ความหมายของคำว่า‘บ้าน’
จาก “มติชน” ฉบับที่แล้วพูดถึงปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ ฉบับนี้จะได้พูดถึง “ปัจจัย 4” ที่จำเป็นของมนุษย์อีกครั้งหนึ่งว่า บ้านที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ยารักษาโรค นั้นเป็นเรื่องมนุษย์ทุกผู้ทุกนามจำเป็นต้องมีและใช้เป็นพื้นฐาน แต่คำว่า “บ้าน” นั้นไม่ว่า “บ้าน” ที่เราได้มาหรือมีมาได้มาจาก 2 ทาง คือ บ้านที่ซื้อมา บ้านที่สร้างเองขึ้นมา หรือบ้านที่ได้จากมรดกตกทอดจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านเรียกว่า “บ้านของโลก” หรือ “บ้านข้างนอก” ไม่ใช่บ้านที่แท้จริง อาศัยอยู่ได้ชั่วคราวแล้วก็ต้องจากไป
มาทำความรู้จักความหมายของ “บ้าน” ในอีกมิติกันครับ
บ้านที่สอง : คือ ร่างกาย เราเองก็เข้าใจว่าเป็น “บ้านของเรา” ก็ไม่ใช่อีกมันแก่ มันผุพังไปทุกวัน ห้ามก็ไม่ฟัง อะไรก็ฉุดไม่อยู่ อยากให้มันอยู่คงทนถาวร อยู่ยาวนานก็เป็นไปไม่ได้
บ้านที่สาม : ตัวอัตตาที่ความคิดจิตใจสร้างขึ้นแล้ว สมมุติให้เล่นบทเป็นตัวนั่นตัวนี่ มีตำแหน่งยศฐาบรรดาศักดิ์ มีฐานะทางสังคมรองรับ แต่พอถึงวันเกษียณอายุ บ้านหลังนี้พังลงในพริบตา จะยึดหยุดอย่างไรก็ไม่ได้
บ้านที่แท้จริง คือ ความรู้สึกที่มันสงบอยู่ส่วนลึกของจิตใจ ถูกความคิดและอารมณ์ต่างๆ ปกคลุมไว้ต้องอาศัย การเจริญสติให้เกิดสมาธิ และ “ปัญญา” จึงจะมองเห็นและเข้าไปอาศัยในบ้านหลังนั้นได้
ชีวิตคนเราทุกคนเหมือนการเดินทางแวะพักชั่วคราว เข้าบ้านหลังนี้ออกหลังนี้เรื่อยไป แต่ไม่เคยสุขกายสุขใจได้นาน เพราะมันไม่สงบอยู่ไม่เป็นสุขเหมือนได้อยู่บ้านของตนเอง ที่อยู่ได้ตลอดเวลา ไม่มีวันผุพังมีความสมบูรณ์พร้อมในตัว ไม่ต้องการเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งใดๆ เพิ่มเติม คนที่จะเข้าไปได้ “ต้องวาง” ทุกอย่างให้หมดเสียก่อนจึงจะเข้าไปได้ “บ้านที่แท้จริงของเรา” “หลวงพ่อชา” ระบุว่า “ความสงบ” นั่นแหละคือบ้านจริงๆ ของเราเป็น “อกาลิโก” อยู่ได้ตลอดไป และมีธรรมข้อคิดดีๆ อื่นดังต่อไปนี้
– เราต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้โดยวิธีนี้ เรียกว่า พระกรรมฐาน ตั้งสติควบคุมจิตไว้ ไม่ให้จิตต้องหลั่งไหลไปสู่ที่ต่ำ ต้องฝืน การกำหนดนี่เป็นตัวฝืนใจ เป็นตัวธรรม เป็นตัวปฏิบัติมันอยู่ตรงนี้ ถ้าเราทั้งหลายไม่สนใจในเรื่องนี้แล้ว ช่วยไม่ได้ ก็ยากอยู่
– คำว่าตัวกรรมเห็นชัด คือ เวทนา ถ้าเรานั่งเมื่อยแล้วเลิก เดินจงกรมเมื่อยเลิก รับรองทำอีกหมื่นปีก็ไม่พบกฎแห่งกรรม จากการกระทำของตนเอง ไม่พบแน่ ทำอย่างไรก็ไม่พบขอฝากปรารภธรรมไว้ในข้อนี้ มีหลายคนที่พบกฎแห่งกรรมจากเวทนาพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก ในมรรคมีองค์ 8 ชัดเจน รำลึกชาติได้ เพราะสติดี ก็รำลึกเหตุการณ์ของชีวิตได้ สะสมเข้าไว้ เวทนาหนักเข้าเราจะรู้กฎแห่งกรรมได้ จากตัวเวทนาเท่านั้นว่าเราทำกรรมอะไรไว้ มันจะเกิดโผล่ขึ้นมา
