกโยธิน ในบังคับบัญชาของ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ

อีก 2 เดือนต่อมาได้มีประกาศรับสมัครนักเรียนนายสิบสารวัตรทหารอีก จำนวน 400 เพื่อจะให้ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหน่วยรบแก่ขบวนการเสรีไทย เป็นการรับสมัครของ พล.ร.ต.หลวงสังวรยุทธกิจ สารวัตรใหญ่ทหาร โดยประกาศรับสมัครจากนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักเรียนเตรียมปริญญา มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

สงครามยุติลง ปลดประจำการแล้ว นิสิตจุฬาฯ กลุ่มนี้ยังได้รวมกันต่อมาเป็นชมรมนักเรียนนายทหารสารวัตร 2488 หรือในนามย่อ นร.สห. 2488

ต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้สร้างอนุสรณ์สถาน นร.สห.ขึ้น ซึ่งมีพิธีเปิดในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2538 เพื่อเชิดชูเกียรติประวัติของนิสิตกลุ่มนี้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับทราบ

(ข้อมูลจาก พ.ต.อ.ชนันท์ ศิริโชค นบ.ต.ม.ธ.ก. รุ่น 7 อดีตรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล กรมตำรวจ)

โกโบริ-อังศุมาลิน คือ ตัวละครในนวนิยาย ที่ทำให้คนไทย หลงรัก-ห่วงใย ทหารญี่ปุ่น… ไม่เคยถือโทษโกรธเคือง ที่มายกพลขึ้นบกในไทย…สัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดที่ไหน…จำไม่ได้

“คู่กรรม” มิใช่เพียง “โกโบริ” พลัดพรากจาก “อังศุมาลิน”

“กรรม” ที่เกิดขึ้นจริง คือ ระเบิดมาตกใส่อาคาร สถานที่ สิ่งปลูกสร้าง และคนไทยที่โดนทิ้งระเบิดใส่ ตาย บาดเจ็บในสงคราม

บทประพันธ์ของ ทมยันตี สร้างความรัก …รักเป็นนิรันดร์

กองทัพญี่ปุ่นพยายามตามหา โกโบริ มานาน… แต่หาไม่เจอ