มหาวิทยาลัย : ถอดเปลือกยุคโคลนปะแทนชัน
มหาวิทยาลัยถือว่าเป็นเรือนเพาะชำทางปัญญาของบัณฑิตที่จะต้องออกไปรับใช้สังคมได้อย่างสง่างาม แต่บางครั้งสังคมยังตั้งข้อสังเกตว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งเป็นเรือนจำทางปัญญา คุณค่าของความเป็นสากลเชิงญาณวิทยา (Universal epistemology) จางหาย นอกจากนี้ ความเป็นมหาวิทยาลัยยังเปรียบกับรถไฟใต้ดินที่ไม่เคยพบแสงสว่างบนดินเลย ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องเป็นสถานที่สร้างชีวิตใหม่ในการเรียนรู้ให้ทุกคนที่เข้ามาสู่รั้วแห่งนี้ ตลอดจนเป็นฟันเฟือง (Gear) ของสังคมในการขับเคลื่อนการพัฒนา ถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยต้องมีการถอดเปลือกจากสุสานทางปัญญาให้กลายเป็นคฤหาสน์ทางปัญญา ให้เป็นแหล่งผลิตความหรูหราทางความคิดให้กับรัฐชาติ
วาทกรรมโคลนปะแทนชัน
หากมองย้อนไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามประเทศมีการปฏิรูปบ้านเมืองในทุกด้านเพื่อให้ทันสมัยเทียบเท่าและใกล้เคียงกับความเป็นอารยะเช่นรัฐชาติอื่น แต่ฐานคิดของพระองค์ที่ซ่อนเร้นภายใน (Hidden Agenda) คือการที่จะทำให้สยามประเทศไม่ต้องตกเป็นอาณานิคมต่อชาติใด แต่ทั้งนี้ การปฏิรูปเป็นไปค่อนข้างลำบาก เพราะว่าขาดคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการกระทรวง กรม กอง ดังจะเห็นจากการที่พระองค์ทรงเปรียบเทียบสภาวการณ์ในขณะนั้นว่า เหมือนกับการพาเรือออกไปทั้งที่รู้ว่าสภาพเรือนั้นไม่มีความพร้อมแต่ประการใด ดังจะเห็นข้อความในพระราชหัตถเลขาที่มีถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์
วรพินิต ว่า “ถ้าเปรียบด้วยเรือก็เหมือนกับเมื่อก่อนเอาขึ้นไว้ในอู่คงเหลือแต่รูปเรือท้องเรือนั้นผุรั่วจวนลอยน้ำไม่ได้ เมื่อจำเป็นต้องลงเข็นน้ำก็เอาโคลนมาปะแทนชัน คนพายก็ไม่เป็น คนหนึ่งยกคนหนึ่งจ้วงตุ๋มๆ ติ๋มๆ น้ำก็เชี่ยว ลมก็จัด เวลาว่างๆ คอยปุยาเปลี่ยนไม้ทีละแผ่นสองแผ่น ตอกหมันชันพอเป็นรูป แต่คนที่จะพายล้วนแต่เป็นโรคภัยต่างๆ ตาบอดบ้าง หูหนวกบ้าง การที่จะหาฝีพายเต็มลำเป็นการยากลำบาก” อย่างไรก็ตาม ถือว่าพระองค์มีการแก้ปัญหาได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะการเข้ารับราชการมีข้อได้เปรียบประการหนึ่งคือ คนที่เคยบวชเรียนมาซึ่งสามารถรับประกันได้ว่าเป็นผู้ที่มีศีลธรรมจริยธรรมเบื้องต้นซึ่งถือว่ายังมี “โคลน” ที่ใช้ในการแก้ปัญหา
ถอดเปลือกมหาวิทยาลัยและกระบวนการปรับรื้อ
ภาพฉายทางด้านอุดมศึกษาของไทยโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยนั้นยังมี “เรื่องราว” ที่เกิดขึ้นมากมายจนบางยุคบางสมัยมหาวิทยาลัยไทยถูกตีค่าเพียงสถาบันที่ผลิตปริญญาแต่ปัญญาของบัณฑิตไม่ได้สอดคล้องกับปริญญาดังกล่าว จนทำให้เกิดสภาวะคนตกงาน (Unemployed) บางยุคอุดมศึกษาสร้างรูปแปงเมืองช่วยสร้างกลไกในการพัฒนารัฐชาติได้เป็นอย่างดี เพราะเข้าใจในรากเหง้าและปณิธานในการก่อตั้งมาได้อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งยังมีเปลือกที่หนาแต่ไม่ใช่เปลือกที่แข็งแกร่งและดีงาม ฉะนั้น ต้องมีการถอดเปลือกและกระบวนการปรับรื้อแบบ 4 Re- ดังนี้
1 การรับเข้าอาจารย์ใหม่ (Recruitment) เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งผลิตวิทยาการชั้นสูงในการพัฒนารัฐชาติ ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาเป็นอาจารย์ในเทวาลัยแห่งการเรียนรู้แห่งนี้ต้องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ในศาสตร์ที่จะมาทำการถ่ายทอดองค์/ข้อความรู้แก่นิสิตนักศึกษา บางมหาวิทยาลัยมีการเปิดกว้างในการรับเข้าทำงานแต่ “เปิดแคบทางใจ” เพราะมีการกำหนดคุณสมบัติ (Qualification) ให้ตรงตามระบบอุปถัมภ์ หรือระบบเครือญาติวิทยาการ ยิ่งไปกว่านั้นความกลวงในศาสตร์ที่เห็นได้ชัดตอนสัมภาษณ์ทำให้รู้เลยว่าผ่านมาได้โดยการ “ชุบตัว” ดังนั้น การกำหนดคุณสมบัติต้องพิจารณาถึงความสอดคล้องของศาสตร์ที่จะมารับผิดชอบ สมรรถนะความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและที่สำคัญต้องมีความทันสมัยทั้งด้านวิธีคิดและกลยุทธ์ในการจัดการเรียนรู้ หากถ้าได้อาจารย์ใหม่มาในลักษณะนี้ถือว่าได้ชันที่มีคุณภาพและนาวาจะไม่จมน้ำแน่นอน