– บางคนมานั่งกรรมฐาน แม่ป่วยเราก็บอกว่า “หนูทำกรรมฐานช่วยแม่เถอะ หนูไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หมอเขาช่วยทางกาย เราช่วยทางจิต นั่งกรรมฐานให้แม่หน่อยได้ไหม ขอตัดปสิโพธกังวลให้ได้” พอนั่งกรรมฐานครบ 7 วัน แม่ก็ฟื้นแล้ว หายแล้ว ช่วยกันได้อย่างนี้เฉพาะแม่กับลูกกับคนอื่นช่วยไม่ได้ ไม่ใช่สายโลหิตเดียวกันถ้าสายโลหิตเดียวกันเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง มีรากฝอยรากแก้วกระจายออกไปแต่ต้นเดียวกัน รดน้ำตรงไหนมันก็ช่วยไปบำรุงยอดบำรุงให้ออกดอกไวๆ ได้
– ขณะเดินต้องปักจิตไว้ที่เท้า จะปวดหัวไหล่ จะปวดคอ ก็กำหนดจิต กำหนดเวทนาก่อน ให้มันได้ เดี๋ยวมันก็จะมาพร้อมกันหมด อิริยาบถต่างๆ ก็จะมาพร้อมกัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ต้องกำหนด มีบางคนบอกปวดหัวมาก ถามว่ากำหนดหรือเปล่า ตอบว่าเปล่า ไม่ได้อะไรเลยนะ ปวดก็กำหนด ปวดหนอๆๆ ปวดหนักเข้าก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จะได้รู้ว่า เหตุที่ปวดนั้น เพราะไปทำอะไรมาไปทำบาปตรงไหน เดี๋ยวมันจะบอก ปวดศีรษะนี้รักษาไม่ได้ ปวดมานานแล้ว ไม่ใช่มาปวดตอนนั่งกรรมฐาน จะได้รู้เวรกรรมบ้าง ปวดขามากก็กำหนดไป ตั้งสติไว้ เป็นตายร้ายดีตั้งสติไว้ เดี๋ยวมันจะนึกออกบอกเราเอง
– ผู้มีปัญญาโปรดฟัง ปฏิบัติอยู่เท่านี้ ไม่ต้องไปทำมาก ยืนหนอให้สติกับจิตเป็นหนึ่งเดียว ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ให้ได้ปัจจุบัน พองหนอ ยุบหนอ ให้ได้ปัจจุบัน เท่านี้เหลือกินเหลือใช้เหลือที่จะพรรณนา ส่งกระแสจิตทางหน้าผาก ชาร์จไฟเข้าหม้อที่ลิ้นปี่ จำตรงนี้เป็นหลักปฏิบัติ 7 วัน ยืนหนอให้ได้ เห็นหนอให้ได้ พองหนอ ยุบหนอกำหนดให้ได้เท่านี้ เดี๋ยวอย่างอื่นจะไหลมาเหมือนไข่งู
– คนเราเดี๋ยวนี้แผ่ไม่ค่อยออก เพราะจิตมันหด หมดอาลัยตายอยากแล้วจะแผ่ได้อย่างไร คงจะแผ่กันไม่ได้ แผ่ด้วยความริษยาผูกพยาบาทกัน ปราศจากเมตตาธรรมซึ่งเป็นคุณธรรมอย่างสูงของชาวพุทธ แต่ชาวพุทธไม่มีคุณธรรมเสียมากมาย เพราะขาดการปฏิบัติธรรมนั้นเอง การที่จะอุทิศหรือแผ่ส่วนกุศลต้องเป็นอย่างนั้นจะต้องมีทุนก่อน คือมีบุญกุศล
– อธิษฐานจิต หมายความว่า ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ที่ลิ้นปี่ (ลิ้นปี่จะอยู่ครึ่งทางระหว่างจมูกถึงสะดือ) สำรวมกาย วาจาจิตตั้งให้มั่นแล้ว จึงแผ่เมตตาไว้ในใจอโหสิกรรม (ลิ้นปี่) ทำใจให้เป็นเมตตาบริสุทธิ์ก่อน ไม่อิจฉา ริษยา ไม่ผูกพยาบาทใคร่ไว้ในใจ ทำใจให้แจ่มใส ทำใจสบาย คือเมตตาแล้วเราจะอุทิศให้ใครก็บอกกันไป มันจะมีพลังสูงสามารถอุทิศให้ คุณพ่อคุณแม่ของเราที่กำลังป่วยไข้ ให้หายจากโรคได้ หายใจยาวๆ ตั้งกัลยาณจิตไว้ที่ลิ้นปี่ ไม่ใช่พูดส่งเดช จำนะที่ลิ้นปี่ เป็นการแผ่เมตตา จะอุทิศก็ยกจากลิ้นปี่ สู่หน้าผาก เรียกว่า อุณาโลมา ปจชายเต
