เป็น‘คนดี’กลัวอะไร?
ไม่ว่าองค์กรภาครัฐหรือเอกชน “การสรรหา หรือ Recruitment” ต่างคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีทักษะที่เหมาะสม เพื่อเข้ามาปฏิบัติงานในตำแหน่งงานตามที่องค์กรนั่นต้องการ
เช่นเดียวกับ ศ.อารยะ ปรีชาเมตตา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปี 2562
ผมนั่งเสิร์ชหาข้อมูลในโซเชียลพบข้อมูลที่น่าสนใจยิ่ง เพราะ “ศ.อารยะ” ได้เขียนใบสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งผ่านขั้นตอนการสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์บางส่วนในใบสมัคร
“ศ.อารยะ” นำเสนอวิสัยทัศน์ไว้อย่างน่าสนใจ คือ การแก้ไขปัญหาดัชนีรับรู้การทุจริตคอร์รัปชั่น หรือ CPI ของไทยที่ตกต่ำให้ดีขึ้น ทั้งนี้ปัญหาการทุจริตของไทยเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะข้าราชการ นักการเมือง และนักธุรกิจจำนวนไม่น้อย สามารถหาประโยชน์จากค่าเช่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้อำนาจรัฐและกฎระเบียบต่างๆ ได้อย่างไม่เป็นธรรม นำไปสู่ปัญหาการทุจริตในระดับชาติและระดับท้องถิ่น จนพัฒนาไปสู่ระดับการทุจริตเชิงนโยบาย
“ยกตัวอย่างกรณีอดีตนายทหารที่มีการแจ้งทรัพย์สินแล้วปรากฏว่า แจ้งไม่ครบ เพราะว่าไม่ได้แจ้งรายการบ้านที่สร้างไม่เสร็จ เนื่องจากเข้าใจผิดว่าไม่จำเป็นต้องแจ้ง และ ป.ป.ช. ได้ตัดสินว่ามีมูลค่าไม่มาก เพราะฉะนั้น ข้อมูลนี้แม้ว่าจะรวมเข้าไปในรายการทั้งหมด ไม่ได้ทำให้มีการร่ำรวยผิดปกติ แต่ประเด็นของตนในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ คำว่า ราคาไม่สูงมากนัก กำหนดอย่างไร มีมาตรฐานอย่างไร สามารถคิดเปรียบเทียบไปถึงคดีของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และการร่ำรวยผิดปกติ เชื่อว่าเมื่อทำแล้วค่า CPI มีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต เพราะว่า ป.ป.ช.สามารถทำงานโดยการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงหลากหลายมิติ มีการใช้มาตรการทางภาษีที่ไม่มีการเลือกปฏิบัติ และเป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น”
ทั้งนี้ ป.ป.ช.มีมติ 8 ต่อ 1 เสียง ยกคำร้องกล่าวหา พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กรณีถูกกล่าวหาว่าไม่แจ้งบ้านที่เพิ่งสร้างในบัญชีทรัพย์สิน โดยอ้างว่ามีพยานยืนยันว่าบ้านที่สร้างแล้วยังไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้นเพราะยังก่อสร้างไม่เสร็จ
ศ.อารยะยังแสดงวิสัยทัศน์การส่งเสริมศึกษาช่องทางความเป็นไปได้ในการขอใช้ข้อมูลเรื่องประวัติการเสียภาษีที่ผ่านมาของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่ถูกไต่สวน เพื่อมาตรวจสอบเทียบกับทรัพย์สินและรายได้ที่มีอยู่เพื่อหาความถูกต้องของที่มาทรัพย์สินที่ถือครองอยู่เป็นสำคัญ
โดยความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์และธุรกิจน่าจะให้มุมมองที่แตกต่างได้ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.น่าจะได้ใช้ประกอบการพิจารณาก่อนที่จะมีมติทางหนึ่งทางใด เช่น กรณีของการยืมใช้นาฬิกาที่ถือเป็นการยืมใช้คงรูป มิใช่หนี้สินที่เป็นเงินตรา และได้มีการคืนทรัพย์ให้แก่ผู้ยืมแล้วนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ประเด็นนี้ จะเกี่ยวข้องกับเรื่องความแตกต่างระหว่าง “ทรัพย์สิน” และ “รายได้”
เพราะแม้จะเป็นการ “ยืมใช้คงรูป” มิใช่หนี้สินที่เป็นเงินตราก็ตาม แต่หากนาฬิกาแบรนด์ดังกล่าวนั้น มีเอกชนรายอื่นให้บริการปล่อยเช่าในราคาตลาดคิดเป็นต่อวันหรือต่อเดือนแล้ว เราสามารถคำนวณหาออกมาเป็นค่าใช้จ่ายหรือรายได้ที่ต้องเสียไปเพื่อการ “เช่าใช้คงรูป” หลังจากที่นำนาฬิกาส่งคืนเจ้าของร้านนาฬิกาเมื่อใช้เสร็จแล้วว่า จะมีมูลค่ารวมเกิน 3,000 บาท/ครั้งหรือไม่อย่างไร เป็นต้น
การป้องกันแก้ไขปัญหาทุจริตเชิงนโยบายได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางภาษีมาช่วยอีกแรงหนึ่งด้วย อาจมีความจำเป็นที่ ป.ป.ช. จะต้องศึกษาช่องทางความเป็นไปได้ในการขอใช้ข้อมูลเรื่องประวัติการเสียภาษีที่ผ่านมาของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง มาตรวจสอบเทียบกับทรัพย์สินและรายได้ที่มีอยู่เพื่อหาความถูกต้อง เป็นต้น
คนประเภทนี้ที่สมบูรณ์ทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ และวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า แต่ที่ประชุมวุฒิสภากลับมีมติไม่เห็นชอบ 146 เสียง เห็นชอบ 38 เสียง ไม่ออกเสียง 14 เสียง ส่งผลให้ “ศ.อารยะ” ไม่ได้รับความเห็นชอบให้นั่งกรรมการ ป.ป.ช.
หากไม่ใช่เพราะสังคมนี้มันผิดเพี้ยนไปแล้ว ก็อาจเป็นเพราะวิสัยทัศน์ของ “ศ.อารยะ” ไปสะกิดต่อมคนดีของบ้านเมือง กลัวว่าวิธีการทำงานของอาจารย์จะไปทำให้พวกเขาเดือดร้อนกันแน่…
พันธศักดิ์ รักพงษ์

