เดือนที่ผ่านมาผู้เขียนมีโอกาสไปทัศนศึกษาที่ จ.พิษณุโลก ได้แวะไปกราบพระ ที่ “วัดนางพญา” นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้พบเห็นพระพุทธรูปมีลักษณะคล้าย “พระพุทธชินราช” แห่งวัดใหญ่ ที่ชาวบ้านเรียกขาน คือ “วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร” ทราบชื่อภายหลังว่า “สมเด็จนางพญาเรือนแก้ว” ทราบจากท่านผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนางพญา องค์ปัจจุบัน ชื่อพระครูสุจิตธรรมวิมล (บุญชุบ สุจิตโต) ท่านได้เล่าข้อแตกต่างระหว่าง “พระพุทธชินราช” กับ “สมเด็จนางพญาเรือนแก้ว” ว่าให้ดูมุมล่างซุ้มแก้ว ที่ครอบพระเศียรของ “พระพุทธชินราช” จะมีรูปยักษ์อยู่สองข้าง ส่วน “สมเด็จนางพญาเรือนแก้ว” เป็นรูปเทวดา อีกจุดหนึ่ง คือ ซุ้มแก้วที่ครอบเศียรของ “สมเด็จนางพญาเรือนแก้ว” จะติดแขนองค์พระ มากกว่าซุ้มแก้วของ “พระพุทธชินราช” จะห่างกว่า นี่คือครั้งแรกที่ผู้เขียนเพิ่งทราบจากท่านผู้ช่วยเจ้าอาวาส นอกนั้น “พุทธลัษณะ” เหมือนกัน ท่านได้เล่าประวัติความเป็นมาของ “วัดนางพญา จ.พิษณุโลก” พร้อมทั้งมอบหนังสือ “ประวัติวัดนางพญา จ.พิษณุโลก” มาให้ ผู้เขียนสรุปความเพื่อท่านผู้อ่าน พอสังเขปดังนี้ :
วัดนางพญา ไม่ปรากฏหลักฐานการก่อสร้างว่าเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อใดหากจะพิจารณาทางด้านสถาปัตยกรรมของพระวิหาร และพุทธปฏิมากรรมของพระประธานองค์เก่าแล้ว สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยกรุงสุโขทัยตอนปลาย หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 พระยาลิไท คราวเสด็จครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลก 7 ปี คือ ในระหว่างปี พ.ศ.1905-1912 หรือในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คราวเสด็จมาครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลก 25 ปี คือระหว่างปี พ.ศ.2006-2031 และคงจะได้รับการปฏิสังขรณ์ให้มีสภาพคงสภาพมาตลอดสมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน อนึ่ง วัดนางพญาแห่งนี้มีผู้รู้สันนิษฐานว่า ผู้ที่สร้างวัดนางพญา คือ พระนางวิสุทธิ์กษัตริย์ เอกอัครมเหสีของสมเด็จพระธรรมราชา (ขุนพิเรนทรเทพ) ซึ่งทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระศรีสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ คราวที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จมาครองเมืองพิษณุโลก ในฐานะพระราชบุตรเขยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ในระหว่างปี พ.ศ.2091-2112 ธรรมราชาที่ 1
วัดนางพญา ทำไมจึงเรียกชื่อว่า “วัดนางพญา” อาจเป็นเพราะพระนางวิสุทธิ์กษัตริย์ ทรงประทับที่เมืองพิษณุโลก ด้วยศักดินาแห่งพระองค์สูงกว่าคนทั้งปวงในเมือง ฝ่ายเหนือ จึงเปรียบเสมือนนางพญาผึ้ง ซึ่งเป็นใหญ่กว่าผึ้งทั้งปวง และจุดนี้จึงน่าจะเป็นที่มาของชื่อวัดว่า “นางพญา” แล้วไปดูวิหารเล็กกว่าวัดราชบูรณะหน่อยหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาวัดนางพญาครั้งเสด็จเมืองพิษณุโลก เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2444 (ร.ศ.120) ฉบับที่ 12 กล่าวถึงวัดนางพญาว่าไปดูวัดนางพญาซึ่งอยู่ต่อวัดมหาธาตุติดกันวัดนี้มีแต่วิหารไม่มีพระอุโบสถ มีโรงเรียนพิษณุโลกวิทยาคมตั้งอยู่ในนั้นโรงหนึ่ง พระสอน มีนักเรียนมาก ที่คับแคบไม่พอ ออกจากวัดนางพญานั้นต่อลงไปก็ถึงวัดราชบูรณะ
วัดนางพญา : เป็นวัดที่มีความสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะพระเครื่องที่เรียกว่า พระนางพญา ได้รับเกียรติให้เป็นพระเครื่ององค์หนึ่งในห้าองค์ของพระเครื่องชุด เบญจภาคี ซึ่งเป็นชุดพระเครื่องยอดนิยมของนักนิยมพระเครื่องทั่วประเทศมาทุกยุคทุกสมัย
การปกครอง : วัดนางพญามีเจ้าอาวาสเรียงลำดับ ดังนี้
1.พระครูโลกเชษฐ์ชินราชบริบาล (พระครูอ่อน)
2.พระอนุโยคศาสนกิจ (รอด)
3.พระอาจารย์ถนอม เขมจาโร
4.พระครูบวรชินรัตน์ (ม้วน หรือบุรัตน์ ปุรตโต)
5.พระครูสุจิตธรรมวิมล (บุญชุบ สุจิตโต) ปัจจุบัน
ที่ตั้ง : “วัดนางพญา” ตั้งอยู่เลขที่ 5/1 ถนนมิตรภาพ ถนนจ่าการบุญ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก อยู่ในตัวเมืองพิษณุโลกติดกับ “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่)” และติดกับ “สะพานนเรศวร” ที่สำคัญ กว่านั้น วัดนางพญามีชื่อเสียงเรื่องพระเครื่องได้รับเกียรติให้เป็นพระเครื่อง องค์หนึ่งในห้าองค์ของพระเครื่องชุด “เบญจภาคี” มีชื่อ “พระพิมพ์นางพญา” ซึ่งมีการพบกรุครั้งแรกราว พ.ศ.2444 และครั้งหลัง เมื่อ พ.ศ.2497 “พระนางพญา” เป็นที่นิยมของนักเลงพระและเป็นพระเครื่องยอดนิยมของนักนิยมพระเครื่องทั่วประเทศมาทุกยุคทุกสมัย มีโอกาสเชิญคนไทยทั่วประเทศและแฟนมติชนได้ไปเที่ยว “วัดนางพญา” และ “พระพิมพ์นางพญา” ให้เช่าราคาประหยัดในยุค (โควิด-19) นิวนอร์มอล ไงเล่าครับ