2 การวิจัย (Research) มหาวิทยาลัยมีพันธกิจอย่างหนึ่งคือการวิจัยเพื่อสร้างองค์/ข้อความรู้ในการพัฒนา บางมหาวิทยาลัยมีผลของการวิจัยที่มีสามารถนำมาพัฒนารัฐชาติให้ไปสู่ความยั่งยืนได้เป็นอย่างดี และมีความสอดคล้องกับอรรถประโยชน์ทางสังคม (Social benefit) อย่างชัดเจน แต่บางมหาวิทยาลัยผลิตงานวิจัยเพื่อสร้างตัวชี้วัดในการสร้างมาตรฐานตามกลไกของการประกันคุณภาพเท่านั้น ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG (U2T for BCG and Regional Development) หรือโครงการ “มหาวิทยาลัยสู่ตำบล U2T for BCG” ซึ่งโครงการนี้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องคือมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ถือว่าโครงการมีผลต่อการพัฒนาชุมชนได้เป็นอย่างดี เพราะในหลักการเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value added) สูงสุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นจริงคือ ผู้รับผิดชอบบางโครงการไม่ได้อยู่ในพื้นที่แต่ถูกสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่สามารถที่จะนำพาทฤษฎีไปสู่การพัฒนาเพื่อสร้างกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง แต่พอสอบถามถึงหลักการทางทฤษฎีพื้นฐานของการสร้างกระบวนการชุมชนเข้มแข็งก็ไม่มีความกระจ่าง “ลุ่มๆ ดอน” สิ่งนี้ถือว่าเป็นโคลนตมที่มีทรายเจือปนและไม่สามารถแทนชันได้
3 การปรับรื้อโครงสร้างการบริหารจัดการ (Restructure) ถึงแม้ว่าการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยที่เรียกได้ว่าดี ในมิติการบริหารจัดการนั้นสิ่งที่มหาวิทยาลัยบางแห่งต้องถอดเปลือกและปรับรื้อใหม่คือ การมีผู้บริหารที่อายุมากเกินเกณฑ์กำหนด การเอ่ยอ้าง “ความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ” หากใช้ในระยะเวลาที่ยังไม่เกษียณอายุจะมีคุณค่ามากที่สุด การครอบครองเช่นนี้เป็นการปิดกั้นพื้นที่ของอาจารย์/ผู้บริหารรุ่นใหม่ สิ่งผุกร่อนที่จะตามมาคือการบริหารจัดการล้มเหลวซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาภาพรวมทั้งหมดได้ นอกจากนี้ การบริหารจัดการในระดับคณะ ผู้บริหารต้องนำพาคณะให้มีความสอดคล้องกับอัตลักษณ์ที่กำหนดไว้ไม่ใช่เอ่ยอ้างวาทกรรมที่เป็นสมัยนิยมคือบูรณาการแต่หารู้ไม่ว่ากำลังเกิดการ “บูรณาเกิน” นอกจากนี้ โครงสร้างการบริหารจัดการต้องมีการผสมผสานมิใช่อิงแอบกับระบบราชการจนขาดความยืดหยุ่น ในโลกหลังยุคใหม่นี้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพคือการบริหารจัดการที่มีฐานคิดภายใต้สถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
4 การปรับรูปลักษณ์ใหม่ (Reconfiguration) มหาวิทยาลัยในหลายมีการปรับภูมิลักษณ์ ชีวลักษณ์และอัตลักษณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม การปรับรูปลักษณ์โดยเฉพาะภูมิทัศน์ที่ทำให้เกิดความประทับใจครั้งแรกของนิสิตนักศึกษาถือว่าเป็นการถอดเปลือกใหม่ บางมหาวิทยาลัยยังมีห้องเรียนที่อากาศไม่ถ่ายเท ไม่มีการเปิดเครื่องปรับอากาศให้กับนักศึกษาทั่วไปซึ่งห้องเรียนที่ใช้เครื่องปรับอากาศนั้นตอบสนองได้กับ “โครงการพิเศษ” พอสอบถามกลับได้คำตอบว่าเก็บค่าหน่วยกิตถูก ซึ่งเป็นวาทกรรมอำพราง หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วมหาวิทยาลัยต้องตระหนักว่า “การศึกษาที่ดี คือ การที่ทำให้ผู้เรียนสะดวกสบายที่สุด” ฉะนั้น บางมหาวิทยาลัยต้องถอดเปลือกของตนเองและอย่ารอให้นิสิต/นักศึกษาถึงกับพากันลุกขึ้นมาทุบเปลือกได้
ปริทรรศน์ท้ายสุด
ด้วยสังคมโลกที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยเทคโนโลยี ความรู้และปัญญา ถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยจะต้องรู้จักตัวตนของตนเองให้มากขึ้น และจะต้องเป็นสถานที่สร้างผลิตความรู้ให้เกิดเป็นสาธารณวิทยาให้แก่สังคมโลกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญมหาวิทยาลัยต้องรู้กาละและเทศะของตนเอง
และขอวิงวอนมหาวิทยาลัยทุกแห่งว่าอย่าให้ความขุ่นมัวของมหาวิทยาลัยเพียงแค่การเอาโคลนมาปะแทนชันก็พอ!!!!
ธงชัย สมบูรณ์

