หน้าแรก บทความ ประยุทธ์ 8 ปี...

ประยุทธ์ 8 ปี อยู่หรือไป แนวทางไหนสังคมได้มากกว่า โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

11.08.22 | 13:23 น.

พรรคเพื่อไทยกำหนดวันยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ให้วินิจฉัยระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ภายใต้หลักการและวิธีการนับวันเริ่มต้นและจบท้ายอย่างไร

เหตุสืบเนื่องจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 158 วรรคท้ายที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังจากพ้นตำแหน่ง

ทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงวันครบกำหนดแปดปีแบ่งออกเป็นสามแนวทางได้แก่ 1 เริ่มนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกภายหลังการรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวันที่ 24 สิงหาคม 2557 จะครบกำหนดแปดปี วันที่ 24 สิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคเพื่อไทยใช้เป็นฐานคิดในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

แนวทางที่สองเริ่มนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้วันที่ 6 เมษายน 2560 ครบแปดปี 6 เมษายน 2568

แนวทางที่สามเริ่มนับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้ง วันที่ 24 มีนาคม 2562 ประกาศแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีวันที่ 9 มิถุนายน 2562 จะครบแปดปีวันที่ 9 มิถุนายน 2570

Advertisement

แต่ละแนวทาง หลายฝ่ายให้เหตุผลสนับสนุนและคัดค้านแตกต่างกันไป ประเด็นหลักที่อภิปรายกันมากก็คือ หลักการกฎหมายไม่ใช้บังคับย้อนหลังที่เป็นโทษ แต่ยกเว้นที่เป็นคุณได้

ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า บทบัญญัติที่ห้ามนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ฉบับ พ.ศ.2560 การเริ่มนับระยะเวลาเริ่มต้นควรเริ่มภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้ คือหลังจากวันที่ 6 เมษายน 2560 เป็นต้นมา

การย้อนไปถึงปี 2557 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เท่ากับย้อนหลังที่เป็นโทษ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์เสียสิทธิประโยชน์ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียงแค่วันที่ 24 สิงหาคม 2565 นี้เท่านั้น

ขณะเดียวกันฝ่ายคัดค้านโต้แย้งโดยอ้างหลักการว่า เจตนารมณ์ของการบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินแปดปี ก็เพื่อไม่ให้สืบทอดอำนาจยาวนานจนเกินความพอดี เป็นช่องทางให้เกิดการเสพติดอำนาจและใช้อำนาจในทางมิชอบ

ฉะนั้นควรเริ่มนับตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก

ข้อถกเถียงจากทั้งสามแนวทางนี้ จึงเป็นภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบของศาลรัฐธรรมนูญ หากรับเรื่องไว้พิจารณา

เป็นความท้าทายถึงความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งใหญ่ จะยึดหลักตัดสินบนหลักการทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ประกอบกันอย่างไร ให้ผลเป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพียงผู้ร้องและผู้ถูกตัดสิน แค่สองฝ่ายเท่านั้น

หลักสิทธิประโยชน์ของบุคคลคือตัวนายกรัฐมนตรี กับ หลักผลประโยชน์ของสังคม เสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนความคิดเห็นของผู้คนทุกฝ่าย ศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความสมดุล พอเหมาะพอดีอย่างไร

ปัจจัยประกอบการตัดสิน คงไม่มุ่งมองแคบ ยึดแต่ตัวบท รักษากฎหมายเป็นหลักเพียงประการเดียว โดยละเลยมุมกว้าง ประเด็นผลกระทบที่ตามมา
คุณและโทษที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวมในระยะยาวไปได้

กล่าวสำหรับตัวนายกรัฐมนตรี หากไม่เน้นแต่รักษาสิทธิประโยชน์ของตัวเป็นด้านหลักแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะ การตัดสินใจใดๆ ทั้งเรื่องส่วนตัวและการบริหารงาน ดำเนินนโยบายสาธารณะ ส่งผลกระทบต่อส่วนรวมทั้งสิ้น

กรณีนี้จะไม่เกิดปัญหาบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งไม่สิ้นสุด หากสามารถให้คำอธิบายถึงเหตุและผล ของการที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป กับ การหยุดทำหน้าที่ ขอพอเพียงแค่นี้ ได้กระจ่างชัดเจน น่าเชื่อถือ เปิดเผย โปร่งใส ตรงไปตรงมา

แนวทางใดเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี

แม้ไม่ออกมาบอกกล่าวกับสังคมด้วยตัวเอง ก็สมควรที่จะมอบหมายใครเป็นตัวแทน หรือให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแถลงอย่างเป็นกิจลักษณะ น่าจะเกิดประโยชน์ยิ่งกว่า ซื้อเวลา นิ่งเงียบ

ตรงกันข้ามหากยังคงอมพะนำ อ้างตัวบทกฎหมาย ยืนกระต่ายขาเดียว แล้วแต่ศาลจะตัดสินออกมาอย่างไร ยอมรับทั้งสิ้น ก็ไม่สามารถกลบเสียงวิจารณ์ที่ว่า มุ่งรักษาสิทธิประโยชน์แห่งตนเป็นสำคัญไปได้

8 ปีที่ผ่านมา หลายคนยังจำภาพนายทหารใหญ่ประกาศยึดอำนาจเด็ดขาด 22 พฤษภาคม 2557 ได้ไม่ลืม

ถึงวันนี้ความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญที่จะยืดอกประกาศ เหตุและผลของการสมควรอยู่ต่อไป กับการขอพอ หยุดเพียงแค่นี้ ทางเลือกใดเป็นผลดีต่อสังคมไทยในระยะยาวมากกว่า จนทำให้สังคมยอมรับได้ หายไปหมดสิ้นแล้ว