– สวดมนต์ต้องสวดทุกวันมันต้องมีสักวันที่จิตเราเป็นสมาธิ คิดดีกับคนอื่น ไม่คิดโกรธเกลียดใคร นั่นเป็นการอโหสิกรรมในตัว แล้วการแผ่เมตตาจะได้ผล แต่ถ้ายังคิดไม่ดีกับเขาอยู่ แผ่ไปก็ไม่ได้ผล ดังนั้นจึงต้องสวดทุกวัน
– ท่านสาธุชนทั้งหลาย การจะแผ่เมตตาสร้างความดี ให้มีกำไรชีวิต แล้วท่านจะไม่มีอุปสรรค จักต้องทำแบบนี้ อย่าไปริษยาเขา อย่าไปผูกพยาบาทฆาตพยาเวร เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร อย่างนี้จะถูกนะ บาปย่อมระงับด้วยการไม่สร้างบาป ความดีมีบุญต้องต่อคุณประโยชน์ เมื่อเป็นพระใจประเสริฐแล้ว รับรองได้เลยว่าท่านทำงานไม่มีอุปสรรค จะไม่มีอะไรขัดขวางระหว่างทางด้วย
– การแผ่เมตตา จะต้องมีสมาธิก่อน จึงจะมีพลังส่ง มีเมตตาในตัวเองก่อน แล้วค่อยแผ่อุทิศให้เขาจะได้ผล ถ้าโยมปราศจากเมตตา อย่าอุทิศ ไม่มีได้ผล ไม่ได้ผลจริง ๆ อาตมาทำมาแล้ว แผ่ได้ผลต้องมีเมตตาครบอย่างต่ำ 80% อย่าขาดสมาธิ อย่าขาดสติปัญญาอย่าขาดความสามารถ อย่าขาดความเชี่ยวชาญในการฝึก มิฉะนั้นจะแผ่ไม่ออก ต้องฝึกให้คุ้นเคยทุกวัน ไม่ใช่นั่งแล้วได้ทุกคน
– การอุทิศส่วนกุศล และการแผ่ส่วนกุศล ไม่เหมือนกัน การแผ่ คือ การแพร่ขยาย เป็นการเคลียร์พื้นที่ แผ่ส่วนกุศลออกไป สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เรียกว่าการแพร่ขยาย การอุทิศ คือ การให้โดยเจาะจง ถ้าเราจะให้ตัวเองไม่ต้องบอกว่าขอให้ข้าพเจ้า เราเป็นคนทำเราก็เป็นคนได้และการให้บิดามารดาก็ไม่ต้องออกชื่อแต่ประการใด พ่อแม่อยู่ในตัวเรา เราสร้างความดีมากเท่าไร จะถึงพ่อแม่มากเท่านั้น ในทางเดียวกันพ่อแม่ก็อุทิศส่วนกุศลให้ลูกได้
– ระดับชาวบ้านมุ่งทำบุญทำกุศลกัน ก็พอใจระดับหนึ่งเข้าไปสู่การปฏิบัติต่อไป ปฏิบัติ ต้องเลี้ยงปริยัติ มีปริยัติ ไม่มีปฏิบัติเพราะได้อาศัยการอุปถัมภ์เป็นการสร้างพื้นฐานที่จะไปไม่รอดนะ จึงต้องส่งเสริมด้วย ปริยัติ ถ้าไม่เรียนก็ไม่รู้ ปฏิบัติถ้าไม่ปฏิบัติก็ไม่เข้าใจ ปฏิเวธ อานิสงส์ ผลงานที่แจ้งแก่ใจแล้ว ถ้าไม่พึ่งชาวบ้านไปไม่รอด
– ภิกษุทั้งหลายอายุของมนุษย์นี้น้อยนัก พวกเขาจะต้องเดินทางไปสู่สัมปรายภพ เพราะฉะนั้นจึงควรทำกุศลและประพฤติพรหมจรรย์ (คือ ดำรงตนอยู่ในระบอบการครองชีวิตอันประเสริฐที่ทุกข์เข้าถึงได้ยาก ดำเนินชีวิตตามหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา) ผู้ที่เกิดแล้วจะไม่ตายไม่มี อายุของมนุษย์นี้น้อยนัก คนดีหรือผู้ฉลาดไม่พึงประมาทในเรื่องอายุนั้น พึงรีบทำความดี (รีบดับทุกข์) เหมือนคนที่ไฟติดอยู่บนศีรษะควรรีบดับเสียโดยพลัน เรื่องความตายจะไม่มาถึงนั้นเป็นไม่มี
แต่บ้านที่แท้จริงของเรามีอยู่ ก็คือ “ความสงบ” ไงเล่าครับ

