หน้าแรก บทความ บทนำ : หลังไม...

บทนำ : หลังไม่ไว้วางใจ

26.07.22 | 09:09 น.
บทนำ : หลังไม่ไว้วางใจ การอภิปรายไม่ไว้วางใจและการลงมติไม่ไว้วางใจ

บทนำ : หลังไม่ไว้วางใจ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจและการลงมติไม่ไว้วางใจผ่านไป แม้ว่านายกรัฐมนตรี และ 10 รัฐมนตรี สอบผ่านเนื่องจากคะแนนไม่ไว้วางใจไม่ถึงครึ่งของ ส.ส.ทั้งสภา แต่ในการลงมติเกิดสภาพการโหวตสวน หรือโหวตตรงกันข้ามกับมติพรรค โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ที่หัวหน้าพรรคกำชับให้ลงมติในทิศทางเดียวกัน แต่ผลที่ออกมาเห็นชัดว่าไปคนละทิศละทาง อาทิ กลุ่ม ส.ส.สมุทรปราการ จำนวน 6 คน ไม่ลงมติสนับสนุน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นอกจากนี้สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนามี ส.ส. 3 คน งดออกเสียงในการลงมติให้กับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์

การลงมติ การโหวตสวนและงดออกเสียง อาจมีเหตุมาจากหลายๆ ปัจจัย อาทิ ความไม่เชื่อมั่นหรือเชื่อถือในการบริหารงาน หรืออาจเป็นผลจากปัญหาทางการเมือง ซึ่งในช่วงท้ายๆ ของรัฐบาลผสมที่รวมตัวกันเพื่อเป็นรัฐบาล มิใช่รวมตัวเพราะอุดมคติหรือแนวคิดสอดคล้องตรงกัน จะเกิดปัญหาความไม่ลงตัวของบทบาทหรือผลประโยชน์ได้ง่ายมาก หรืออาจจะเป็นผลของการเจรจาระหว่างผู้ลงมติ กับผู้ที่จะต้องรับผลการลงมติ ถ้าเจรจาไม่ลงตัวก็อาจเกิดปัญหาตามมา รวมไปถึงการจูงใจด้วย “กล้วย” หรือการล็อบบี้ต่างๆ จากปัจจัยเหล่านี้ ผลคะแนนเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา จึงเป็นภาพสะท้อนของปัจจัยหลายอย่าง รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายแม้สอบผ่านแต่คะแนนที่ได้รับมากหรือน้อยก็จะกลายเป็นเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อต่อรองกันในแต่ละพรรคหรือข้ามพรรคได้อีก ดังนั้นการโหวตสวน การงดออกเสียง จึงมีผลต่อเอกภาพของแต่ละพรรค อาจนำไปสู่การแตกตัวหรือย้ายพรรคในอนาคตอันใกล้

ผลคะแนนของ 11 รัฐมนตรี ทำให้เกิดข้อเรียกร้องตามมา ที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ได้คะแนนไว้วางใจสูงสุด และไม่ไว้วางใจต่ำสุดที่เริ่มมีการเรียกร้องให้เข้ารับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย แทน พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งได้คะแนนไม่ไว้วางใจสูงสุด และคะแนนไว้วางใจค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายและน่าสนใจ เพราะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับกลุ่ม 3 ป. อันเป็นแกนกลางของรัฐประหาร 2557 และสืบทอดมาจนปัจจุบัน